บทที่ 10 การปรากฏตัวของ 'วิกเตอร์ หวัง'
เช้าวันต่อมา...แสงแดดอ่อนทอผ่านผ้าม่านในห้องพักปีกตะวันตก ปลุกพิชชาภาให้ตื่นขึ้นมารับวันใหม่ หลังอาบน้ำเธอเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเลือกชุดทำงานตัวหนึ่งที่คนของอัคนินเอามาให้จากคอนโดมิเนียมของเธอตั้งแต่วันที่ถูกพาตัวมาที่นี่
พิชชาภาเลือกชุดโทนสีสุภาพ สไตล์เรียบหรู และมีคัทติ้งเนี้ยบ มาสวม พร้อมกับรวบผมขึ้นเป็นมวยเรียบร้อย เผยให้เห็นลำคอระหง ใบหน้าหวานปราศจากเครื่องสำอางหนาเตอะ มีเพียงรอยลิปสติกบางเบนบนเรียวปากที่ช่วยเพิ่มชีวิตชีวา
เธอหมุนตัวหน้ากระจกไปมา เมื่อพออกพอใจกับเงาสะท้อนของตนแล้ว จึงเปิดลิ้นชัก หยิบเครื่องประดับที่มีไม่มากนักออกมา ตุ้มหูมุกที่เป็นขอบตกทอดจากแม่ซึ่งพิชชาภาไม่เคยได้เจอ เพราะแม่จากเธอไปตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กเล็กๆ และก็นาฬิกาที่ได้รับเป็นของขวัญวันเกิดจากพ่อวุฒิ...ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของเธอนั่นเอง
ก่อนจะปิดลิ้นชัก หญิงสาวพลันนึกถึงสิ่งที่เธอได้รับจากอธิราชเมื่อวานขึ้นมา จึงล้วงมือไปใต้ลิ้นชัก
พิชชาภาใช้ซองเอกสารเก่าๆ ที่หาเจอในกระเป๋า แล้วเอาเทปกาวที่มีติดไว้ในกระเป๋าเครื่องเขียน มาประยุกต์ใช้ โดยทำช่องเก็บของลับด้านใต้ลิ้นชัก แปะเทปหลายชั้นเพื่อให้พยุงน้ำหนักไหว
โทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นจึงซุกซ่อนอย่างมิดชิดใต้ลิ้นชัก
เมื่อคืนหญิงสาวลองเปิดดู พบว่าในโทรศัพท์มือหมายเลขบันทึกไว้ในชื่อ ‘A’ เพียงหมายเลขเดียว ซึ่งเธอรู้ดีว่า นั่นคือหมายเลขของอธิราช
เขาให้เครื่องนี้กับเธอ เพื่อหวังเป็นช่องติดต่อลับ หรือด้วยจุดมุ่งหมายอื่น พิชชาภาไม่รู้ เธอจึงเลือกที่จะเก็บมันไว้อย่างเงียบเชียบ ไม่คิดจะกดโทรออกหรือส่งข้อความใดๆ ไปก่อน จนกว่าจะแน่ใจในหมากเกมนี้
ในเมื่อเขาคิดจะใช้เธอ...เธอก็จะใช้โทรศัพท์เครื่องนี้สืบหาความจริงกลับคืนเช่นกัน!
ที่สำคัญ...โทรศัพท์เครื่องนี้เป็นระบบสองซิม พิชชาภาหวังว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันในวันข้างหน้า!
เมื่อเธอเดินลงมารอที่โถงใหญ่ อัคนินในชุดสูทสากลสีเข้มยืนคอยอยู่แล้ว ชายหนุ่มตวัดสายตาคมดุมองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนตวัดสายตากลับไป...
ด้วยท่าทางที่ดูเย็นชาอยู่เป็นนิจ พิชชาภาจึงไม่ได้เห็นแววตาพึงพอใจที่สว่างวาบก่อนเลือนหาย ร่างบอบบางในชุดสไตล์เรียบหรู ดูสวยและงามสง่า ท่วงท่ากิริยาก็ดูนิ่งสงบเกินกว่าหญิงสาวในวัยเดียวกัน
“พร้อมแล้วใช่ไหม?” เสียงเข้มเอ่ยถาม
“ค่ะ พร้อมแล้วค่ะ” พิชชาภาตอบเสียงเรียบ ภายใต้ท่าทีเคร่งขรึม
“จำไว้...ไปถึงบริษัท คุณต้องอยู่ใกล้ๆ ผม คอยจดบันทึกและทำตามคำสั่ง ห้ามซักถาม สอดรู้สอดเห็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน และอย่าคิดจะติดต่อใครทั้งนั้น”
“ทราบแล้วค่ะ”
รถยนต์คันงามหรูเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์ตระกูลวัฒนากร มุ่งหน้าสู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ที่ตั้งของตึกสูงตระหง่ายหลายสิบชั้นของ วัฒนากร กรุ๊ป ซึ่งอยู่ท่ามกลางย่านธุรกิจสำคัญ เมื่ออัคนินเดินนำเข้ามาในตึก โดยมีพิชชาภาเดินตามหลังในระยะห่างเพียงสองก้าว พนักงานทุกคนที่เห็น...แม้จะก้มหัวให้ผู้ที่เป็นประธานบริษัทอย่างอัคนินด้วยความนอบน้อม แต่ขณะเดียวกันสายตาฉงนสงสัยกลับเหลือบแลไปทางหญิงสาวที่เดินตามหลังมาเป็นตาเดียว
เมื่ออัคนินกับพิชชาภาเดินเลยไปแล้ว เสียงซุบซิบก็ดังขึ้น บ้างก็จำพิชชาภาได้ว่าเป็นบริษัทเอ้าท์ซอสที่วัฒนากร กรุ๊ป ว่าจ้างให้มาดูเรื่องมีเดียในงานกาล่าการกุศลที่ผ่านมา แต่บ้างก็เพิ่งเคยเห็นหญิงสาวเป็นครั้งแรก แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน ต่างก็อยากรู้เหมือนกันว่า...
หญิงสาวผู้นี้ที่ท่านประธานหนุ่มพามาด้วย และสั่งให้จัดโต๊ะทำงานในห้องทำงานของประธานบริหารนั้น...คือใครกันแน่
ภายในห้องทำงานประธานบริหารบนชั้นสูงสุด...
ห้องทำงานกว้างขวางที่มีกระจกบานใหญ่สูงจรดเพดาน มองเห็นทัศนียภาพของกรุงทพมหานคร อัคนินก้าวไปนั่งตรงโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ขณะที่พิชชาภาได้รับโต๊ะทำงานตัวเล็กที่ตั้งตรงมุมห้องใกล้กับชั้นเก็บเอกสาร
“แฟ้มรายงานตรงนั้น เป็นรายงานสรุปงบประมาณและผลประกอบการย้อนหลังสามปี ดูให้หมด แล้วสรุปให้ผมก่อนบ่ายสอง” อัคนินสั่งเสียงเรียบ โดยไม่เงยหน้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
ดวงตาคู่สวยของหญิงเป็นประกายวูบหนึ่งก่อนเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว บางทีการสืบหาความจริงเมื่อยี่สิบปีก่อน เริ่มต้นจากรายงานเหล่านี้ก็ไม่เลว!
พิชชาภาหยิบแฟ้มทั้งหมดมานั่งอ่านอย่างละเอียด ใช้ความช่างสังเกตของตนบวกกับการวิเคราะห์ตรวจดูตัวเลขงบการเงินและรายชื่อบริษัทคู่ค้า พลางสรุปรายละเอียดเพื่อนำเสนอให้ชายหนุ่ม ขณะเดียวกันก็จดจำไว้เป็นข้อมูลสำหรับตนเองด้วย
ยังไม่ทันจะเที่ยง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเลขานุการของชายหนุ่มที่เดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารเล่มหนึ่ง สีหน้าที่มีแววกังวลอย่างชัดเจนนั้น ทำให้อัคนินเอ่ยปากถามทันที
“เกิดอะไรขึ้น?” เขาเปิดแฟ้มออกดูพลางขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นเอกสารในแฟ้ม
“เช้านี้ มีตัวแทนจากกลุ่มทุนต่างข้ามชาติรายใหญ่จากออสเตรเลีย เข้ามากว้านซื้อหุ้นของวัฒนากร กรุ๊ป ในตลาดหลักทรัพย์อย่างหนักค่ะ พร้อมยื่นหนังสือเจตจำนงเข้าร่วมทุนมูลค่าหลายพันล้นบาทถึงคณะกรรมการบริหารด้วยค่ะ!”
อัคนินกวาดสายตาอ่านข้อความในเอกสารด้วยความรวดเร็ว ดวงตาคมกริบฉายแววตึงเครียดขึ้นมา
กลุ่มทุนข้ามชาติรายนี้มีชื่อว่า ‘เวสเทิร์น ดรากอน คอร์ปอเรชั่น’ และผู้ถือหุ้นใหญ่ รวมถึงประธานบริหารของกลุ่มทุนนี้ คือนักลงทุนมหาเศรษฐ์ลึกลับที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน ชื่อของเขาคือ...
‘วิกเตอร์ หวัง’
