บทที่ 12 สายตาอ่อนโยนที่จุดไฟในดวงตา
บรรยากาศภายในห้องประชุมใหญ่บนชั้นสูงสุดของ วัฒนากร กรุ๊ป เต็มไปด้วยความตึงเครียด ในวันนี้บอร์ดบริหารต่างมากันพร้อมหน้า แต่ละคนมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่น้อย
อัคนินนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะในตำแหน่งประธาน ชุดสูทสีเข้มตัดเย็บอย่างประณีตส่งเสริมบุคลิกเขาให้ดูดีภูมิฐาน ทว่าใบหน้าคมคายแฝงแววดุดันในแววตา กลับทำให้เขาดูมีอำนาจ น่าเกรงขาม ข้างกายเขาทางด้านขวาคือ อธิราช ที่พยายามรักษาภาพลักษณ์ผู้บริหารที่ใจดีและใจเย็น แม้ว่าดวงตาหลังเลนส์แว่นจะฉายแววกังวลและตามไรผมนั้นก็มีเหงื่อซึมอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนพิชชาภานั่งอยู่ตรงมุมโต๊ะในฐานะผู้ช่วยส่วนตัว คอยเตรียมเอกสารและเตรียมจดบันทึกการประชุม เธอทำตัวลีบเล็กเหมือนตนเองเป็นเพียงสวนประกอบหนึ่งในห้องเท่านั้น
ปลายโต๊ะอีกข้าง…คือ คณะผู้บริหารจาก ‘เวสเทิร์น ดรากอน คอร์ปอเรชั่น’ กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากออสเตรเลีย และชายที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะฝั่งนั้น คือ ประธานบริหารระดับสูง…ผู้กุมอำนาจเงินหมื่นล้าน
วิกเตอร์ หวัง!
เขาเป็นชายวัยกลางคน อายุไม่เกินหกสิบปี รูปร่างสูงใหญ่ ผมเป็นสีดอกเลาได้รับการหวีเรียบเผยหน้าผากกว้าง ชุดสูทสากลเรียบหรูราคาแพงประกอบกับบุคลิกเงียบขรึม และแววตาคมกริบที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน แม้ใบหน้าของเขาจะมีรอยยิ้มประดับไว้บางๆ แต่ก็ดูออกว่า ไม่ใช่คนที่ใครจะเล่นด้วยได้
“ยินดีที่ได้พบกันครับ คุณอัคนิน คุณอธิราช” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยทักทายเป็นภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงที่เกือบจะเหมือนเจ้าของภาษา จากนั้นประโยคต่อมาจึงเป็นภาษาไทยที่ชัดถ้อยชัดคำอย่างน่าประหลาด “ขอบคุณที่ให้เกียรติเปิดโต๊ะเจรจาด่วนในวันนี้”
อธิราชถึงกับชะงักเพราะไม่คิดว่าเขาจะพูดภาษาไทยได้คล่องขนาดนี้ พลางจ้องมองวิกเตอร์ด้วยความสงสัย
ตรงมุมโต๊ะ…พิชชาภาขมวดคิ้ว มิใช่เพราะสงสัยที่ชายวัยกลางคนผู้นี้พูดภาษาไทยได้ แต่เพราะเสียงของวิกเตอร์เหมือนเสียงของใครบางคน หากเธอยังนึกไม่ออกว่าเหมือนเสียงใคร
“ผมมาทำธุรกิจที่เมืองไทยหลายครั้งแล้วครับ ไปๆมาๆ จะยี่สิบปีแล้ว จึงคุ้นเคยกับที่นี่ดี” วิกเตอร์ตอบเรียบๆ สายตาบังเอิญสบเข้ากับอธิราชเพียงเสี้ยววินาที ทว่าอธิราชกลับหลบตาก่อนอย่างหวั่นไหว
อัคนินประสานมือไว้บนโต๊ะเอียงเอียงกายไปด้านหน้าเล็กน้อยเมื่อเอ่ย
“เข้าเรื่องกันดีกว่าครับคุณวิกเตอร์…การที่ เวสเทิร์น ดรากอน เข้ามากว้านซื้อหุ้นของ วัฒนากร กรุ๊ป ในตลาดหลักทรัพย์ จนสามารถถือครองสิทธิ์เกินห้าเปอร์เซ็นต์ พร้อมกับยื่นหนังสือเจตจำนงขอร่วมทุนมูลค่าหมื่นล้าน…คุณต้องการอะไรจากเรากันแน่?”
วิกเตอร์ยิ้มน้อยๆ เขาส่งแฟ้มเอกสารให้ผู้ช่วยนำมันมาส่งต่อให้อัคนิน
“วัฒนากร กรุ๊ป เป็นบริษัทที่มีรากฐานแข็งแกร่ง แต่ช่วงหลายปีมานี้…การขยายตัวในตลาดต่างประเทศกลับหยุดชะงักอย่างน่าเสียดาย” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าเน้นย้ำทุกคำชัดเจน “ผมแค่อยากมาช่วยคุณในจุดนี้ ข้อเสนอของผมคือ เงินทุนหมื่นล้านบาทที่จะสนับสนุนการขยับขยายตัวในตลาดต่างประเทศของ วัฒนากร กรุ๊ป แลกกับ…หุ้นเพิ่มทุน และเก้าอี้คณะกรรมการบริหารสองตำแหน่ง”
“แล้ว…ถ้าเราปฏิเสธล่ะครับ” อัคนินสวนกลับทันควันด้วยคำถาม นัยส์ตาเย็นชาฉายแววไม่พอใจเท่าไรนัก
“คุณมีสิทธิ์ปฏิเสธข้อเสนอร่วมทุนครับ…” วิกเตอร์เว้นจังหวะ ก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีที่เหนือกว่า รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นตรงริมฝีปาก “แต่…ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับต้นๆ ในกระดานซื้อขาย สัปดาห์หน้า ในการประชุมผู้ถือหุ้นวิสามัญ ผมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะขอ ‘ยกเครื่องตรวจสอบงบการเงินและโครงสร้างสินทรัพย์ย้อนหลัง’ ท้้งหมดของวัฒนากร กรุ๊ป”
คำว่า ‘ตรวจสอบงบการเงินย้อนหลัง’ ทำให้อธิราชสะดุ้งในใจ เขากำมือที่อยู่ใต้โต๊ะแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน…หากมีการตรวจสอบย้อนหลังจริง ย่อมกระทบเขาอย่างไม่ต้องสงสัย เงินนอมินีมหาศาลที่เขาแอบยักยอกมาตลอดสิบกว่าปีจะต้องถูกขุดขึ้นมาแน่!
ทางด้านอัคนิน…เขาหรี่ตาด้วยความไม่พอใจ ประธานหนุ่มมิได้กลัวการตรวจสอบพราะเขาบริหารด้วยความโปร่งใส แต่การปล่อยให้กลุ่มทุนต่างชาติส่งคนเข้ามาเจาะระบบบัญชีและโครงสร้างสินทรัพย์ ย่อมเท่ากับการเปลื้องความลับของบริษัทให้คนอื่นเห็น ซึ่งในฐานะผู้นำ เขายอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
ระหว่างที่บรรยากาศการเจรจาเป็นไปอย่างตึงเครียด จู่ๆ วิกเตอร์ หวัง ก็ปรายตามองไปทางหญิงสาวที่นั่งจดบันทึกอย่างขะมักเขม้นอยู่ตรงมุมโต๊ะ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่พิชชาภาเงยหน้าขึ้นมาพอดี เธอทันสบตากับเขาและเพียงชั่ววินาทีสั้นๆ นั้น เธอมองเห็นความห่วงใยในดวงตาของชายวัยกลางคนอย่างชัดเจน
พิชชาภาขมวดคิ้วน้อยๆ ด้วยความแปลกใจระคนสับสน...เธอมั่นใจว่าไม่รู้จักชายผู้นี้ ไม่เคยเจอกันมาก่อนแน่ๆ
ทั้งหมดนั้นมิได้รอดพ้นสายตาของอัคนิน ความสงสัยผุดขึ้นในใจ...ทำไมมหาเศรษฐีต่างชาติผู้นี้ ถึงได้มอง ‘ผู้ช่วยส่วนตัว’ ของเขาด้วยสายตาแบบนั้น...และดูเหมือนว่าวิกเตอร์จะรู้ตัว
“ผู้ช่วยของคุณอัคนินตั้งใจจดบันทึกมากเลยนะครับ” ชายวัยกลางคนเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบเพื่อกลบเกลื่อน “เป็นเด็กที่ช่างสังเกตดี”
อัคนินยิ้มตรงมุมปาก สายตาจับจ้องมองวิกเตอร์นิ่งๆ อย่างจับผิด ก่อนจะเอื้อมมือไปวางทาบบนมือพิชชาภาอย่างถือสิทธิ์ต่อหน้าทุกคนในห้องประชุม
“ครับ...เธอเป็นผู้ช่วยที่ ‘ใกล้ชิด’ ผมมากที่สุด” เขาจงใจเน้นเสียงหนักในบางคำ “พรุ่งนี้...ผมจะให้คำตอบเรื่องข้อเสนอของคุณวิกเตอร์นะครับ”
วิกเตอร์ยิ้มให้กับคำตอบนั้น...แต่ดวงตาที่ทอดมองมืออัคนินนิ่งกลับเปล่งประกายแข็งกร้าว!
