บทที่ 2 งานประมูลเลือด และข้อกล่าวหาที่ไม่มีโอกาสแก้ตัว
งานประมูลบนเวทีดำเนินไปอย่างราบรื่น ซึ่งทำให้พิชชาภาพึงพอใจเป็นอย่างมาก เธอเช็กคิวภาพกราฟิกที่จะขึ้นฉายบนจอกับทีมงานเล็กๆ ของตนอยู่ตลอด เพื่อมิให้มีสิ่งใดผิดพลาด งานดำเนินมาจนใกล้จะถึงการประมูลช่วงสุดท้ายแล้ว
ใบหน้าหวานละมุนประดับด้วยรอยยิ้ม เธอหันไปยกนิ้วโป้งให้ลูกทีมเพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกันในความสำเร็จของงานใหญ่ชิ้นแรกของสตูดิโอเล็กๆ นี้
แต่แล้ว...รอยยิ้มพลันเหือดหายเมื่อเสียงกัมปนาทของปืนดังกึกก้องแหวกอากาศ ก่อนจะเกิดเสียงหนักๆ ตามมา เมื่อกระสุนนัดนั้นกระทบกลางอกของผู้บริหารอาวุโสคนหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนคุยอยู่กับอัคนินและอธิราช วัฒนากร
“กรี๊ดดด! มีคนถูกยิง!”
สีแดงฉานของเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากรอยกระสุนเปรอะเปื้อนเสื้อเชิ้ตสีขาวเป็นวงกว้าง ก่อนที่ร่างของชายวัยกลางคนจะทรุดฮวบลงกับพื้น เลือดสีเข้มไหลนองเต็มพื้นหินอ่อนสีขาว เป็นภาพที่น่าสยดสยอง
เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของบรรดาแขกเหรื่อดังระงมไปทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยง ความหรูหราอลังการของงานกาล่าการกุศลแปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหลในชั่วพริบตา แขกในงานต่างวิ่งหนีตายกันอลหม่าน บอดี้การ์ดชุดดำของอัคนินปราดเข้ามาล้อมรอบตัวอัคนินและอธิราช เพื่อคุ้มกันความปลอดภัย
พิชชาภามิได้วิ่งเตลิดไปกับบรรดาแขกเหรื่อคนอื่นๆ ความเป็นห่วงทีมงานทำให้เธอพุ่งไปหาลูกน้องในทีม แล้วพากันทรุดตัวหมอบต่ำเมื่อยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ ทั้งไม่รู้ว่าคนร้ายคือใคร หรืออยู่ที่ไหน ใบหน้าหวานเผือดซีดด้วยความตกใจระคนหวั่นกลัว
อีกฝั่งของงาน
อัคนินหมอบต่ำโดยมีบอดี้การ์ดรายล้อม เขาให้บอดี้การ์ดส่วนหนึ่งคุ้มกันผู้เป็นอาออกไปจากห้องจัดเลี้ยงเรียบร้อย ทว่าตนเองยังปักหลักอยู่ที่นี่ เขามิได้มีท่าทีตื่นตระหนักแม้แต่น้อย นัยน์ตาคมกริบกวาดมองความวุ่นวายตรงหน้า ขณะที่มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
เหตุการณ์ลอบยิงกลางงานกาล่าการกุศลของ วัฒนากร กรุ๊ป มันคือการหยามเกียรติและท้าทายอำนาจของวัฒนากร
ไม่สิ! คือการท้าทายอำนาจของเขาโดยตรงต่างหาก
และอัคนินเชื่อว่า เป้าหมายของมันไม่ใช่ผู้บริหารอาวุโสคนนั้น แต่คือ ‘เขา’
“นายครับ! วิถีกระสุนมาจากตึกร้างฝั่งตรงข้ามครับ!” ธีรุตม์รายงานเสียงเครียด ขณะที่ปืนพกถูกชักออกจากซองเพื่อเตรียมพร้อม
“กิตติศักดิ์!” อัคนินเค้นชื่อนั้นออกมาด้วยความโกรธจัด “มันแน่ๆ มันเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว”
ชายหนุ่มมั่นใจ...ว่าคนที่กล้าทำเรื่องแบบนี้ มีคนเดียวเท่านั้น
กิตติศักดิ์ ศิริเดช!
มันคงระแคะระคายเรื่องที่เขาส่งคนออกตามล่าหาตัวมันกับลูกสาว จึงได้ฉวยโอกาสลงมือตอบโต้ในงานนี้ และแน่นอน...นังลูกสาวหน้าหวานนั่นจะต้องมีส่วนรู้เห็นแน่นอน!
“ธีรุตม์! ไปลากตัวผู้หญิงคนนั้นมาพบฉัน” อัคนินสั่งเสียงเฉียบขาด ก่อนเว้นจังหวะแล้วเอ่ยต่อ “พาขึ้นไปที่ห้องสวีตที่ฉันเปิดทิ้งไว้ เดี๋ยวจัดการทางนี้เสร็จ ฉันตามขึ้นไป”
“ครับนาย!” รับคำแล้วมือขวาของเขาก็เดินข้ามห้องตรงไปหาหญิงสาวที่ยังคงหมอบรวมกับทีมงานทันที
อัคนินหันไปถามลูกน้องอีกคนถึงผู้เป็นอาที่เขาให้พาตัวออกไปว่าปลอดภัยดีหรือไม่ ครั้นได้รับคำตอบจากฝ่ายนั้นว่า อธิราชปักหลักอยู่ที่ล็อบบีโรงแรมเพื่อคุมสถานการณ์และพูดคุยกับทางตำรวจ เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนสั่ง
“คอยอำนวยความสะดวกให้แขกที่เหลืออยู่เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย แล้วก็ประสานงานกับคุณอาด้วย ถ้ามีอะไรโทรหาฉัน”
พูดจบเขาก็เดินหลบหลีกผู้คนที่ยังแตกตื่นตกใจ ออกจากห้องจัดเลี้ยงทางประตูด้านข้าง เพื่อขึ้นไปสมทบกับลูกน้องคนสนิทที่เพิ่งคุมตัวพิชชาภาออกไปก่อนหน้าเขาเล็กน้อย
เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นมิได้รอดพ้นจากสายตาของชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าหลักของห้องจัดเลี้ยง
อธิราชมองตามหลังหลานชาย รอยยิ้มอย่างคนใจดีที่ประดับอยู่บนใบหน้าอยู่เป็นนิจพลันเลือนหาย แววตาเปลี่ยนเป็นครุ่นคิด หญิงสาวที่ลูกน้องคนสนิทของหลานชายคุมตัวออกไปก่อนหน้านั้นเป็นใครกัน!
ประตูห้องสวีตบนชั้นสิบห้าถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของพิชชาภาที่ถูกลูกน้องคนสนิทและบอดี้การ์ดอีกคนหิ้วปีกมาคนละข้าง หญิงสาวพยายามขัดขืนแต่ก็สู้แรงไม่ได้ แท็บเล็ตและกระเป๋าถูกริบไปวางบนโต๊ะตัวเล็กข้างเก้าอี้นวมตัวใหญ่ตรงมุมหนึ่งของห้อง
นั่นเองหญิงสาวจึงเห็นร่างสูงใหญ่ที่นั่งตระหง่านอยู่บนเก้าอี้
“คุณอัคนิน! คุณทำแบบนี้ทำไมคะ! ฉันเป็นแค่คนทำงานออกแบบ คุณทำเหมือนฉันเป็นผู้ร้ายอย่างนั้นแหละ!”
พิชชาภาโวยวาย ใบหน้าหวานเต็มไปด้วยวความตื่นตระหนก แต่ก็พยายามแสดงออกว่าเข้มแข็ง ร่างของเธอร่วงลงไปกองกับพื้นตรงหน้าเก้าอี้นวม
“รู้จักผมด้วย!” น้ำเสียงมีความแปลกใจ แต่หญิงสาวฟังออกว่าเขาเสแสร้ง “คนทำงานออกแบบงั้นเหรอ?” เขาย้อนถามพลางเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ “พิชชาภา ศิริเดช...ชื่อคุณใช่ไหม?” เขาถามหลังจากค้นกระเป๋าและหยิบบัตรประชาชนของเธออกมาดู “นามสกุล ‘ศิริเดช’ ของคุณ...มันไม่บอกแบบนั้นน่ะสิ เพราะมันเป็นนามสกุลของฆาตกรที่ฆ่าพ่อของผมเมื่อยี่สิบปีก่อนยังไงล่ะ!” ประโยคหลังนั้นเขาแทบจะกัดฟันกรอดตอนพูด
“ไม่...ไม่จริง! คุณเอาอะไรมาพูด!” พิชชาภาส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน มันจะเป็นไปได้อย่างไร พ่อของเธอน่ะหรือเป็นฆาตกร...
ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้น ย่างสามขุมตรงเข้ามาหาร่างบอบบางที่สั่นเทาด้วยความหวาดหวั่นและหวาดกลัว มือแข็งแรงปานคีมเหล็ก บีบคางบังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นสบสายตาคมที่วาวโรจน์อย่างน่ากลัว
“ฟังให้ดีนะ พิชชาภา...” เสียงของเขาเยือกเย็นราวกับมัจจุราช “ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา พ่อของคุณทำให้ผมกับแม่ต้องอยู่เหมือนตายทั้งเป็น จากนี้ไป...คุณต้องเป็นคนชดใช้แทนพ่อของคุณ...กิตติศักดิ์!”
นัยน์ตาคู่สวยของหญิงสาวเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสนในสิ่งที่เพิ่งรับรู้ กระนั้นเธอจ้องตอบชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว
ไม่มีทาง...และไม่มีวัน! เธอไม่มีวันยอมจำนนต่อข้อกล่าวหาป่าเถื่อนของเขาเด็ดขาด!
พ่อของเธอไม่ใช่ฆาตกร!
