บทที่ 5 สะใภ้ในเงาพายุ
พิชชาภาไม่เคยวาดฝันถึงชีวิตการแต่งงานมาก่อน เธอยังคงสนุกกับชีวิตการทำงาน ยังอยากพบเจอผู้คน สะสมประสบการณ์ และอยากจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานก่อนจะเริ่มคิดเรื่องการมีคู่ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอในตอนนี้ จึงเกินจะตั้งตัวทัน
จู่ๆ เธอก็กลายเป็น ‘พิชชาภา วัฒนากร’ เพียงชั่วข้ามคืน!
แล้วนี่เธอกำลังจะได้พบกับแม่สามี หญิงสาวจึงไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี...ยิ่งเมื่อเธอตระหนักว่าฐานะลูกสะใภ้ของตนนั้น...
จอมปลอม!
คุณหญิงพิมพ์ชนก วัฒนากร มารดาของอัคนิน เป็นหญิงวัยกลางคนอายุเพียง 55 ปี แต่กลับต้องนั่งรถเข็นเสียแล้ว ใบหน้าของคุณหญิงมีเค้าว่าเคยงดงามบัดนี้กลับบึ้งตึงเย็นชา ดวงตาคู่ที่เคยสดใสฉาบด้วยความโศกเศร้า
“คุณแม่ครับ ผมพาสะใภ้มากราบ เธอชื่อ...พิชชาภา ศิริเดช”
เพียงได้ยินนามสกุลของหญิงสาวที่บุตรชายแนะนำเท่านั้น แววตาโศกเศร้าแปรเปลี่ยนในทันใด เปลวไฟแห่งความโกรธแค้นและเกลียดชังปะทุออกมาจนน่าตระหนก กระนั้นพิชชาภาก็ยังทำใจดีสู้เสือ เอ่ยทักและยกมือไหว้ตามประสาผู้น้อย
“สวัสดีค่ะ คุณหญิง...”
“ไม่ต้องมากราบไหว้ฉัน!” คุณหญิงพิมพ์ชนกตวาดเสียงดังพลางโบกมือไล่ “นามสกุลนั่น...ฉันไม่เคยลืม! ไอ้กิตติศักดิ์มันทำอะไรกับครอบครัวของฉันไว้บ้าง! มันฆ่าสามีฉัน ทำให้ลูกชายฉันต้องกำพร้าพ่อ และทำให้ฉัน...ต้องมีสภาพแบบนี้!” เธอตวัดสายตาอันเต็มไปด้วยความโกรธแค้นไปยังขาทั้งสองข้างของตน
พิชชาภาไม่อาจอยู่เฉย เธอพยายามอธิบาย มันต้องมีเรื่องเข้าใจผิดแน่ๆ พ่อของเธอไม่ใช่คนแบบนั้น เธอรู้จักพ่อมาชั่วชีวิต แม้ว่าตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา พ่อไม่เคยอยู่ใกล้ๆ ก็ตาม
“คุณหญิงคะ...พ่อดิฉัน ม...ไม่...”
แต่อีกฝ่ายไม่ฟัง ซ้ำยังหันไปหาลูกชายที่ยืนข้างๆ อัคนินยืนมองด้วยแววตาเย็นชา รอยยิ้มตรงมุมปากเหมือนกำลังสะใจ
“คิน! ลูกพามันมาหาแม่ทำไม! แล้ว...แล้วนี่ลูกยังแต่งงานกับมัน เอามันเข้ามาอยู่ในบ้านเราอีก! นี่ลูก...จดทะเบียนสมรสกับมันหรือเปล่า!” ประโยคสุดท้ายนั้นเจือแววคาดคั้น
อัคนินคุกเข่าลงข้างรถเข็นของมารดา พลางกุมมือท่าไว้ด้วยท่าทางอ่อนโยนที่พิชชาภาเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก ทว่าเมื่อเขาตวัดสายตามาที่เธอ ความอ่อนโยนมลายหาย...เหลือเพียงแววเกลียดชัง และ...เหยียดหยาม ดูถูก
“คุณแม่ครับ...เชื่อผมนะครับ นี่เป็นวิธีการล้างแค้นที่เจ็บปวดและสาสมที่สุดแล้ว กิตติศักดิ์จะได้รู้ว่า เวลาที่สูญเสียคนที่รักไป...มันทรมานแค่ไหน!” ตลอดเวลาที่พูดกับมารดา สายตาที่จับจ้องพิชชาภากลับเต็มไปด้วยความชิงชัง “แค่เข้าคุก...มันง่ายเกินไป ผมจะทำให้พ่อลูกคู่นี้ต้องชดใช้ด้วยความทรมานตราบเท่าที่คุณแม่และผมเคยได้รับ”
พิชชาภาฟังคำพูดของอัคนินแล้วได้แต่ยืนนิ่งงัน เจ็บปวดอย่างนั้นเหรอ...มันแน่อยู่แล้ว เธอเจ็บปวดกับสิ่งที่ต้องพบเจอ เจ็บปวดเพราะไม่ว่าอย่างไร เธอก็เชื่อว่าพ่อ...ไม่ใช่คนอย่างที่เขากล่าวหา!
พ่อไม่ใช่ฆาตกร! พ่อไม่ได้ฆ่าใคร!
เธอจะต้องล้างมลทินให้พ่อ!
มือเรียวบางกำเข้าหากันแน่นด้วยความมุ่งมั่น หญิงสาวสูดหายใจลึกรวบรวมกำลังใจ...แม้ตอนนี้เธอจะตกอยู่ในฐานะเชลย และถูกล่ามไว้ด้วยทะเบียนสมรส แต่พิชชาภาจะใช้โอกาสนี้สืบหาความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อนให้ได้!
ถ้าพ่อของเธอไม่ได้ทำ...อัคนิน วัฒนากร จะต้องเป็นฝ่ายชดใช้!
ข่าวคราวที่พิชชาภาถูกนำตัวไปที่คฤหาสน์วัฒนากร หลังเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารผู้บริหารอาวุโสในงานกาล่าการกุศล ไปถึงกิตติศักดิ์ในวันถัดไปโดยผ่านทางผู้เป็นน้องชาย
พงษ์วุฒิได้รับการติดต่อจากมือขวาของอัคนิน เพื่อแจ้งว่าพิชชาภาอยู่ในความดูแลของวัฒนากร และปลอดภัยดี ขณะนี้หญิงสาวรับงานโพรเจ็กต์ใหม่จากวัฒนากร กรุ๊ป จึงต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทว่ามิได้บอกว่านานเท่าใด...หรือแม้แต่ไปที่ไหน
เมื่อได้รับข่าวจากน้องชาย กิตติศักดิ์รู้ทันทีว่า...เรื่องการทำงานนั้นเป็นข้ออ้าง
ฝ่ายนั้นตั้งใจส่งข่าวให้เขารู้ว่า ลูกสาวเพียงคนเดียวของเขาอยู่ในกำมือของวัฒนากร กรุ๊ป แล้วต่างหาก
กิตติศักดิ์ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยทันที เขาจองตั๋วเครื่องบินไว้เรียบร้อยและจะออกเดินทางในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า
ทว่ามิใช่ในชื่อ กิตติศักดิ์ ศิริเดช แต่เป็นชื่อ...
วิกเตอร์ หวัง
กิตติศักดิ์ หรือ...วิกเตอร์ ย้ายมาอยู่ที่ซิดนี่ย์ได้ยี่สิบปีแล้ว ด้วยความช่วยเหลือของอดีตหุ้นส่วนของนายเก่าที่รู้จักทั้งเขาและอธิป วัฒนากร เป็นอย่างดี รู้ว่าคนอย่างเขายอมแม้แต่จะเอาชีวิตเข้าแลก ถ้าจะทำให้ผู้เป็นนายรอดตาย และมิใช่เขาไม่ได้ทำ
แต่เขาทำไม่สำเร็จต่างหาก...อธิปถูกฆ่า ส่วนเขาก็เจ็บปางตายแถมถูกใส่ร้าย และไล่ล่า จนต้องหนีหัวซุกหัวซุน ต้องทิ้งลูกไว้ข้างหลังเพื่อเอาชีวิตรอด
พิชชาภา...ลูกสาวเพียงคนเดียว ต้องไปอยู่ในความดูแลของน้องชาย
ยี่สิบปีมานี้ เธอเติบโตมาโดยไร้เงาของพ่อคอยกางปีกปกป้อง แม้ว่าเขาจะส่งเสียเลี้ยงดูด้วยเงินทุกบาททุกสตางค์ที่หาได้ แต่ก็ไม่เหมือนการได้อยู่และใกล้ชิดกันหรอก
ถึงเวลาแล้วกระมัง...ที่เขาจะต้องกลับไปสู้ และพิสูจน์ตัวเองด้วยหลักฐานที่เก็บงำไว้มากมาย
เขาจะไม่มีวันยอมให้ลูกต้องมารับกรรมกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน ทั้งเป็นเรื่องที่เขาไม่ได้ทำ!
