บทที่ 3 ถูกชะตา (1)

เสียงตะโกนเรียกจากด้านล่างของผู้เป็นแม่ดังขึ้น หญิงสาวใบหน้าสวยที่หลับใหลอยู่บนเตียงขนาดกลางค่อย ๆ ปรือตาขึ้นด้วยความรำคาญ

จากเสียงรบกวน มือขวายกขึ้นบังแสงแดงที่ส่องผ่านม่านเข้าแยงตา ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นนั่งพร้อมขยี้เส้นผมสีน้ำตาลไหม้อย่างงัวเวีย

เช้าอีกแล้วทำไมเวลานอนช่างสั้นแบบนี้นะ

“ยัยณินท์ทานข้าวได้แล้ว” เสียงผู้เป็นแม่ตะโกนดังจากข้างล่าง

“ค่า” จิรภาณินท์ตะโกนตอบ เธอขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงพลางถอนหายใจออกมาพร้อมหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าไปที่ห้องน้ำ

เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบห้านาที หญิงสาวเดินออกจากห้องน้ำ สองเท้าเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าก่อนจะเลือกหยิบชุดเดรสสีดำ ออกมาเพื่อสวมใส่ เป็นวันที่น่าเบื่อสำหรับเธออีกวัน ถึงแม้ว่าจะเป็นงานที่สุจริต ใช่ว่าเธออยากจะทำแต่เพราะได้เงินดี งานสมัยนี้หายากจะตายไป ยิ่งสำหรับเธอแล้วถึงแม้ว่าจบมาได้สองปีแต่เธอก็ยังเลือกที่จะทำงานแบบนี้ต่อ ทั้งที่งานนี้ไม่ได้เกี่ยวกับสาขาที่เธอเลือกเรียนจบมาแม้แต่น้อย เพราะเธอเคยสมัครงานไปแล้วแต่ไม่มีการเรียกตัวเธอเข้างานทำรอแล้วรออีก ให้ทางบริษัทเรียกตัวเธอแต่กลับไม่มีวี่แววถึงสามเดือน

.

.

.

เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบห้านาที หญิงสาวเดินออกจากห้องน้ำ สองเท้าเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าก่อนจะเลือกหยิบชุดเดรสสีดำ ออกมาเพื่อสวมใส่ เป็นวันที่น่าเบื่อสำหรับเธออีกวัน ถึงแม้ว่าจะเป็นงานที่สุจริต ใช่ว่าเธออยากจะทำแต่เพราะได้เงินดี งานสมัยนี้หายากจะตายไป ยิ่งสำหรับเธอแล้วถึงแม้ว่าจบมาได้สองปีแต่เธอก็ยังเลือกที่จะทำงานแบบนี้ต่อ ทั้งที่งานนี้ไม่ได้เกี่ยวกับสาขาที่เธอเลือกเรียนจบมาแม้แต่น้อย เพราะเธอเคยสมัครงานไปแล้วแต่ไม่มีการเรียกตัวเธอเข้างานทำรอแล้วรออีก ให้ทางบริษัทเรียกตัวเธอแต่กลับไม่มีวี่แววถึงสามเดือน 

พริตตี้ งานที่เธอทำอยู่ในตอนนี้ ถึงแม้ว่าจะเปลืองตัวไปสักหน่อย แต่ก็ยังดีกว่านั่งรอหางานที่ไม่มีวันจะได้สักที และวันนี้ก็เป็นวันที่ต้องไปงานมอเตอร์โชว์ ถ้าแม่ของเธอเห็นว่าเธอต้องแต่งตัวโป๊คงจะได้โดนบ่นอีกแน่ 

จิรภาณินท์หยิบเครื่องสำอางเติมแต่งบนใบหน้าบาง ๆ ก่อนจะหมุนตัวรอบกระจกเพื่อสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง หญิงสาวหยิบกระเป๋าสะพายสีแดงเข้ากับชุดเดรสขึ้นมาพร้อมเดินออกจากห้องไป

เสียงฝีเท้าก้าวลงบันได ก่อนหยุดชะงักลงเมื่อเห็นผู้เป็นแม่มองด้วยสายตาขุ่นเคือง

“ณินท์แม่บอกกี่ครั้งแล้วใช่ไหม ว่าเลิกทำงานแบบนี้สักที” 

หญิงสาวยิ้มรับก่อนจะวิ่งลงมากอดผู้เป็นแม่ด้วยรัก

“โธ่แม่ ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ณินท์ไม่ได้ไปทำอะไรผิดกฎหมายสักหน่อยนี่คะ อีกอย่างณินท์ขับรถไปเอง แม่ไม่ต้องห่วงณินท์หรอกนะคะ” สายพิรุณคนเป็นแม่ดันลูกสาวออกมองหน้าด้วยความลำบากใจ

“ถ้าพ่ออยู่ คงไม่ให้เราทำแบบนี้หรอก ดูสิ ! ดูแต่งเนื้อแต่งตัว...”

“แม่คะ ณินท์เข้าใจค่ะ แต่ว่ามันเป็นงานที่ได้เงินดีนะคะ” 

“เลิกทำงานแบบนี้ไม่ได้เหรอ” 

สายพิรุณพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง อยากให้ลูกสาวคนเดียวเลิกทำงานที่ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวแบบนี้ 

“ได้ไหม” คนเป็นแม่ถามย้ำอีกครั้งเพื่อรอฟังคำตอบ จิรภาณินท์ได้แต่ก้มหน้านิ่งเงียบไม่ยอมรับปาก สีหน้าเริ่มแสดงถึงความลำบากใจ ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดยังไงให้มารดาเข้าใจ งานที่ทำไม่ใช่งานขายร่างกายสักหน่อย 

“ณินท์”

“แม่คะ ณินท์ว่าเราค่อยคุยเรื่องนี้ดีกว่านะคะ วันนี้ณินท์มีงานค่ะ” เมื่อพูดจบหญิงสาวก้าวเท้าออกจากบ้านไปทันที แต่หัวใจของเธอก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ต้องคอยปัดหลีกอยู่ตลอดเวลา บางทีถึงเวลาที่เธอต้องหางานใหม่ทำแล้วจริง ๆ ก็เป็นได้

รถยนต์คันหรูหยุดจอด ชายหนุ่มเปิดประตูลงขณะหันไปมองรอบสุสานทุกครั้งที่มาถึงเขาไม่เคยลืม ห้าปีที่ผ่านมาเป็นเวลาแสนจะยาวนาน ทุกวันที่เคยมีความสุข แต่เวลานี้...ว่างเปล่า ทั้งหัวใจและคนที่เขารัก 

สายลมอ่อน ๆ พัดในยามเช้า แสงแดงส่องเข้าที่ใบหน้าด้านขวาของเขา สองเท้าก้าวเดินไปยังสนามหญ้า มือแกร่งถือช่อดอกไม้ในมือด้วยความทะนุถนอม เพียงแค่ไม่นานเขาก็มาถึงหน้าสุสานของพิศชามนต์ 

ชายหนุ่มย่อตัวนั่งลง ฝ่ามือเอื้อมไปลูบชื่อที่สลักหน้าสุสานไปมาอย่างเชื่องช้า ไม่ต้องจดจำเพราะเขาจะไม่มีวันลืม 

“มนต์ ภัทรมาหานะ” เสียงสั่นเอ่ยเบา ๆ ใบหน้าคมเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ไม่ว่านานแค่ไหน เขาจะรักพิศชามนต์เพียงคนเดียว 

“มนต์ ภัทรคิดถึงมนต์นะ” 

เวลานี้สมองเขากำลังนึกถึงเรื่องราวที่งดงามในอดีต เสียงหัวเราะที่คุ้นเคย รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจอบอุ่นตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ

พิศชามนต์กับเขาคบหาเมื่อเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่รักครั้งแรก แต่ก็มั่นใจว่าพิเธอเป็นผู้หญิงที่ดีพร้อมทั้งครอบครัว ฐานะและการศึกษา ห้าปีกว่าปีที่รู้จักคบหากัน นานพอที่จะตัดสิ้นใจใช้ชีวิตคู่ได้ 

เขาจึงได้ขอแต่งงานในวันเกิดของพิศชามนต์ น้ำเสียงหวานตอบรับ

ตกลงแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันยังคงดังก้องอยู่เสมอ แต่ทำไมสวรรค์ถึงต้องพรากเธอไปจากเขา

ณัฐภัทรลืมตาขึ้น สูดหายใจเข้าพลางยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้า 

“ มนต์ ภัทรกลับก่อนนะ แล้วจะมาหาใหม่ ” ชายหนุ่มดันกายลุกขึ้น ใบหน้าคมที่เปรอะไปด้วยคราบน้ำตา ผู้หญิงคนเดียวที่เขาร้องไห้ให้และจะเป็นคนสุดท้ายที่เขารักหมดหัวใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป