บทที่ 7 เริ่มทำงาน
ประตูห้องปิดลง จิรภาณินท์เดินมานั่งที่เตียงอย่างหมดแรง ทั้งที่ควรจะกลับถึงบ้านเมื่อตอนเที่ยง แต่เพราะต้องไปยกเลิกงานพริตตี้ที่ทำอยู่ไปชั่วคราว พร้อมหาเหตุผลอ้างจนผู้จัดการยอมฟัง
จิรภาณินท์หยิบเช็คในกระเป๋าออกมา เงินมัดจำครึ่งแรกห้าล้านเข้า
ไปแล้ว เรื่องนี้คงจะให้แม่รู้ไม่ได้ ปิดไว้เป็นความลับดีที่สุด
“พรุ่งนี้สินะที่ต้องไปทำงานใหม่” เธอพึมพำกับตัวเอง
“พ่อคะ อย่าโกรธณินท์นะคะ ณินท์แค่อยากให้แม่มีความสุข” หญิงสาวพนมมือขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกผิด “แค่สามเดือนเท่านั้น เป็นกำลังให้ใจณินท์นะคะ”
จิรภาณินท์ เป็นเสมือนลูกหัวแก้วหัวแหวน ตั้งแต่เล็กเธอถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี บิดาของเธอที่ทำงานเป็นผู้จัดการในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง มารดาของเธอไม่เคยออกไปรับทำงานตั้งแต่มีเธอ ครอบครัวของเธอดูอบอุ่นและเป็นที่อิจฉาของคนหลาย ๆ คนถึงแม้จะอยู่กันในแค่บ้านหลังเล็ก ๆ แต่เมื่อเธออายุได้สิบแปดปี บิดาเธอล้มป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย มีเพียงเงินก้อนใหญ่ที่พอจะเลี้ยงดูสองแม่ลูกได้ แต่นั่นก็ไม่พอเมื่อเงินก้อนนั้นค่อยหมดลง
เธอจึงตัดสินใจที่จะหางานเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช่จ่ายในบ้าน คืองานพริตตี้ที่ทำอยู่จนถึงปัจจุบัน ซึ่งที่แรกแม่ของเธอก็ไม่ยอมแต่เพราะว่าเงินจำเป็นกับความอยู่รอด แม่ของเธอจึงเลือกที่จะให้เธอทำ แต่ทุกครั้งหลังเธอเลิกงานท่านจะคอยไปรับเสมอ
ท่านคงจะหายห่วง เมื่อรู้ว่าเธอทำงานที่บริษัท แต่ก็แค่สามเดือนเท่านั้น...หลังจากนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อ
วันรุ่งเช้า จิรภาณินท์มองเสื้อผ้าในตู้ด้วยความหมดหวัง ตู้เธอแทบไม่มีชุดทำงานออฟฟิศเลยสักชุด วันนี้จะต้องไปทำงานที่บริษัทแต่ดันมีแต่ชุดเดรสที่ใส่เดินงานพริตตี้ทั้งนั้น ถึงจะมีก็พอใส่ได้ที่เป็นชุดเดรสสีอ่อน ๆ
สายตาหวานกวาดมองในตู้เสื้อผ้าอีกครั้ง แต่ถ้าจำเป็นวันนี้เธอก็ต้องใส่ไปก่อน ก็ไม่เคยคิดว่าจะได้มาทำงานในบริษัท มือเรียวเอื้อมไปหยิบชุดเดรสเกาะอกสีครีมรัดรูปสั้นเหนือเข่า พร้อมเสื้อคลุมสีดำเพื่อปิดไหลก่อน
จะหยิบรองเท้าสีดำเข้ากับชุดเดินออกจากห้องไป
“ณินท์ แม่บอกว่าให้เลิกทำงานพริตตี้ได้แล้วใช่ไหม” สายพิรุณเอ่ยขึ้นเสียงดัง ขณะที่หญิงสาวเดินลงมาและเข้ามากอดหล่อน
“แม่คะ ณินท์จะไปทำงานที่บริษัทค่ะ” เมื่อได้ฟังคำตอบจากปากของคนเป็นลูก สายพิรุณยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“จริงหรอ แล้วทำไมไม่บอกแม่”
“จริงค่ะ” คนเป็นแม่เอื้อมมือไปจับมือลูกสาวด้วยความดีใจ
จิรภาณินท์ยิ้มตอบ ทั้งที่รู้ว่างานก็แค่ชั่วคราวและไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็อยากจะให้แม่ของเธอยิ้มได้แบบนี้โดยไม่ต้องเป็นห่วง
“ทานข้าวดีกว่าลูก จะได้ไปทำงาน”
“ค่ะแม่” หญิงสาวตอบ
ณัฐภัทรประธานบริษัทอัญมณีที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในด้านการออกแบบเครื่องเพชร ด้วยวัยหนุ่มที่เข้ารับดำรงตำแหน่งแทนบิดาเมื่อสามปีก่อน เขาเต็มไปด้วยความสามารถและความเพียบพร้อม จนเป็นผู้ชายในฝันของหญิงสาวหลาย ๆ คน
ชายหนุ่มเดินเข้าบริษัทมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องงานที่เขาทำ นั่นเป็นเพราะเมื่อเช้าย่าของเขา บอกว่าผู้ช่วยส่วนตัวจะมาทำงานในวันนี้และนั่งในห้องทำงาน ทั้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยที่จะหาผู้ช่วยสักครั้ง หรือแม้แต่เลขาที่เป็นผู้หญิงก็ตาม
หน้าห้องประธานที่ถูกเรียงรายด้วยโต๊ะทำงานของพนักงานนักสิบโต๊ะ ทุกคนต่างเห็นเขาเดินเข้ามา พร้อมกับเอ่ยทักกล่าวสวัสดีเช่นทุกวัน ณัฐภัทรยิ้มตอบภายใต้ใบหน้านิ่งก่อนจะเดินเข้ามาในห้องเขาด้วยสีหน้าบ่งบอกถึงเรื่องกลุ้มใจ
ชายหนุ่มทิ้งตัวลงเก้าอี้ทำงานด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า เขาเบื่อที่ย่าต้องยัดเยียดผู้หญิงให้ใกล้ชิด ทั้งที่ผ่านมาก็พยายามพาไปดูตัวทาบทามอยู่หลายต่อหลายครั้ง
สายตาคมมองไปบนโต๊ะทำงาน แฟ้มเอกสารเกี่ยวกับประวัติสมัครงานวางอยู่ มือหนาเอื้อมไปหยิบพร้อมเปิดอ่าน เพียงอ่านชื่อและตำแหน่งที่
เข้าทำงานทำให้เขาถึงกับเดือดพล่าน นี่ย่ากำลังทำอะไรกันอยู่ จะให้ผู้ช่วยมาเดินแบบให้ดูหรือยังไงกัน !
ณัฐภัทรโยนแฟ้มทิ้งโดยไม่แยแส เพราะเขาจะไม่มีวันรับผู้หญิงคน
นี้เข้าทำงานเด็ดขาด !
ก๊อก ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น สายตาคมเงยหน้าขึ้นไปมองประตูที่ค่อย ๆ เปิดออกพร้อมปรากฏร่างหญิงสาวใบหน้าคล้ายกับรูปถ่ายในประวัติที่อ่านเมื่อครู่นี้ เธอเดินเข้ามาหาเขาก่อนจะยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าดูสวยสะอาดกว่าในรูปแต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกแต่อย่างใด
“สวัสดีค่ะ” เธอยกมือขึ้นไหว้เขาพร้อมกับสำรวจใบหน้าคมที่หล่อเหล่า ที่สะกดหัวใจตั้งแต่แรกเมื่อเธอก้าวเข้ามาในห้อง แต่ทว่ากลับไม่มีรอยยิ้มต้อนรับเธอบนใบหน้าชายหนุ่มแม้แต่น้อย
“ออกไป” เสียงเรียบเอ่ยสั่ง ทำให้เจ้าของร่างงามมองด้วยความตกใจ นี่หรือคำต้อนรับของเจ้านายใหม่เธอ
“คะ”
“ได้ยินแล้วก็ออกไป” ไม่ใช่คำต้อนรับแน่ แต่นี่ไล่ไป มีที่ไหนไล่กันแบบนี้ เธอไม่มีวันไปแน่นอน ดวงตากลมมองหาโต๊ะทำงานแต่ว่าไม่มี
“ออกไป ?”
