บทที่ 6 รับผิดชอบ
ตอนที่6 รับผิดชอบ
น้ำใส
“อึก!” ปวดหัวจัง นอกจากปวดหัวแล้วยังรู้สึกปวดตัวจนแทบขยับไม่ไหวอีกด้วย แม้แต่จะยกมือขึ้นมากุมหัวตัวเองยังระบมไปทั้งตัวจนไม่อยากขยับเลยสักนิด
ฉันนอนหลับตาเพื่อปรับตัวเรียกสติตัวเองให้ดีกว่าเดิม แต่ความเงียบทุกอย่างมันกลับทำให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมันก็ไหลเข้าหัวของฉันอีกครั้งอัตโนมัติ เรื่องที่ฉันเสียตัวให้ผู้ชายที่ตัวเองไม่รู้จักไม่เคยเห็นหน้าคร่าตามาก่อนเลยแม้แต่น้อย เสียไปทั้งที่ฉันกำลังทำหน้าที่ของตัวเองอยู่อย่างดีแท้ๆ
ยี่สิบสี่ปีที่ฉันไม่เคยให้ใครแตะต้องล่วงเกินร่างกายนี้เลยสักนิด ไม่ใช่เพราะว่าฉันหัวโบราณหรือยึดติดกับอะไร เพียงแต่ฉันคิดว่าผู้ชายทุกวันนี้หาคนที่ซื่อสัตย์ยากมาก หาคนที่จะหยุดอยู่ที่เราไปนานๆ ได้ยากจริงๆ ฉันเลยยังไม่มีใครและอยากรอจนแน่ใจพอที่จะมอบกายและใจให้กับใครอย่างไม่นึกเสียดายทีหลังก็เท่านั้น
แต่สุดท้าย ฉันก็เสียมันให้กับคนที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อเสียงกันมาก่อน สุดท้ายฉันก็เสียมันไปให้กับผู้ชายเพียงข้ามคืนเท่านั้น
ฉันสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเองอีกครั้งให้ก้าวข้ามเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วไปให้ได้ ฉันไม่อยากเสียน้ำตากับเรื่องนี้ให้ใครเห็นอีกแม้จะเป็นผู้ชายคนนั้นก็ตาม ก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยความยากลำบากแม้ไม่อยากเผชิญหน้ากับความจริงเลยสักนิด
พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นว่าภายในห้องเปิดไฟไว้เหมือนกับเมื่อคืนไม่ได้ปิดเลย พอมองไปที่ระเบียงฟ้าก็มืดแล้ว ฉันไม่รู้ว่าฉันหลับไปนานแค่ไหน แต่มันอาจจะใกล้เช้าแล้วก็ได้
“อ๊ะ!” ฉันร้องขึ้นจากความเจ็บหลังจากพยุงตัวเองลุกนั่งเพื่อจะออกไปจากห้องนี้ แต่เพียงแค่ขยับก็เจ็บปวดไปทั้งตัว ไม่มีส่วนไหนเลยที่จะไม่เจ็บ พอก้มมองตัวเองก็เห็นว่าฉันสวมเสื้อเชิ๊ตสีดำตัวยาวอยู่ ซึ่งก็คงเป็นของผู้ชายคนนั้นที่ตอนนี้ฉันไม่เห็นเขาอยู่ในห้องนี้แล้ว
แต่แบบนี้ก็ดี ฉันเองก็ไม่อยากเห็นหน้าเขาเหมือนกัน
ฉันหันไปหาโทรศัพท์ตัวเองเพื่อจะดูเวลา ไม่รู้ว่าป่านนี้แล้วเยลลี่เพื่อนของฉันที่ทำงานด้วยกันจะตามหาฉันแค่ไหน ฉันคิดว่าฉันหายมาอย่างน้อยก็สองชั่วโมงได้
แต่...
ไม่ใช่ ฉันไม่ได้หายมาสองชั่วโมงเลย หลังจากฉันหยิบโทรศัพท์ที่ถูกวางไว้ข้างหัวเตียงมากดดู ฉันก็เห็นทั้งสายที่ไม่ได้รับ ข้อความไลน์ และที่สำคัญ คือเวลา เวลาที่มันบ่งบอกได้ว่ามันไม่ใช่วันเดียวกันอีกต่อไป นี่ไม่ใช่ใกล้เช้า แต่มันเป็นตอนกลางคืนของอีกวันหนึ่ง นั่นหมายความว่า ฉันหลับไปหนึ่งคืนกับอีกหนึ่งวันเต็มๆ
แล้วแบบนี้เยลลี่จะว่ายังไงบ้าง แล้วไหนจะผู้จัดการอีก ที่ทำงานของฉันจะจัดการกับฉันยังไง
แกร็ก! เสียงประตูห้องนอนเปิดออกพร้อมกับร่างสูงของผู้ชายคนนั้นที่ฉันไม่อยากเจอหน้าที่สุด ฉันหันไปมองเขาอย่างอัตโนมัติ แต่ยิ่งได้สบตาเผชิญหน้า กลับยิ่งไม่รู้เลยว่าต้องพูดอะไรออกไป ต้องด่าเขาว่ายังไง จึงทำได้เพียงเงียบจนอยากหายไปจากตรงนี้
“ดีขึ้นแล้วเหรอ” สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่เป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน คำถามที่เหมือนใส่ใจกับอาการของฉันไม่ได้ทำให้ฉันมองเขาเป็นคนดีขึ้นเลยสักนิด เพราะไม่มีคนดีๆ ที่ไหนทำกับคนแปลกหน้าแบบนี้
“.....” นั่นเลยทำให้ฉันเลือกจะไม่ตอบอะไรกลับไป เพราะฉันไม่อยากพูดกับเขาแม้แต่คำเดียว ยังไงเขาก็เป็นคนที่ทำร้ายฉัน
“ไปอาบน้ำสิ จะได้ไปกินข้าวกินยา” ความเงียบของฉันไม่ได้ทำให้เขาสะทกสะท้านอะไรเลยสักนิด ยังมีหน้ามาพูดเหมือนกับทุกอย่างเป็นเรื่องปกติเสียอย่างนั้น
แต่ฉันก็ยังคงเลือกไม่ตอบอะไรออกไปอีกเหมือนเดิม ก่อนจะขยับตัวลงจากเตียงด้วยความยากลำบากและเจ็บร้าวระบมไปหมด แต่ก็ต้องฝืนตัวเองเพราะจะได้ออกไปจากที่นี่สักที
“อ๊ะ! ทำอะไรของคุณ” ฉันร้องขึ้นด้วยความตกใจและถามเขาเสียงแข็งอย่างไม่พอใจหลังจากอยู่ๆ เขาก็เดินเข้ามาแล้วช้อนฉันขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาว
“สภาพแบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะถึงห้องน้ำล่ะ” เขาพูดด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับเรารู้จักกันมาก่อน แล้วก็อุ้มฉันเดินไปทางห้องน้ำทันที
“ฉันไปเองได้!” ฉันพูดขึ้นอย่างไม่พอใจอยากให้เขาปล่อยและออกห่างเขาให้มากที่สุด
แต่เขาก็ไม่ได้ตอบหรือสนใจอะไรอะไรยังคงอุ้มฉันเดินไปแบบนั้น ฉันเองก็เลยปล่อยให้เขาอุ้มฉันมาวางในห้องน้ำเพื่อตัดปัญหา ถึงแม้ว่าจะอยากขัดขืนแต่ตอนนี้ฉันไม่มีแรงจะดิ้นหรือขยับอยู่แล้ว
“เสร็จแล้วก็เรียก” เขาวางลงฉันลงให้ยืนดีๆ ก่อนจะมองสบตากันแล้วพูดขึ้นก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับปิดประตูห้องน้ำให้ด้วย
ฉันมองตามหลังเขาไปอย่างไม่พอใจและเกลียดชังอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ทำได้เพียงหันมาถอดเสื้อของเขาออกเพื่อจะได้ล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาดเพราะตอนนี้ร่างกายของฉันมันมีแต่กลิ่นคาวของ... เฮ้อ! แต่พอฉันถอดเสื้อออกมาเท่านั้นแหละ ถึงกับตกใจกับร่องรอยบนร่างกายของตัวเองจนลมแทบจับ
นี่เขาทิ้งไว้ทั้งตามร่างกายของฉันอย่างป่าเถื่อนขนาดนี้เลยเหรอ ทั้งต้นคอและหน้าอกเต็มไปหมดแทบไม่เหลือที่ดี จนฉันไม่อยากคิดสภาพตอนตัวเองออกไปจากห้องนี้เลยสักนิดเพราะมันไม่มีทางปิดซ่อนได้เลย ตอนนี้นอกจากโทรศัพท์แล้วฉันก็ไม่มีอะไรติดตัวมาด้วยเลย ฉันจะไปหารองพื้นจากไหนมาปิดได้ล่ะ
แต่ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะ
ฉันจัดการอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวด้วยเวลาสั้นๆ เพราะว่าฉันไม่มีแรงจะยืนนานๆ มันเจ็บร้าวระบมไปหมด แล้วก็อยากรีบทำให้เสร็จจะได้ออกไปให้เร็ว ถ้าไม่ติดว่าต้องออกไปข้างนอกแล้วกลัวเดินผ่านคนจนพวกเขาได้กลิ่นไม่พึงประสงค์ล่ะก็ฉันก็ไม่อยากมาเสียเวลาทำอะไรพวกนี้ในห้องของเขาต่อเหมือนกัน
ฉันเช็ดเนื้อเช็ดตัวจนเสร็จเรียบร้อยก็หยิบเสื้อเชิ๊ตตัวเดิมนั่นแหละมาใส่ไว้ปกปิดร่างกายเปลือยของตัวเอง เพราะเสื้อฉันเมื่อคืนก็เห็นๆ อยู่ว่าเขากระชากมันจนกระดุมขาดหมดแล้ว ฉันไม่สามารถใส่มันได้อีก ฉันเดินกระเพลกๆ ออกจากห้องน้ำด้วยความยากลำบาก คำว่าขาสั่นและขาถ่างมันเป็นแบบนี้เองฉันพึ่งเข้าใจ ก่อนจะออกมาเผชิญหน้ากับคนเลวที่กำลังนั่งเอนตัวอยู่บนเตียงด้วยท่าทีสบายๆ
“บอกให้เรียกไม่ได้ฟังหรือไง” เขาพูดขึ้นอย่างตำหนิดขัดใจที่ฉันเดินออกมาเองไม่ทำตามคำสั่งของเขา แต่ฉันไม่ได้สนใจจะตอบกลับไปเพราะไม่มีความสำคัญต้องพูด
“.....” ฉันมองเขานิดหน่อยก่อนจะหันหน้าหนีแล้วเดินช้าๆ ด้วยความสามารถของตัวเองอ้อมมาที่ฝั่งฉันนอนเพื่อจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเอง แล้วหมุนตัวเพื่อออกจากห้องนี้ไปอย่างไม่คิดกล่าวลาหรือเรียกร้องอะไรสักอย่าง
แต่พอเดินมาสักพักกลับรู้สึกได้ว่าเขากำลังเดินตามฉันออกมาจากห้องนอนมาด้วย
“จะไปไหน” พอฉันออกจากห้องนอนฉันก็ตรงไปยังประตูหน้าห้องแทน เขาเลยถามขึ้นพร้อมรั้งแขนฉันไว้ด้วยคำถาม
“กลับ” ฉันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเย็นชา แล้วพยายามบิดแขนออกจากมือของเขาอย่างไม่อยากให้แตะต้อง แต่ทำเท่าไหร่ก็ไม่หลุดออกง่ายๆ เลยสักนิด
“จะไปสภาพนี้?” เขาเลิกคิ้วถามฉันขึ้นพร้อมกับมองด้วยสายตาสำรวจฉัน
นั่นทำให้ฉันเผลอเม้มปากแน่นอย่างทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องหาทางออกไปด้วยสภาพนี้ให้คนเห็นน้อยที่สุด
แต่สภาพฉันตอนนี้ไม่ควรจะออกไปไหนเลยจริงๆ นั่นแหละ แต่จะให้ฉันอยู่กับเขาในนี้ตลอดเหรอ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วสู้หาทางออกไปจากที่นี่ยังดีกว่า อีกอย่างฉันจะออกไปได้เมื่อไหร่ แล้วสุดท้ายฉันจะออกไปได้ในสภาพไหน คิดว่าฉันจะไว้ใจเขาง่ายๆ ได้เหรอ
“ปล่อย” ถึงยังไงพอคิดดูแล้วฉันออกไปสภาพนี้ย่อมดีกว่าและปลอดภัยกว่าอยู่กับเขาต่อแน่ ยังไงฉันก็ทำงานที่นี่มาสักพักแล้ว ฉันก็พอจะรู้ทางหนีทีไล่ของที่นี่อยู่บ้าง ฉันรู้ว่าต้องเดินไปทางไหนถึงจะปลอดคนแม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นแต่ก็ยังพอให้พ้นสายตาผู้คนมากมายได้
“ไปกินข้าว” แต่เขากลับไม่ฟังที่ฉันพูดเลยสักนิด พร้อมกับออกคำสั่งอย่างถือดีแล้วดึงฉันไปทางโซนหน้าครัวที่มีโต๊ะกินข้าววางอยู่อย่างเอาแต่ใจทันที
“ฉันไม่กิน ปล่อยนะ!” ฉันปฏิเสธอออกมาอย่างไม่พอใจ ใช้แรงอันน้อยนิดของตัวเองพยายามสะบัดให้หลุดจากเขา แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลยสักนิดเพราะแค่แรงเดินยังจะไม่มีเลย แล้วจะเอาแรงที่ไหนมาสะบัดตัวออกแรงๆ ให้หลุดได้
“กินข้าวซะ” เขาออกคำสั่งขึ้นอีกครั้งแล้วกดฉันให้นั่งที่เก้าอี้อย่างวางอำนาจไปหมดทุกอย่าง
“ปล่อย!” แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่คิดจะรับอะไรจากเขาเลยแม้แต่น้อย แต่เขาคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันและสิ่งที่เขาทำกับฉัน จะยังทำให้ฉันมีอารมณ์มานั่งกินข้าวลงแบบนี้อีกเหรอ
“รีบกินข้าว ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ” แต่เขาก็ยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่งไม่สะทกสะท้านหรือสำนึกอะไร ออกคำสั่งใส่ฉันพร้อมกับคำว่ามีเรื่องจะคุยด้วย
“ฉันไม่มีอะไรจะคุย!” ฉันตอบกลับอย่างไม่พอใจและไม่คิดจะฟังหรือพูดอะไรกับเขาอย่างไม่เห็นความจำเป็นและคิดว่าระหว่างเราไม่มีอะไรให้ต้องคุยกันเลยสักนิด
ถึงแม้จะเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องพูดคุยหรืออธิบายอะไรให้ฟังเลยสักนิด ยังไงมันก็เกิดขึ้นแล้วและแก้ไขอะไรไม่ได้ ขอแค่เขาปล่อยฉันไปแล้วไม่ทำร้ายฉันซ้ำไม่ว่าวิธีไหนก็ตาม แค่นั้นก็พอแล้ว
“แม้ว่าเธอจะโดนไล่ออก?” เขาเลิกคิ้วถามฉันด้วยคำถามแสนน่ากลัวที่ทำให้ฉันตกใจไม่น้อย
“!” และนั่นก็ทำให้ฉันพึ่งคิดได้กับความเป็นจริงอันโหดร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นกับหน้าที่การงานของตัวเอง
ตอนนี้ฉันอยู่ในช่วงประเมินงาน ซึ่งมันอยู่ในระยะเวลาสามเดือนโดยที่ฉันห้ามขาด ลา มาสาย และนี่ก็เข้าเดือนที่สองกว่าๆ แล้ว อีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะครบสามเดือนแล้ว
แต่...
ฉันหายมาระหว่างเวลางาน หายมาโดยไม่บอกอะไรใครให้รู้เลย และมันไม่ใช่แค่ชั่วโมงสองชั่วโมงเท่านั้น แต่นี่มันข้ามมาอีกวันหนึ่งแล้ว นั่นหมายความว่าฉันขาดงานไปสองวันโดยไม่ได้บอกกล่าวใครไว้เลยซึ่งมันจะส่งผลต่อหน้างานที่ขาดคนไปและอาจจะหาคนไม่ทัน ซึ่งเขามีสิทธิ์ไล่ฉันออกได้ทันที
ฉันถึงกับทิ้งตัวพิงไปกับพนักพิงเก้าอี้อย่างหมดแรงเมื่อนึกถึงปัญหาส่วนนี้ โรงแรมนี้เป็นโรงแรมหรูและใหญ่ ถือว่าเป็นโรงแรมขึ้นชื่ออันดับต้นๆ ของแถบนี้อีกหนึ่งแห่ง ส่วนมากจะมีแต่นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจใหญ่โตมาพัก ซึ่งแน่นอนว่าการเข้ามาทำงานที่นี่นั้นยากมาก และการถูกเลิกจ้างก็ง่ายเหมือนกันเพราะมีคนอยากเข้ามาเรื่อยๆ ตลอด เด็กใหม่อย่างฉันกว่าจะได้เข้ามาทำงานที่นี่ กว่าจะผ่านการทดลองงานก่อนรับอีกทีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด ฉันทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อทำความเข้าใจกับงานทุกๆ อย่างจนได้มาอยู่ตรงหนี้ และอีกแค่นิดเดียวอีกทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีแล้วแท้ๆ
แต่ตอนนี้...
เพราะเขาคนเดียว นอกจากเขาจะทำลายตัวของฉันแล้ว เขายังทำลายหน้าที่การงานของฉันอีก คนรวยๆ อย่างเขาคิดจะทำอะไรกับใครก็ได้อย่างนั้นสินะ ส่วนใครจะเดือดร้อนจากการกระทำของเขามันก็ไม่สำคัญหรือทำให้เขารู้สึกอะไรเลยสักนิด
“ฉันไม่แก้ตัวว่าเมื่อคืนฉันผิด และฉันก็อยากจะรับผิดชอบเธอ” เมื่อฉันเงียบไปอย่างสิ้นหวัง เขาที่นั่งมองฉันอยู่ก็พูดขึ้นอีกครั้ง แต่คำพูดของเขาทำให้ฉันอดไม่ได้จะหันไปมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ
“รับผิดชอบ?” ฉันถามออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองกับคำว่ารับผิดชอบจากคนอย่างเขา
เขาจะรับผิดชอบยังไง จะทำให้ฉันไม่ตกงานใช่ไหม หรือจะเอาฉันไปเลี้ยงดูปรนเปรอความต้องการของเขาล่ะ
“ใช่ ยังไงเมื่อคืนฉันก็ขืนใจเธอ ฉันเป็นคนแรกของเธอ และที่สำคัญฉันก็ทำให้เธอตกงาน” เขาพูดขึ้นต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นการตอกย้ำกันเสียอย่งนั้น ซึ่งไม่รู้จะพูดไปเพื่ออะไร
“แล้วยังไง คุณจะรับผิดชอบฉันยังไง” ฉันถามเข้าประเด็นด้วยความอยากรู้ความคิดและหาทางออกให้ฉันสำหรับเรื่องนี้
“ไปอยู่กับฉัน” แล้วคำตอบของเขาก็ทำให้สิ่งที่ฉันคิดก่อนหน้านี้เป็นอย่างที่ฉันคิดไว้จนสิ้นหวังกว่าเดิม
คนรวยๆ อย่างเขาจะมีสักกี่อย่างกันใช่ไหมล่ะ ถ้าไม่ใช้อำนาจในทางที่มิชอบก็บังคับข่มเหงเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการอยู่ดี
“ฉันไม่ใช่ผู้หญิงอย่างว่า!” ฉันพูดเสียงแข็งใส่เขาอย่างไม่พอใจทันที คิดว่าการที่ฉันเสียตัวให้เขาแล้วเขาจะเอาฉันไปไหนทำอะไรก็ได้อย่างนั้นเหรอ คิดว่าฉันไขว่คว้าและต้องการสิ่งเหล่านี้ที่เขาเสนอให้หรือไง
“ฉันก็ไม่ได้ว่าเธอเป็นผู้หญิงอย่างว่า ฉันแค่รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ” เขาแก้คำพูดของฉันออกมาให้ตัวเองดูดีขึ้นหรือยังไงก็ไม่รู้ แต่ความหมายก็ไม่ได้ต่างกันเลยสักนิด
“เหอะ! รับผิดชอบ รับผิดชอบหรือว่าตอบสนองความต้องการของตัวเองกันแน่!” ฉันแค่นขำอย่างเย้ยหยันก่อนจะยอกย้อนตอกย้ำความจริงออกมาประจานเขา
ก็คงอยากเก็บฉันไปเลี้ยงดูเล่นสนุก แล้วก็ใช้ร่างกายของฉันตอบสนองความต้องการของเขาอย่างเอาแต่ใจก็แค่นั้นแหละ ทำเป็นเอาความรับผิดชอบแสนดูดีเข้ามาบังหน้า แต่เจตนาจริงๆ กลับเลือดเย็นและมารยาชัดๆ
“เธอจะมองยังไงก็ได้ แต่ฉันยังยืนยันคำเดิม ว่าไปอยู่กับฉัน” เขาพูดขึ้นอย่างไม่สนใจจะแก้คำพูดหรือความเข้าใจในแบบของฉัน แล้วพูดย้ำแบบเดิมออกมาอย่างไม่คิดเปลี่ยนใจสักนิด เลือกและพาผู้หญิงไปอยู่ด้วยง่ายๆ เหมือนกับซื้อของเล่น
สุดท้ายฉันก็คิดไม่ผิดอีกเหมือนเคย พอฉันไม่ทำตามที่เขาต้องการ เขาก็บังคับข่มเหงอยู่ดี
“ฉันก็ยืนยันคำเดิม ว่าต่อให้ฉันจะตกงาน แต่ฉันไม่ไปอยู่กับคุณเด็ดขาด!” ฉันเองก็ยังคงหนักแน่นกับความคิดของตัวเองอกมาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ตอบเขาออกมาเสียงเด็ดขาดให้เขารู้ว่าฉันไม่คิดเป็นรองให้เขาหยิบจับง่ายๆ เหมือนของเล่นเด็ดขาด
เสียตัวให้เขาว่าแย่แล้ว แต่การต้องไปเป็นผู้หญิงอย่างว่าให้เขาได้ระบายความต้องการ เป็นผู้หญิงที่ต้องอยู่ในที่ลับของเขา มันไร้ค่ากว่าอีก
“ก็แล้วแต่เธอ ถ้าเธออยากให้พ่อแม่ของเธอรู้ว่าเธอนอนกับผู้ชายแปลกหน้าโดยไม่สนใจอะไรก็ตามใจ” แล้วครั้งนี้เขายักไหล่ขึ้นอย่างไม่เซ้าซี้ต่อให้มากความ แต่กลับพูดอีกอย่างออกมาแต่มันกลับทำให้ฉันไม่พอใจมากกว่าเก่า
สิ่งที่ออกจากปากของเขามันทำให้ฉันตัวชาทันที นี่เขาขู่ฉันได้ขนาดนี้เลยเหรอ เขามีสิทธิ์อะไรกัน
“เลว!” ฉันด่าเขาออกไปอย่างอดไม่ได้ ไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะเลวได้มากขนาดนี้ ได้สิ่งที่ต้องการไปแล้วแต่ยังไม่พอใจและยังจะทำมันต่ออย่างไม่สนใจวิธีการอะไรสักอย่าง
“ฉันคิดว่าสิ่งที่ฉันทำมันดีที่สุดแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นเธอคิดว่าเธอจะได้รับการับผิดชอบแบบนี้เหรอ” แต่เขากลับยอกย้อนออกมาราวกับเป็นคนดีคนหนึ่งที่รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง สุดท้ายก็เอาดีเข้าตัวจนได้ ทำให้ฉันอดไม่ได้จะมองเขาอย่างเย้ยหยันทันที
“เหอะ!”
