บทที่ 7 บางอย่างที่สำคัญ

ตอนที่7 บางอย่างที่สำคัญ

โจฮาน

ผมนั่งมองธารารินที่ตอนนี้นั่งอยู่อย่างไร้ทางเลือกหลังจากได้ยินสิ่งที่ผมพูดขึ้น และผมรู้ว่าสุดท้ายแล้วเธอต้องตกลงแน่นอน

ถามว่าผมทำแบบนี้ไปทำไม มันก็ไม่มีอะไรมากหรอก ผมยอมรับว่าเธอถูกใจผมมากจนอยากเก็บไว้ต่ออีกสักหน่อย และยิ่งผมเป็นคนแรกของเธอ ผมคิดถึงการอ้อนวอนของเธอเมื่อคืนที่ถึงกับยกมือไหว้ขอร้องผมให้หยุดแต่ผมกลับคิดว่ามันเป็นการแสดงจนทำการขืนใจเธอลงไป มันทำให้สงสารและรู้สึกอยากรับผิดชอบเธอจากการกระทำของตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ที่สำคัญผมบอกไปแล้วว่าผมไม่เคยขืนใจใคร พอผมทำแบบนั้นผมก็รู้สึกผิดไม่น้อยเหมือนกัน ถ้าเธอหากสุดท้ายแล้วสมยอมมันก็คงทำให้ผมปล่อยผ่านไปได้ง่ายกว่านี้แต่จนสุดท้ายเธอก็ยังเอาแต่ปฏิเสธและต่อต้านไม่หยุดเหมือนที่ผมก็หยุดไม่ได้ นั่นเลยทำให้มันรู้สึกค้างคาใจอยู่ไม่น้อย

ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนดีมากอะไรหรอก แต่ว่าผมมีแม่ที่ถูกพ่อทำให้เสียใจมามาก มากจนผมคิดว่าผมไม่อยากทำร้ายผู้หญิงที่ไหนให้เผชิญกับสิ่งที่แม่เคยเจอ(ถ้าผู้หญิงไม่ทำร้ายผมก่อน) และแม่ก็ยังคอยปลูกฝังเรื่องความรับผิดชอบให้กับผมมาตลอด แต่ไม่เกี่ยวกับผู้หญิงที่แลกเปลี่ยนกันด้วยความเต็มใจพวกนั้นหรอกนะ

แล้วถ้าถามว่าผมรู้จักเรื่องของธารารินได้ยังไง ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรไม่มีอะไรที่ผมอยากรู้แล้วผมไม่รู้ ใช้เวลาเพียงแค่วันเดียวข้อมูลพื้นฐานของเธอก็มาอยู่ในมือผมแล้ว แล้วอีกอย่างเรื่องงานของเธอผมก็รู้มาว่าเธอยังไม่ผ่านช่วงทดลองงานด้วย แล้วผู้จัดการของเธอก็กำลังหมายหัวเธอไว้เรื่องที่เธอหายไปเมื่อวานนี้ด้วย

เอาจริงๆ ผมก็สามารถช่วยให้เธอไม่ถูกไล่ออกได้เหมือนกันนั่นแหละ แต่ผมคิดว่าการเอาเธอไปเป็นของผมมันย่อมดีกว่าเลยไม่คิดช่วยเรื่องงาน

และที่สำคัญที่สุด สิ่งที่ทำให้ผมคิดอยากจะรับผิดชอบเธอกว่าการขืนใจเธอ ก็คงจะเป็นแม่ผมที่ท่านอยากให้ผมแต่งงานสักที เพราะตอนนี้ผมอายุยี่สิบแปดจะยี่สิบเก้าแล้วแต่แฟนยังไม่มีด้วยซ้ำ ท่านบ่นว่าอยากให้ผมมีคนดูแลผมและท่านก็อยากเลี้ยงหลาน และผู้หญิงที่คงตัวบริสุทธิ์ได้นานขนาดนี้ ผมก็คิดว่าการจะเอาเธอมาเป็นแม่ของลูกผมนั้นไม่ใช่เรื่องผิดอะไร และคนอย่างเธอก็คงจะเป็นภรรยาหรือแม่ของลูกที่ดีได้

น้ำใส

สุดท้ายฉันก็ถูกเขาพามาที่บ้านหลังใหญ่แห่งหนึ่งหลังจากเขายื่นคำขาดเรื่องจะให้ฉันมาอยู่กับเขา วันมะรืนเขาก็พาฉันกลับเข้ากรุงเทพทันทีจนมาหยุดที่บ้านหลังนี้ ที่เขาบอกว่าเป็นบ้านของเขาเอง และมีแม่เขาอยู่ที่นี่กับแม่บ้านก็เท่านั้น

“กลับมาแล้วเหรอลูก” เสียงใจดีของผู้หญิงวัยกลางคนดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มหลังจากเขาเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น ซึ่งท่านเป็นคนไทยแน่นอน งั้นก็คงเป็นพ่อเขาสินะที่เป็นคนต่างชาติ

“ครับ เสียดายที่แม่ไม่ได้ไปด้วย” เขาพูดขึ้นกับแม่ของเขาพร้อมกับเดินไปกอดท่านด้วยท่าทางที่เหมือนกับลูกแสนดีคนหนึ่ง ทำให้ฉันได้เห็นมุมที่ไม่คิดจะได้เจอ ฉันไม่คิดเลยว่าผู้ชายที่ขืนใจผู้หญิงได้อย่างเขาจะมีมุมนี้ด้วย

“หนุ่มๆ ไปกันแม่ไปด้วยจะสนุกได้ยังไงกัน” แม่ของเขาตอบกลับด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงแสนใจดีเหมือนเดิม

“สนุกสิครับ ยิ่งแม่ไปด้วยยิ่งต้องสนุก” เขาพูดออกมาอย่างเอาอกเอาใจแม่ของเขาออกไป ก่อนแม่เขาจะหันมาทางฉัน

“อ้าวเล่นนั่นใครกันล่ะ” แม่เขาถามขึ้นอย่างสงสัยแปลกใจ

“สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้ผู้ใหญ่ออกไปอย่างไม่รู้จะวางตัวยังไงเหมือนกัน ยังไงท่านก็เป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดของลูกชายตัวดี ฉันก็ไม่จำเป็นต้องไม่เคารพ แม้ไม่รู้ว่าเขาจะตอบแม่เขาว่ายังไงก็ตาม

“คือ...” เขามีอาการอึกอักอ้ำอึ้งทันที คงไม่รู้เหมือนกันสินะว่าจะตอบยังไงกับความเลวร้ายที่เขาทำกับฉัน

“บอกแม่มาเลยนะตาฮาน” แล้วน้ำเสียงอ่อนโยนก่อนหน้านี้ก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นพร้อมกับสายตาที่จ้องอย่างกดดันเอาคำตอบ

“เอ่อ...” หลังจากเขาถูกคาดคั้นจากแม่ของเขาอย่างลำบากใจ ในที่สุดเขาก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่เขาฟังทันที

เป็นการเล่าที่ฉันก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าเขาจะกล้าพูดมันออกไป แถมยังดูรู้สึกผิดไม่น้อยจนมันผิดกับการกระทำของเขาที่ทำให้ฉันมีอคติไปแล้วว่าไม่ใช่คนดี

แต่ดูไปแล้วก็นับเป็นลูกที่ดีคนหนึ่งเลย

“แม่เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าทำแบบนี้ ลูกก็รู้ว่าแม่ไม่ชอบคนนิสัยแบบนี้” แม่เขาดุออกมาอย่างผิดหวังจริงจังทันทีที่ได้ฟังเรื่องเล่าจากปากลูกชายตัวเอง

แต่ก็ทำให้ฉันรู้ว่าที่เขาเอ่ยปากรับผิดชอบฉันนอกจากเรื่องอยากได้ฉันมาเป็นนางสนมให้เขาแล้ว ก็คงเพราะว่าแม่เขาสอนมาดีแบบนี้สินะ เพียงแต่ตัวเขามันคงจะไม่ค่อยรับรู้เรื่องราวดีๆ เท่าไหร่เลยแสดงมุมแย่ๆ ออกมาใส่ฉันจนเรื่องเป็นแบบนี้

“มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันนี่ครับ แล้วผมก็รับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำแล้วนี่ไงครับ” ท่าทางออดอ้อนประจบประแจงให้แม่เขาใจเย็นขึ้นและไม่ผิดหวังในตัวเขา ดูอย่างกับคนล่ะคนที่ฉันเผชิญหน้ามาเลยนะ

“แล้วแค่นี้มันพอหรือไง เราไปขืนใจเขาแบบนั้นพ่อแม่เขาจะว่ายังไง เธอก็ลูกมีพ่อมีแม่เหมือนกันนะ” แม่เขายังว่าออกมาไม่หยุด คำพูดของผู้ใหญ่มีเหตุผลและไม่เข้าข้างลูกชายตัวเองไปหมดทุกอย่างดังขึ้น ทำให้ฉันอุ่นใจและรู้สึกปลอดภัยขึ้นมา

ว่าไปเยอะๆ เลยค่ะ หนูก็อยากว่าอยากด่าเขาเหมือนกัน แต่ด้วยท่าทางและอำนาจของเขาแล้ว ฉันไม่รู้จักเขาดีพอ ก็เลยไม่กล้าพอเท่าไหร่ ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นคนเลวแค่ไหน หากทำให้เขาไม่พอใจก็กลัวจะถูกฆ่าปิดปากได้ง่ายๆ ก็เป็นได้

“เรื่องนั้นผมรู้ครับ แต่รอให้ผมเคลียร์งานก่อนนะครับ แล้วผมจะทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เพราะอีกไม่กี่วันผมก็ต้องกลับแล้ว” เขาบอกแม่ของเขาออกมาด้วยเหตุด้วยผลที่ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรเท่าไหร่

แต่กลับเหรอ หมายความว่ายังไงกันนะ เขาทำงานที่ไหนล่ะ ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ นี่เหรอ แล้วทำไมต้องพาฉันมาอยู่กับแม่ของเขาล่ะ

“แล้วหนูว่ายังไงจ๊ะ อยากแต่งตอนนี้เลยไหม” แล้วแม่เขาก็หันมาถามความเห็นของฉันขึ้นบ้าง ทำเอาฉันตกใจกับคำถามนั้นจนตั้งตัวแทบไม่ทัน

“มะ...ไม่ค่ะ หนูยังไม่อยากแต่ง” ฉันรีบดึงสติตัวเองแล้วปฏิเสธออกไปแทบจะทันที แต่ฉันกับเขาไม่ได้รักกัน ถึงแม้ว่าเขาจะบอกว่ารับผิดชอบฉันก็ตาม แต่คนไม่ได้รักกันจะอยู่กันได้นานแค่ไหนล่ะ ฉันไม่อยากทนฝืนโดยมีอะไรผูกมัดหรอกนะ

แล้วอีกอย่างเมื่อกี้เขาก็บอกอยู่ว่าจะกลับไปไหนก็ไม่รู้ นั่นหมายความว่าเขากับฉันคงไม่ได้อยู่ด้วยกัน แบบนี้ไม่นานเขาก็คงจะปล่อยฉันไปเองนั่นแหละ

“ถ้าอย่างนั้นก็รอให้ลูกชายแม่เคลียร์งานให้เรียบร้อยก่อนแล้วกัน แล้วแม่จะจัดการเรื่องตกเรื่องแต่งให้เรียบร้อย” ท่านได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้เร่งรัดอะไรออกมา แต่คำพูดของท่านที่ยังดูใจดีเหมือนเดิมแต่กลับยังคงเหมือนรวบรัดกับคำว่ารับผิดชอบนั้นออกมาไม่เปลี่ยน

“ค่ะ” ฉันที่ไม่รู้ว่าต้องพูดอะไรออกไปจึงได้แต่เออออไปกับท่านแบบนั้นก่อน ส่วนที่เหลือก็รอให้ถึงเวลาก่อนแล้วค่อยคุยกันอีกทีนั่นแหละ

“งั้นไปพักกันเถอะ กลับมาเหนื่อยๆ” ท่านพูดขึ้นอีกครั้งอย่างไม่ได้รั้งไว้

“ครับ” ผู้ชายคนนั้นตอบกลับก่อนจะเดินมาจูงมือฉันเดินขึ้นไปด้านบนกับเขาโดยไม่ถามหรือบอกอะไรกับฉันสักคำ

ฉันได้แต่เดินตามเขามาจนถึงห้องๆ หนึ่งอย่างไม่รู้สี่รู้แปดอะไรสักอย่างเพราะไม่ใช่บ้านตัวเอง แต่พอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นว่ามีของอยู่ในนี้เรียบร้อยก่อนจะรู้ว่านี่เป็นห้องของเขา

“จะให้ฉันนอนที่ไหน” ฉันถามเขาขึ้นอย่างไม่ไว้ใจกับการพามาห้องของเขาแบบนี้

ไม่ใช่ว่าฉันโง่หรืออะไรหรอก แต่การที่บอกว่ามาพักแล้วพาฉันมาห้องเขาแบบนี้...

“ก็อยู่ห้องเดียวกับฉันนี่แหละ” แล้วคำตอบของเขาก็เป็นแบบที่ฉันไม่ไว้ใจ เป็นอย่างที่ฉันคิดจริงๆ ด้วย

“ไม่ ฉันไม่อยากนอนห้องเดียวกับคุณ” ฉันปฏิเสธออกไปอย่างไม่เสียเวลาคิดเหมือนกัน ถึงเขาจะพาฉันมาที่นี่เพราะความรับผิดชอบอะไรก็ตาม แต่ฉันก็ไม่พร้อมจะใช้ชีวิตกับเขาอย่างผัวเมียหรอกนะ ไม่ได้อยากนอนร่วมห้องกับเขาแล้วทำอะไรต่ออะไรเหมือนที่เขาต้องการอีกด้วย

“จะกลัวอะไร เธอก็นอนกับฉันมาตั้งสามคืนแล้ว และมากกว่านอนก็ทำมาแล้ว” พอเขาพูดขึ้นอย่างไม่รู้สึกผิดกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นทั้งที่ก็รู้ว่าฉันไม่ได้เต็มใจสักนิด แต่ฉันก็เถียงเขาไม่ออกเหมือนกันเพราะมันเป็นแบบนั้นจริงๆ

แต่จะให้ฉันทำยังไงได้ นั่นมันเป็นสถานการณ์บังคับนี่ แต่ตอนนี้อยู่บ้านเขาที่มีตั้งหลายห้อง ฉันก็อยากจะไปนอนห้องอื่นมีพื้นที่ส่วนตัวบ้างก็เท่านั้น

“แต่ฉันไม่...” ยังกำลังจะปฏิเสธเขาออกไปอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจบ เขาก็แทรกขึ้นมาก่อนอย่างเสียมารยาท

“ถ้ายังดื้ออยู่ เธอจะไม่ได้พักแล้วนะ” แล้วคำขู่ก็ดังขึ้นจากปากคนไม่น่าไว้ใจอย่างเขา

เหอะ! เขาก็เก่งแต่ขู่แบบนี้กับเรื่องพวกนี้นั่นแหละ แล้วมันก็ได้ผลด้วยไงเพราะฉันไม่อยากให้เขาทำแบบนั้นกับฉันเลยสักนิด

สุดท้ายพอเถียงไม่ได้และเอาชนะเขาไม่ได้ฉันก็เลือกจะตัดปัญหาเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำสงบสติอารมณ์ตัวเองแทน เดินทางมาหลายชั่วโมงมันก็เหนียวตัวเป็นธรรมดา

โจฮาน

หลังจากธารารินเข้าห้องน้ำไป ผมก็ลงมาด้านล่างเพื่อหาแม่อีกครั้ง เพราะมีหลายอย่างที่ผมอยากพูดกับแม่ แต่พูดต่อหน้าธารารินไม่ได้

“ว่ายังไง” แม่ถามขึ้นทันทีอย่างรู้ทันเมื่อเห็นหน้าผมอีกครั้ง

“ก็ไม่ยังไงครับ ผมแค่อยากจะฝากแม่ให้ดูแลเธอหน่อย อย่าให้เธอหนีไปได้” แล้วผมก็เข้าเรื่องที่ต้องการฝากฝังกับแม่ไปทันที

มันเป็นสิ่งที่ผมกังวลอยู่บ้างเพราะเธอไม่ได้อยากจะมาอยู่กับผมเลยสักนิด และถึงตอนนี้ผมไม่ได้รักเธอ แต่ผมก็ปล่อยเธอไปไหนไม่ได้ เพราะมีบางอย่างที่สำคัญกว่านั้น

“แล้วแม่จะห้ามเธอได้ยังไงล่ะ” แม่ถามขึ้นอย่างไม่ได้รับปากหรือปฏิเสธอะไร

“ผมจะเพิ่มคนดูแลรอบบ้านอีกสักหน่อยเพื่อช่วยเป็นหูเป็นตา แต่ผมก็เชื่อว่าถ้าแม่พูดยังไงเธอก็ต้องฟังครับ” ผมบอกแม่ออกไปอย่างที่มั่นใจ

เพราะตอนนี้เธอไม่มีที่ไปและไม่อยากให้ครอบครัวกังวลกับเรื่องของเธอไหนจะเรื่องงานของเธออีก แล้วที่สำคัญกว่านั้นท่าทีที่เธอมีต่อแม่ผมเมื่อกี้ก็เห็นชัดๆ ว่าเธอเคารพและเกรงใจความเป็นผู้ใหญ่ของแม่ผม หากต้องอยู่บ้านร่วมกับแม่ผม เธอก็คงยอมฟังและทำตามที่แม่ผมพูดนั่นแหละ

“เฮ้อ! แล้วเราล่ะยังไง แม่เห็นด้วยนะที่ลูกรู้จักรับผิดชอบความผิดของตัวเองแบบนี้...”

“แต่ลูกไม่ได้รักได้ชอบเธอ ลูกมั่นใจแล้วใช่ไหมว่าจะไม่ทำให้เธอเสียใจ” แม่ถอนหายใจออกมาอย่างกังวลกับสิ่งที่ผมเลือก ถามผมขึ้นอย่างกังวลกลัวว่าสุดท้ายสิ่งที่ผมเลือกตอนนี้จะส่งผลต่อทุกคนในวันข้างหน้า

“ครับ แม่ก็รู้ว่าผมไม่เคยทำแบบนั้นสักหน่อย” ผมตอบรับออกมาอย่างไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรกับเรื่องนี้ที่เลือกแก้ปัญหา อีกทั้งที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าผมไม่เคยมีคนรัก และผมก็รักและดูแลเธอดีมาตลอด

เพียงแต่เธอมีเหตุผลที่ต้องเลิกกับผมไป ถึงผมไม่อยากยอมรับมันเท่าไหร่แต่ผมก็ไม่อยากฝืนใจเธอด้วยเหมือนกัน แต่ช่างเถอะมันผ่านมานานแล้ว

“ก็ดี ลูกรู้ใช่ไหมว่าการทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งเสียใจเพราะความรัก มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ” แม่พูดขึ้นอย่างเคารพการตัดสินใจของผม แต่ไม่ลืมย้ำเตือนออกมากับสิ่งที่ท่านไม่อยากให้ผมทำกับใครหรือให้ผู้หญิงที่ไหนต้องมาเดินตามรอยของท่านจากฝีมือลูกชายตัวเอง

“ผมรู้ครับ” ผมตอบรับออกไปอย่างรู้ดีกับสิ่งที่ท่านกังวลเพราะผมเคยเห็นแม่เสียใจเพราะพ่อมาตลอด

อย่างที่ผมเคยบอกไปนั่นแหละว่าพ่อมีเมียใหม่ ตอนนั้นผมอายุเก้าขวบได้ แม่มารับรู้ความจริงว่าพ่อเลี้ยงผู้หญิงอีกคนไว้ในฐานะเมีย ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็รู้เรื่องอยู่บ้าง ผมเห็นแม่เสียใจและร้องไห้มาตลอดจนผมเองก็เกลียดพ่อไปด้วย แต่ที่แย่ที่สุดก็คือพ่อพาผู้หญิงคนนั้นมาอยู่บ้านหลังเดียวกับแม่

แม่ผมตัดสินใจพาผมกลับมาไทยทันทีโดยที่ท่านไม่ได้หย่าขาด และพ่อผมก็ไม่ได้ขอหย่าด้วย ตั้งแต่นั้นแม่ก็เฝ้าสอนผมว่าไม่ให้ทำร้ายผู้หญิง ให้ดูแลเธอให้ดีอย่างกับวันแรกที่ผมอยากได้ เพราะถ้าวันหนึ่งที่มีลูกคนที่จะเจ็บปวดที่สุดก็คงหนีไม่พ้นลูก และผมก็เข้าใจมันอย่างง่ายดาย เพราะตลอดเวลาที่ผมเห็นแม่ร้องไห้แต่พ่อกลับนิ่งเฉย มันทำให้ผมเจ็บปวด ทุกครั้งที่ผมต้องการเวลาจากพ่อเหมือนลูกคนอื่นๆ  แต่กลับไม่ได้รับมัน ผมก็เสียใจ

แต่หลังจากผมจบมัธยมปลาย พ่อก็ให้คนมาเจรจาเพื่อพาผมกลับไปที่อเมริกาคืน ตอนแรกผมไม่อยากกลับไป แต่แม่บอกให้ผมกลับเพื่อตัวของผมเอง ตอนนั้นผมจำใจกลับไปตามคำแนะนำของแม่ และอีกใจหนึ่งผมก็โตพอแล้ว ผมเลยเลือกจะกลับไปเพื่อจะทำให้ผู้หญิงคนนั้นไม่มีความสุข

และสุดท้ายโชคก็เข้าข้างผม และลงโทษคนเลวๆ อย่างผู้หญิงคนนั้นกับพ่อ ทำให้เธอไม่สามารถมีลูกกับพ่อได้ และทรัพย์สมบัติทุกอย่างก็ตกเป็นของคู่สมรสอย่างแม่ผมเกินกว่าครึ่ง และอีกเกือบครึ่งก็เป็นชื่อผม ส่วนที่เหลือพ่อก็ให้ผู้หญิงคนนั้นไว้ใช้หลังจากพ่อจากไป แต่มันก็มากพอที่เธอไม่ต้องทำอะไรไปจนตายนั่นแหละ

และตลอดเวลาที่ผมอยู่ต่างประเทศผมก็ได้ฌอนเป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนสุขของผม และก็มีลุงฌานพ่อของฌอนที่เป็นมือขวาของพ่อผม ที่ท่านเป็นคนสอนเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจทุกๆ อย่างให้ผมต่อจากพ่อ จนผมได้ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งประธานบริษัทตระกูลเบิร์กอย่างตอนนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป