บทที่ 8 แปลกไป
ตอนที่8 แปลกไป
น้ำใส
“อยู่ที่นี่ก็ทำตัวตามสบาย อย่าดื้อนักล่ะ” โจฮานพูดกับฉันขึ้นหลังจากเขากำลังจะขึ้นรถ
“ค่ะ” ฉันมองหน้าเขานิ่งแล้วตอบกลับสั้นๆ เพื่อตัดปัญหาและไม่มีอะไรจะพูดมากกว่านี้
“ผมไปก่อนนะครับแม่” เขาหันไปพูดกับแม่ของเขาบ้างอีกคน
“จ้ะ เดินทางปลอดภัยนะลูก” แม่เขาก็อวยพรออกมาตามประสาผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่งเหมือนที่ฉันสัมผัสได้ตลอด
“ครับ... ฉันไปก่อนนะ” แล้วตอบรับแม่ตัวเองก่อนจะหันมาบอกฉันอีกครั้ง
“ค่ะ” ฉันก็ตอบรับสั้นๆ เหมือนเดิมอย่างไม่มีอะไรจะพูดอีกเช่นเดิม ก่อนจะมองเขาเดินไปขึ้นรถเพื่อเดินทางไปสนามบินทันที
ฉันก็พึ่งรู้ได้ไม่นานนี้เองแหละว่าเขาเป็นลูกครึ่งอเมริกา แล้วปกติเขาก็อยู่ที่นั่นเป็นส่วนใหญ่แต่จะกลับทางมาที่ไทยบ่อยๆ ขึ้นอยู่กับโอกาส การกลับมาแต่ละครั้งของเขาก็หนึ่งอาทิตย์บ้าง สองอาทิตย์บ้างหรือนานกว่านั้นแล้วแต่งานของเขา
“เข้าบ้านกันเถอะลูก” หลังจากรถของโจฮานเคลื่อนตัวออกไป แม่ของเขาก็ชวนฉันเข้าบ้านอย่างโอบอ้อมอารีย์ ฉันจึงเดินตามท่านไป
หลายวันที่ผ่านมาการอยู่ที่นี่ก็ถือว่าดีกว่าที่ฉันเคยคิดไว้มาก เพราะคุณแม่ท่านใจดีมากๆ ส่วนคุณโจฮานนั้นก็ถือว่าดีจนฉันไม่อยากเชื่อ เขาก็ปฏิบัติต่อฉันดีจนฉันไม่อยากเชื่อว่าเป็นคนเดียวกับคนที่โรงแรมในวันนั้นเลยสักนิด
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เขาก็ขึ้นชื่อว่าคนที่เคยขืนใจทำร้ายฉันมาก่อนแล้วยังบังคับให้ฉันมาอยู่กับเขาอย่างเอาแต่ใจตัวเองอีก ยังไงฉันก็ไม่คิดว่าเขาจะรักคนอื่นเป็น และฉันก็คิดว่าฉันจะต้องหาทางไปจากที่นี่ให้ได้เร็วๆ นี้เหมือนกัน เพราะว่ากว่าเขาจะกลับมาก็อีกตั้งหลายเดือนโน่นเลย และไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันจะต้องอยู่ที่นี่ต่อ
หลายอาทิตย์ผ่านไป...
ตลอดเวลาที่ฉันอยู่ที่นี่บอกเลยว่าค่อนข้างเบื่อไม่น้อย เพราะปกติฉันมีงานให้ทำอยู่ตลอด แต่พออยู่ที่นี่ถึงแม้ว่าจะหาเรื่องช่วยแม่บ้านทำงานเกือบทุกอย่าง แต่เพราะคนเยอะก็เลยไม่ได้มีอะไรให้ฉันทำมากมาย แล้วยิ่งพองานเสร็จฉันก็ต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่เฉยๆ กว่าจะหมดไปแต่ละวัน ซึ่งมันไม่ใช่ตัวตนของฉันเลยสักนิด
อีกเรื่องหนึ่ง ตั้งแต่คุณโจฮานกลับไปเขาก็มักจะวีดีโอคอลมาหาฉันเกือบทุกวัน ถึงแม้ว่าเวลาจะไม่ตรงกันเลย แต่เขาก็เลือกเวลาที่ไม่ดึกมากสำหรับที่ไทย ตอนแรกฉันก็ไม่อยากรับหรอกเพราะไม่มีอะไรจะคุยกับเขา แต่เวลาไม่รับเขามักจะกระหน่ำโทรมาแบบนั้นไม่หยุด จนบางครั้งก็รบกวนโทรหาคุณแม่ให้เอาโทรศัพท์มาให้ฉันแทน จนฉันต้องรับสายเขาทุกครั้งเพราะเกรงใจคุณแม่นั่นเอง
“คุณแม่คะ” ฉันเดินเข้าไปหาคุณแม่ที่ห้องนั่งเล่นหลังจากวันนี้ท่านอยู่บ้าน ปกติท่านมักจะออกไปวัดไปทำบุญประจำ
“ว่าไงลูก” ท่านขานรับฉันพร้อมกับเงยหน้าจากหนังสือขึ้นมา
“คือ น้ำอยากคุยกับคุณแม่เรื่องคุณโจฮานน่ะค่ะ” ฉันบอกท่านออกไปตามตรง ฉันคิดว่าคุณแม่เองก็น่าจะรู้ว่าฉันกับคุณโจฮานไม่ได้รักกัน และที่ต้องมาอยู่แบบนี้เพราะอะไร บางทีท่านน่าจะเข้าใจฉัน
“ว่ามาสิ” ท่านปิดหนังสือแล้วรอฟังสิ่งที่ฉันจะพูด
“คือน้ำคิดว่ามันไม่เหมาะที่น้ำจะอยู่ที่นี่น่ะค่ะ ยังไงน้ำกับคุณโจฮานเราก็ไม่ได้รักกัน” ฉันพูดเกริ่นออกไปตามความคิดเพื่อให้ท่านเข้าใจสิ่งที่ฉันอยากสื่อ
“แต่พี่เขาล่วงเกินหนู หนูเสียหายนะ” ท่านพูดขึ้นอย่างไม่สบายใจเท่าไหร่กับสิ่งที่ลูกชายท่านทำกับฉัน และอยากให้ทุกอย่างมันถูกต้องรักษาความรู้สึกของฉัน
“น้ำทราบค่ะ แต่ถ้าเราฝืนกันไปน้ำคิดว่าสุดท้ายแล้วจะมีแต่คนเจ็บปวดกว่าเดิมนะคะ...”
“เรื่องที่เกิดขึ้นน้ำก็เสียใจค่ะ แต่น้ำคิดว่าถ้าเกิดน้ำกับเขาอยู่ด้วยกันโดยไม่มีความรัก น้ำอาจจะเสียใจมากกว่านี้ก็ได้” ฉันพูดขึ้นอย่างเข้าใจมุมความคิดของคุณแม่และตัวคุณโจฮานเอง แต่ก็ให้ให้เหตุผลความเป็นจริงออกไปด้วยไม่ต่างกัน
ขนาดคนที่รักกันอยู่ด้วยกันยังมีปัญหากันเลย แล้วนี่ไม่ได้รักกัน ไม่ได้เป็นอะไรกัน ฉันคิดว่ายังไงก็ไม่รอดอยู่ดี
“แม่เข้าใจหนูนะ แต่แม่อยากให้น้ำรู้ว่าจริงๆ แล้วตาฮานไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิด ไม่ใช่ว่าแม่เข้าข้างลูกแม่หรอกนะ แต่เพราะว่าแม่เป็นคนเลี้ยงเขามาเองกับมือ แม่ถึงได้รู้ว่าตาฮานเป็นคนยังไง...”
“แม่อยากให้หนูเปิดใจให้ลูกแม่สักครั้งได้ไหม ยังไงเรื่องของเราสองคนก็ผ่านมาขนาดนี้แล้ว อีกอย่าง แม่บอกตรงๆ ว่าแม่ตัดสินใจแทนตาฮานไม่ได้จริงๆ ที่จะให้หนูไปจากที่นี่” คุณแม่พูดขึ้นทีเดียวยาวเหยียดทั้งในมุมของความเป็นแม่ ในมุมของลูกชาย ซึ่งฉันก็ทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจไปพร้อมๆ กัน
“แต่...” ฉันได้แต่อ้ำอึ้งอย่างลำบากใจไม่รู้จะพูดยังไงต่อ แต่ขอเพียงท่านไม่ห้ามเรื่องที่ฉันจะไป มันก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้วไม่ใช่เหรอ
“แม่ขอนะ ให้เวลาพิสูจน์ใจได้ไหม อีกอย่างตลอดหลายอาทิตย์ที่แม่อยู่กับหนูมา แม่บอกตรงๆ ว่าแม่อยากได้หนูเป็นลูกสะใภ้แม่จริงๆ” ท่านพูดอีกครั้งด้วยคำขอร้องในด้านของท่านเอง แล้วแบบนี้แล้วฉันจะต่อยังไงล่ะ
จะบอกว่าอยากได้ท่านเป็นแม่สามีก็เดี๋ยวจะกลายเป็นฉันอยากแต่งงานกับเขา แต่จะบอกว่าไม่อยากได้ท่านเป็นแม่ก็ไม่ใช่ไปอีกเพราะท่านดีกับฉันและเอ็นดูฉันมากจริงๆ หากชีวิตนี้ได้แม่สามีดีแบบนี้มันเป็นเรื่องที่โชคดีมากๆ เลยนะ
“ก็ได้ค่ะ” สุดท้ายฉันก็ตอบรับท่านออกมาอีกครั้งอย่างหาเหตุผลกล่อมท่านยังไม่ได้ แต่ในเมื่อครั้งนี้ไม่สำเร็จก็ต้องถอยทัพออกไปก่อนแล้วกัน ไว้มีโอกาสฉันค่อยลองพูดกับท่านดูอีกครั้งก็ได้ ก็เหมือนที่ท่านพูดนั่นแหละว่าให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ หากรอนานกว่านี้อีกนิดแล้วอะไรยังเหมือนเดิมถึงตอนนั้นฉันก็จะใช้เหตุผลนี้พูดกับท่าน
แล้วถ้าถามว่าทำไมไม่ลองคุยกับเจ้าตัวต้นเรื่องดูละก็ บอกเลยว่าฉันพูดทุกครั้งที่เขาโทรมาเลยแหละ และพอฉันเข้าเรื่องนี้ทีไร เขาก็จะเปลี่ยนเรื่องโดยไม่รอฟังและไม่ยอมให้โอกาสฉันได้พูดมันออกไปเลยสักครั้งจนฉันต้องยอมแพ้ไป
และ...
“อ้วก! อ้วก! อ้วก!” ฉันอาเจียนออกมาหลังจากตื่นนอนในช่วงสายของวัน
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไปแต่อยู่ๆ พอยกน้ำยาบ้วนปากที่ใช้ประจำขึ้นมาเพื่อจะบ้วนมัน แต่มันกลับเหม็นจนต้องอาเจียนออกมาแบบนี้ ทั้งที่เป็นน้ำยาบ้วนปากที่ฉันใช้ประจำอยู่แล้ว
“เฮ้อ!” ทำไมมันเหนื่อยแบบนี้นะ พออาเจียนจนเพลียก็เกิดอาการง่วงขึ้นมาอีกครั้งง่ายๆ ทั้งที่พึ่งตื่น และวันนี้ก็ตื่นสายกว่าปกติด้วย
ฉันลากสังขารตัวเองเพื่อเดินไปใต้ฝักบัวก่อนจะเปิดมันเพื่อชำระร่างกาย มันอาจจะช่วยให้สดชื่นขึ้นได้บ้าง
แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะตั้งแต่อาบน้ำจนออกมาแต่งตัวฉันก็ไม่ได้หายเพลียลงไปเลยแม้แต่น้อยที่ทำให้ไม่สบายตัวกว่านั้นคือความพะอืดพะอมนั่นแหละ แต่มันกลับง่วงนอนเข้าไปอีก เพียงแต่ฉันไม่อยากนอน ไม่อยากอยู่เฉยๆ ไง
“ทำไมหน้าซีดๆ ล่ะลูก” พอลงมาข้างล่างเจอคุณแม่ท่านก็ทักถามขึ้นอย่างเป็นห่วง
“พอดีไม่สบายนิดหน่อยค่ะ” ฉันตอบกลับไปด้วยความเหนื่อยและอ่อนเพลียอย่างไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าเป็นอะไรไป อยู่ๆ ก็เป็นขึ้นมาดื้อๆ เลย
“แล้วลงมาทำไมกัน ขึ้นไปพักผ่อนไป เดี๋ยวแม่ให้ป้ามะลิทำข้าวต้มไปให้” คุณแม่เห็นแบบนั้นก็เอ็ดฉันขึ้นอย่างเป็นห่วง ไล่ฉันกลับขึ้นห้องไปพักผ่อนอีกครั้ง
“ไม่เป็นไรค่ะ กวนป้ามะลิเปล่าๆ” ฉันปฏิเสธออกไปอย่างเกรงใจไม่น้อย ยังไงก็ลงมาแล้วด้วย
“กวนอะไรกัน รีบขึ้นไปเลย เดี๋ยวจะแย่ไปกว่าเดิม” คุณแม่พูดอย่างไม่เห็นด้วยกับคำพูดของฉันพร้อมกับดันหลังฉันให้เดินไปทางบันได
แต่ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ไม่ต้องรู้สึกผิดที่จะต้องนอนทั้งวันทั้งคืนโดยได้ลงมาให้คุณแม่ได้เห็นได้รับรู้แล้วว่าฉันเป็นอะไร
ฉันกลับขึ้นมาด้านบนคืนก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียง แต่สักพักได้ ป้ามะลิกับคุณแม่ก็ขึ้นมาพร้อมกับข้าวต้มและน้ำพร้อมยา ฉันเลยลุกขึ้นนั่ง
“กินข้าวกินยาก่อนแล้วค่อยนอนนะลูก” คุณแม่พูดอย่างอ่อนโยนพร้อมกับอังหน้าผากฉันดูเพื่อเช็กอุณหภูมิ
“ขอบคุณค่ะ” ฉันรับถ้วยมาถือเพื่อกินข้าวเอาแรงสักหน่อย
“แปลก ตัวก็ไม่ร้อน” คุณแม่พูดขึ้นเมื่อเห็นสภาพฉันย่ำแย่ไม่น้อยแต่ก็ไม่มีไอร้อนของคนป่วยไข้
ซึ่งฉันไม่ได้ตอบอะไรเพราะไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองป่วยเป็นอะไรหรือไปแพ้อะไรเข้าให้ ก่อนจะคนข้าวต้มแล้วตักมันขึ้นมา แต่พอกลิ่นมันเตะจมูกฉันเท่านั้นแหละ
“อึก!” ฉันรับปิดปากอย่างเร็วเพราะรู้สึกถึงบางอย่างที่มันตีขึ้นมาจุกที่ลำคอแล้วยื่นถ้วยข้าวต้มออกห่างตัวแทบจะทันที
“เป็นอะไรลูก!” คุณแม่ถามฉันขึ้นด้วยความเป็นห่วงกับท่าทางของฉันที่ดุจะรุนแรงขึ้นกะทันหัน
“เหม็นค่ะ” ฉันบอกท่านออกไปตรงๆ เพราะว่ามันเหม็นมากชวนอาเจียนมา เหม็นจนฉันทนกินไม่ได้ มันเป็นกลิ่นที่กระตุ้นให้ฉันรับไม่ไหว
“แต่กุ้งป้าพึ่งซื้อมาเมื่อเช้าเองนะคะ” ป้ามะลิพูดขึ้นด้วยสีหน้าเสียๆ แล้วอธิบายออกมาให้ฉันรับรู้
“ให้แม่ดมสิ” คุณแม่พูดพร้อมกับรับถ้วยไปดมด้วยตัวเองแทน
“เป็นยังไงคะคุณผู้หญิง” ป้ามะลิถามด้วยน้ำเสียงกังวลจนฉันอดรู้สึกผิดไม่ได้ ฉันไม่ได้จะโทษท่านแต่ฉันไม่ชอบกลิ่นนี้จริงๆ
“ไม่เหม็นนะลูก” แล้วคุณแม่ก็พูดขึ้นอีกคนยืนยันว่ามันไม่มีกลิ่นเหม็นอย่างที่ฉันบอก
“น้ำก็ไม่รู้ค่ะ แต่ตั้งแต่ตื่นก็เหม็นนั่นเหม็นนี่ไปเกือบทุกอย่างจนอาเจียนนี่แหละค่ะ” ฉันบอกอาการคุณแม่ออกไปอย่างที่เป็น เพราะฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร กลิ่นที่ได้รับจะบอกว่าเหม็นเลยมันก็ไม่ใช่หรอก แต่มันเป็นความรู้สึกที่พอได้กลิ่นแล้วพะอืดพะอมทนไม่ไหวจนชวนอาเจียนนั่นแหละ
ช่วงนี้จะว่าเครียดก็ไม่ได้เครียดขนาดที่จะเป็นแบบนี้ได้ แต่ทำไมอาการถึงได้หนักอย่างไม่รู้สาเหตุก็ไม่รู้
“เหม็น แล้วก็อาเจียนด้วยเหรอ” คุณแม่ได้ยินแบบนั้นก็ทวนคำพูดของฉันออกมาเหมือนเป็นคำถามไปในตัว
“หรือว่าจะมีข่าวดีคะคุณผู้หญิง” แล้วป้ามะลิก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ แต่ข่าวดีอะไรกันล่ะ
“ประจำเดือนหนูไม่มากี่เดือนแล้วลูก” แล้วคุณแม่ก็หันมาถามฉันด้วยท่าทางแตกต่างจากก่อนหน้านี้
“!” แต่คำนี้เท่านั้นแหละทำให้ฉันตัวชาทันที
เดือนที่แล้วประจำเดือนฉันไม่มา แต่ฉันก็ไม่ได้คิดว่ามันผิดปกติอะไรเพราะประจำเดือนไม่มาเดือนสองเดือนก็ถือว่าเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทั้งนั้นฉันเคยหาข้อมูลดูตอนมันเคยขาดสมัยเรียนเพราะกลัวจะเป็นอะไรไปหรือเปล่า
ส่วนเดือนนี้ยังไม่ถึงวันที่มันมาประจำฉันก็เลยไม่ได้เอะใจอะไรและรอให้ถึงช่วงนั้นถ้าไม่มาอีกก็อาจจะแปลกใจบ้าง แต่พอมีคุณแม่เลือกจะถามคำถามนี้ บวกกับมีอาการแบบนี้มันทำให้ฉันคิดได้อย่างเดียวแล้ว
“ทำหน้าแบบนี้หมายความว่าไม่มาใช่ไหม” คุณแม่เห็นสีหน้าฉันก็พูดขึ้นอย่างรู้ทันตามคนมีประสบการณ์
“ค่ะ” ฉันตอบกลับเสียงเบาด้วยความกลัวและกังวลไปหมดทุกอย่าง เพราะไม่ได้คิดฝันหรือตั้งตัวไว้เหมือนกันว่าทุกอย่างจะเดินทางมาในทิศทางนี้
ตอนนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างฉันกับเขารอบแรกที่ฉันเห็น เขาก็สวมถุงยางแต่หลังจากนั้นฉันก็ไม่แน่ใจเพราะฉันไม่ได้ใส่ใจที่จะดู มัวแต่คิดว่าจะทำยังไงให้หนีเขาออกจากห้องนั้นได้ เลยไม่ได้นึกคิดถึงเรื่องพวกนี้เหมือนตัดมันออกไปแล้ว
แต่สุดท้ายฉันก็สลบไปก่อนเลยไม่รู้หรือเอะใจอะไรทั้งนั้น และที่สำคัญหลังจากตื่นมาเขาก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ด้วย ฉันก็คิดว่าเขาคงป้องกันตัวเองนั่นแหละ คนระดับเขาคงไม่เอาใครมั่วซั่วด้วยการปล่อยตัวแบบนี้หรอก ไม่อย่างนั้นก็คงมีคนฉวยโอกาสยัดเยียดเขาได้ง่ายๆ
แต่สุดท้าย...
