บทที่ 2 จุดเปลี่ยน
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้า...
ภายในโรงพยาบาลรัฐอันเนืองแน่นไปด้วยผู้คน มนลดากำลังยืนรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินด้วยหัวใจที่บีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก หยาดน้ำตาอุ่นร้อนเอ่อคลอหน่วยตาคู่สวยจนภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน คุณย่าซึ่งเป็นที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของเธอเกิดล้มหมดสติในห้องน้ำ โชคดีที่เพื่อนบ้านได้ยินเสียงและช่วยกันนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที
เด็กสาวเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ ทุกนาทีที่ผ่านไปช่างยาวนานราวกับเป็นปี จนกระทั่งประตูห้องตรวจเปิดออก พร้อมกับร่างของคุณหมอเจ้าของไข้ในชุดกราวน์สีขาวที่เดินตรงมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“คุณหมอคะ... คุณย่าหนูเป็นยังไงบ้างคะ” มนลดารีบถลาเข้าไปหา เปล่งเสียงถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือระคนหวาดหวั่น
“หนูเป็นญาติคนไข้ใช่มั้ยครับ”
“ค่ะคุณหมอ หนูเป็นหลานสาวค่ะ”
คุณหมอหนุ่มส่งยิ้มปลอบประโลมให้เธอเล็กน้อย ก่อนที่แววตาจะฉายชัดถึงความจริงจังในอาการป่วย
“อาการของคุณย่าคือโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทขั้นรุนแรง...” คำวินิจฉัยนั้นทำให้หัวใจของมนลดาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม มือเรียวบางเย็นเฉียบฉับพลัน
“ทางที่ดีที่สุดคือต้องรีบผ่าตัดครับ เพราะถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ เชื้อประสาทอาจจะเสียหายหนักจนคุณย่ากลายเป็นอัมพาตครึ่งซีกได้ เดี๋ยวหนูไปติดต่อจองคิวผ่าตัดเอาไว้ก่อนนะ” คุณหมออธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกถ้อยคำที่หลุดออกมากลับเป็นเหมือนค้อนปอนด์หนัก ๆ ที่ทุบลงกลางใจของเด็กสาวจนแหลกสลาย
“แล้ว... ต้องรอคิวนานแค่ไหนคะคุณหมอ” มนลดาถามต่อ น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลอาบแก้มเนียน
“ถ้าใช้สิทธิ์บัตรทอง คิวก็ค่อนข้างยาวหน่อย อาจจะต้องรอประมาณเกือบ ๆ หนึ่งเดือน หรือนานกว่านั้น หมอเองก็ระบุวันที่แน่นอนไม่ได้ แต่หากต้องการผ่าตัดด่วนแบบทางเลือกพิเศษ ญาติจะต้องสำรองจ่ายเอง ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ค่อนข้างสูงมาก” คุณหมอพูดจบก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ด้วยความเห็นใจ
“ประมาณเท่าไหร่คะ... คุณหมอ” เธอเค้นเสียงกระซิบแผ่ว
“ก็... หลักแสนปลาย ๆ ครับ รวมค่าอุปกรณ์และห้องพักฟื้น”
มนลดายืนนิ่งงันราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน สมองตื้อตันจนคิดอะไรไม่ออก เงินจำนวนมากมายมหาศาลขนาดนั้น เด็กสาววัยสิบเก้าปีที่ยังเรียนไม่จบอย่างเธอจะไปหาจากที่ไหนได้ทันในเวลาอันสั้น
“แต่ถ้าหนูกับคุณย่ายังไม่พร้อมเรื่องค่าใช้จ่ายจริง ๆ ระหว่างที่รอคิวผ่าตัด หมอแนะนำให้รับยาและทำกายภาพบำบัดประคองอาการไปก่อนครับ” คุณหมอเสนอทางเลือกสุดท้าย แต่ในใจของมนลดารู้ดีว่าการผ่าตัดคือความหวังเดียวที่จะทำให้ย่ากลับมาเดินได้อีกครั้ง และเธอจะไม่มีวันยอมเสี่ยงปล่อยให้ย่าต้องกลายเป็นคนพิการเด็ดขาด
“ขอบคุณค่ะคุณหมอ...” เด็กสาวยกมือไหว้อย่างนอบน้อม มนลดาเดินคอตกกลับมายังบ้านเช่าหลังเล็กอันคับแคบ ก่อนจะเริ่มจัดเตรียมเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นเพื่อไปนอนเฝ้าคุณย่าในคืนนี้
ในขณะที่กำลังจัดของด้วยความสับสน มือเรียวบางที่สั่นระริกก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมา ตัดใจกดต่อสายหาสาวรุ่นพี่คนสนิทที่เคยหยิบยื่นงานพริตตี้มาให้เธอทำในอดีต หวังเพียงจะขอยืมเงินมาสำรองเป็นค่ารักษา
“พี่ก็ไม่ได้มีเงินก้อนให้หนูยืมมากขนาดนั้นหรอกจ้ะมน... แต่ถ้าหนูเดือดร้อนจริง ๆ พี่ช่วยหางานให้หนูได้นะ” เสียงหวานแฝงนัยบางอย่างของโมเดลลิ่งสาวดังรอดมาจากปลายสาย
“งานพริตตี้... เหมือนที่หนูเคยทำหรือเปล่าคะพี่เอมมี่”
“อุ๊ย! ไม่ใช่หรอกค่าาาา...” เอมมี่ลากเสียงยาวอย่างมีจริต
“งานพริตตี้แบบนั้นน่ะ นาน ๆ ถึงจะมีสักที ต้องรออีเวนต์ใหญ่เข้ามา แถมกว่าจะได้เงินก็รอนาน เอางานนี้ดีกว่าจ้ะ ง่าย ๆ สบาย ๆ ได้เงินก้อนโตทันใจกว่าเยอะ” คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเด็กสาวเต้นระรัวด้วยลางสังหรณ์ว่ามันจะไม่ใช่งานที่ดีนัก
“มัน... คืองานเดียวกับที่พี่เอมมี่เคยเปรย ๆ กับหนูเมื่อคราวก่อนใช่มั้ยคะ”
“อืม... ก็งานนั้นแหละจ้ะ รับรองว่ารอบนี้พี่จะคัดลูกค้าเกรดพรีเมียม กระเป๋าหนักให้หนูเองถ้าหนูยอมตกลง”
มนลดานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่า ๆ ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเทาจนแทบประคองไม่อยู่ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะต่อรองด้วยกระแสเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ
“ถ้าอย่างนั้น... หนูขอทำแค่งานนี้งานเดียวได้มั้ยคะ” ปลายสายหลุดหัวเราะคิกคักเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดูในความเดียงสา
“ก็ตามใจหนูเลยจ้ะ แต่แหม!!... แต่ส่วนใหญ่เด็กในสังกัดพี่ ตอนเริ่มครั้งแรกก็พูดแบบหนูกันทั้งนั้นแหละ พอได้เงินก้อน ก็กลับมาทำต่อกันทุกคน”
“งั้น... หนูขอเวลาตัดสินใจ สักวันสองวันได้มั้ยคะ” มนลดาขอเวลาเพียงน้อยนิดเพื่อซื้อลมหายใจให้กับศักดิ์ศรีที่กำลังจะหลุดลอย
“ก็ได้จ้ะ แต่ต้องรีบหน่อยนะ เพราะลูกค้ารายนี้เค้าเป็นระดับวีไอพี และเค้าเองก็จะอยู่เมืองไทยอีกไม่นาน”
“เขา... เป็นคนต่างชาติเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ... แต่รับรองว่าหล่อแน่นอน พี่เองก็ยังแอบชอบเค้าเลย คนอาไร้หล่อไม่มีที่ติอย่างนั้น แถมรวยอีกต่างหาก ระดับเจ้าของโรงแรมเชียวนะ”
เพียงแค่นั้น มนลดาก็รู้สึกเหมือนลมหายใจถูกพรากไปจากร่างอีกหน เธอค่อย ๆ วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะอย่างเลื่อนลอย แล้วนั่งนิ่งปล่อยให้ความเงียบงันกัดกินใจ เธอไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้ จะมาถึงจุดที่ต้องเอาเรือนร่างและพรหมจรรย์ไปแลกกับเงินเพื่อต่อชีวิตให้คนในครอบครัว
เธอยังจำคำพูดที่เอมมี่เคยอธิบายลักษณะงานนี้ได้ดี เพียงแค่คอยเอาอกเอาใจเป็นเพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว และจบลงบนเตียงในฐานะนางบำเรอชั่วคราวหรือเมียเช่าของมหาเศรษฐีต่างชาติ งานที่เอมมี่บอกว่าแค่แต่งตัวสวย ๆ พูดจาหวาน ๆ เอาใจเก่ง ๆ ใช้ลีลาบนเตียงให้เป็น ก็ได้เงินแสนเงินล้านมาใช้ได้อย่างสบาย
