บทที่ 2 ตอน เมียบำเรอแค้น

ศศิชาถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว หัวใจเต้นรัวเหมือนตีกลอง ตัวสั่นด้วยความกลัวกับท่าทีคุกคามของอีกฝ่าย

“ในสายตาฉัน เธอเป็นแค่ลูกสาวของไอ้ฆาตกรที่ฆ่าแม่ของฉัน”

เสียงของเขาเริ่มแข็งกร้าวขึ้น สายตาคมจ้องมองเธอเขม็ง ราวกับต้องการเผาผลาญเธอให้มอดไหม้

“ในตัวเธอมีเลือดของคนที่พรากชีวิตแม่ฉันไป คิดว่าฉันจะรู้สึกสงสารเธอลงหรือไง”

น้ำตาของศศิชาไหลทะลักออกมา เธอไม่สามารถกลั้นมันไว้ได้อีกต่อไป ความเจ็บปวดในใจ และความหวาดกลัวถาโถมเข้าใส่ จนเธอแทบยืนไม่อยู่

“คุณเมฆา ได้โปรดเห็นใจฉันเถอะนะคะ ฉันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย”

ศศิชาอ้อนวอนเสียงสะอื้น น้ำตาเริ่มไหลรินออกมาอาบแก้ม

“ความผิดของพ่อ เธอเป็นลูกก็ต้องร่วมชดใช้ด้วยสิ"

เมฆาเอ่ยเสียงเย็น เขาถอนหายใจอย่างรำคาญใจราวกับเห็นเธอเป็นตัวปัญหา

“และฉันจะทำให้เธอสำนึก ว่าการแต่งงานกับฉัน มันต้องแลกมาด้วยอะไร”

เขาเดินตรงมาหาเธอ ศศิชาตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป เธอพยายามจะถอยหนีแต่ก็ไม่มีที่ให้ไปแล้ว

เมฆาหยุดยืนตรงหน้าเธอ เขาเอื้อมมือขึ้นมาเชยคางเธอให้เงยขึ้น นิ้วเรียวยาวของเขาเย็นเฉียบจนเธอรู้สึกหนาวไปถึงกระดูกสันหลัง

“ฟังนะศศิชา”

เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่แดงก่ำของเธอ

“เธอแต่งงานกับฉันก็จริง แต่เธอจะไม่มีวันได้เป็น ‘เมีย’ อย่างที่ผู้หญิงคนอื่นเป็น”

เขาเน้นย้ำคำว่า ‘เมีย’ ด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง ดวงตาของเขาวูบไหวด้วยความเคียดแค้น

“เธอจะอยู่ที่นี่ในฐานะ คนที่ฉันเกลียดที่สุด และมีหน้าที่เป็นนางบำเรอ ยามที่ฉันต้องการผู้หญิงบนเตียงเท่านั้น”

“คุณเมฆา...”

ศศิชาพูดไม่ออก เธอรู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่ลำคอ น้ำตาไหลอาบแก้มกับการเหยียดหยามนั้น

เมฆาปล่อยมือจากคางเธออย่างแรง จนหน้าเธอสะบัดเล็กน้อย เขามองดูเธออย่างเย็นชา ไร้ความเห็นใจ

“คืนนี้ฉันยังไม่มีอารมณ์จะเอาเธอ และไม่อยากนอนร่วมเตียงกับคนที่ฉันเกลียด เธออยากนอนตรงไหนก็เรื่องของเธอ”

พูดจบเขาก็เดินตรงไปที่เตียงใหญ่ ดึงผ้าห่มผืนหนามาคลุมกาย โดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองเธออีกครั้ง ศศิชาได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างของเขาด้วยความรู้สึกว่างเปล่าและเจ็บปวด

เมฆาทิ้งตัวลงนอนหันหลังให้เธอ ปล่อยให้ศศิชายืนตัวสั่นอยู่กลางห้องอย่างโดดเดี่ยว

แสงไฟจากโคมไฟสลัวๆ ทำให้เงาของเธอยาวเหยียดทอดไปบนพื้นห้อง

เธอได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเขา แต่กลับรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างพวกเขานั้นกว้างใหญ่เกินกว่าจะก้าวข้ามไปได้

ศศิชาเดินถอยหลังช้าๆ ไปยังมุมห้องที่ห่างจากเตียงมากที่สุด เธอทรุดตัวลงนั่งช้าๆ พิงหลังกับผนังเย็นเฉียบ ความเย็นยะเยือกไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกหนาวเท่าความเย็นชาจากชายที่เพิ่งได้ชื่อว่าเป็นสามีเลยแม้แต่น้อย

หญิงสาวซบหน้าลงกับหัวเข่า ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาอย่างเงียบงัน ความหวาดกลัวถาโถมเข้าใส่

เธอรู้สึกราวกับตัวเองกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงเหวที่ไม่มีวันสิ้นสุด คืนแรกของการแต่งงาน หรือจะเรียกว่าคืนแรกของการถูกจองจำดี

ชีวิตที่ถูกพราก และความแค้นจากเขาที่ต้องแบกรับไว้...

ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบงันในห้องหอ ศศิชาหลับตาลง ภาพชีวิตในอดีตผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ความทรงจำถึงวันวาน ฉายชัดในมโนสำนึกของเธอ

เธอเห็นภาพตัวเองในวัยเยาว์ วิ่งเล่นอย่างไร้เดียงสาในสวนเล็กๆ หลังบ้าน เสียงหัวเราะสดใสของเธอกับแม่ผู้เป็นที่รักยังคงก้องอยู่ในหู แม้ชีวิตจะไม่ร่ำรวย แต่ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น ความเข้าใจ และความสุขที่เรียบง่าย

คุณวาสนาแม่ของเธอ...เป็นหญิงแกร่งผู้เลี้ยงดูเธอมาเพียงลำพัง แม่ไม่เคยบอกเล่าเรื่องราวของพ่อผู้ให้กำเนิดอย่างสินธุให้เธอได้รู้มากนัก 

นอกจากคำสั้นๆ ว่า "เขาเป็นคนไม่ดี"

จนกระทั่งวันที่แม่ล้มป่วยด้วยโรคร้ายแรง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

จดหมายจากตระกูลพิทักษ์ธารา ส่งมาถึงบ้านเล็กๆ ในชนบทของไทย พร้อมข้อเสนอการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดสำหรับแม่ แลกกับการที่เธอต้องแต่งงาน

“คุณสินธุต้องการตัวเธอ ให้มาแต่งงานกับลูกชายตระกูลวสุไกรเลิศ”

เสียงเย็นชาของแม่เลี้ยงสะท้อนอยู่ในความทรงจำ วันนั้นศศิชาจำต้องยอมจำนน ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากยอมเป็นหมากตัวหนึ่ง เพื่อแลกกับลมหายใจของแม่บังเกิดเกล้า

เธอจำต้องทิ้งความฝัน ทิ้งชีวิตที่คุ้นเคย ก้าวขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ตระกูลพิทักษ์ธารา การจากลาแม่ที่โรงพยาบาลในวันนั้นยังคงเจ็บปวดอยู่ในใจ

ภาพใบหน้าซูบผอมของแม่ที่ยิ้มให้เธออย่างอ่อนแรงพร้อมกับคำพูดว่า

"แม่จะรอหนูจันทร์กลับมานะลูก"

เป็นเหมือนคำมั่นสัญญาที่ผูกมัดหัวใจของเธอไว้

และตอนนี้ เธอก็มาอยู่ที่นี่ ในห้องหอที่เยือกเย็นกับชายผู้ซึ่งเกลียดชังเธอราวกับเป็นตัวเชื้อโรค เขาคือเมฆา ศัตรูคนสำคัญของบิดา

เมฆาเชื่อว่าแม่ของเขา ถูกบิดาของเธอสังหาร การแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อความรัก แต่เพื่อยุติความบาดหมาง และเธอคือ "เมียบำเรอแค้น" ที่ถูกส่งมาให้เขาบั่นทอนหัวใจ

ศศิชาจ้องมองความมืดเบื้องหน้า ดวงตาที่บวมช้ำของเธอเต็มไปด้วยคราบน้ำตา เธอเอื้อมมือขึ้นกุมสร้อยคอที่แม่มอบให้ พลางกระซิบแผ่วเบาในความเงียบงัน

“ฉันจะต้องอดทน… ฉันจะต้องผ่านมันไปให้ได้”

เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

“ฉันจะรอดชีวิตจากที่นี่กลับไปหาแม่ให้ได้ ไม่ว่าต้องเจออะไร ฉันจะอดทนเพื่อแม่”

ร่างบางขดตัวแน่นขึ้นอีกเล็กน้อยบนพื้นห้องที่เย็นเฉียบ ความมุ่งมั่นนี้คือสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวเธอไว้ในตอนนี้

เป็นเหมือนแสงริบหรี่ในความมืดมิดที่โอบล้อมไว้ แต่ศศิชาจะไม่มีวันยอมแพ้ เพราะชีวิตของแม่ขึ้นอยู่กับเธอ

แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ อาบไล้ร่างบอบบางของศศิชา ที่นอนขดตัวอยู่บนพื้นอย่างเดียวดาย

เธอจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างไร ในกรงขังที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังเช่นนี้

และอะไรคือสิ่งที่รอคอยเธออยู่ ในวันพรุ่งนี้...

///

บทก่อนหน้า
บทถัดไป