บทที่ 3 ตอน หน้าที่ของสะใภ้

แสงแรกของวันใหม่เล็ดลอดผ่านผ้าม่านเเข้ามาในห้อง ศศิชาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาบวมช้ำจากค่ำคืนที่ผ่านมายังคงแสบระคาย

เธอขยับกายเล็กน้อย ความเมื่อยล้าจากการนอนบนพื้นแข็งๆ ทำให้รู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัว

เตียงนอนขนาดใหญ่กลางห้องยังคงมีร่างของเมฆาทอดกายอยู่ เขาหลับใหลอย่างสงบ ราวกับว่าเมื่อคืนนี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น 

ศศิชาจ้องมองแผ่นหลังกว้างของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนี หัวใจของเธอยังคงเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวเมื่อนึกถึงคำพูดเย็นชาของเขา

หญิงสาวพยุงตัวเองลุกขึ้นยืนช้าๆ พับผ้าห่มผืนบางที่เมฆาโยนให้ไว้อย่างเรียบร้อย เธอจัดการกับชุดเจ้าสาวที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ 

มองภาพตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง สะท้อนภาพหญิงสาวที่ผอมซูบ ดวงตาโรยรา 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก !

เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้ศศิชาสะดุ้ง เธอรีบเดินไปเปิดประตูอย่างระมัดระวัง 

เบื้องหน้าคือหญิงรับใช้สูงวัยคนหนึ่ง ใบหน้าเรียบเฉย แต่นัยน์ตาแข็งกร้าวบ่งบอกถึงความไม่เป็นมิตร นางคือสายใจหรือ ป้าสาย คนสนิทของนางพิไลผู้เป็นน้าและมารดาเลี้ยงของเมฆา

“คุณเมฆาตื่นหรือยังคะ” 

ป้าสายเอ่ยถาม ศศิชาสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงห่างเหินและไร้ความเคารพ 

“ยังไม่ตื่นค่ะ” 

ศศิชาตอบเสียงเบา เธอไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าอีกฝ่ายตรงๆ

ป้าสายพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะผลักประตูให้เปิดกว้างขึ้นเพื่อชะโงกหน้าเข้าไปมองภายในห้อง เมื่อเห็นเมฆายังคงอยู่บนเตียง เธอก็หันมามองศศิชาด้วยสายตาตำหนิ

“คุณผู้หญิงควรจะปรนนิบัติคุณเมฆา ให้ดีกว่านี้หน่อยนะคะ อย่าให้คนนอกเขาเอาไปนินทาได้” 

ป้าสายพูดอย่างเย็นชา พลางเอ่ยว่า

“ตามธรรมเนียมของตระกูลวสุไกรเลิศ ในตอนเช้านี้จะมีพิธียกน้ำชาให้พ่อแม่สามี คุณผู้หญิงโปรดเตรียมตัวให้พร้อม อีกสักครู่ฉันจะมาตามค่ะ”

“ค่ะ”

ศศิชารับคำ ป้าสายหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้หญิงสาวถอนหายใจเมื่อคิดว่า จะปลุกสามีให้ตื่นได้อย่างไรโดยที่ไม่ทำให้เขาหงุดหงิด

ศศิชาตัดสินใจอาบน้ำแล้วรีบเปลี่ยนเป็นชุดผ้าไหมสีชมพู จัดผมเผ้าให้เรียบร้อยที่สุด พยายามแต่งแต้มใบหน้าซีดเซียว ให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปข้างเตียงมองดูคนตัวโตที่ยังนอนหลับอยู่ 

ใบหน้ายามหลับของเมฆาดูน่ามอง เขานอนนิ่งลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ใบหน้าหล่อเหลา ราวกับดาราในซีรีส์ที่เธอชอบดู 

แต่เขาคนนี้ไม่ใช่ผู้ชายธรรมดาแต่เป็นทายาทมาเฟีย เขาเป็นจอมวายร้ายที่ดุและโหดเหี้ยม 

ศศิชานึกถึงถ้อยคำเย็นชาและแววตาคมดุ ที่จ้องมองเธอเมื่อคืน ความรู้สึกชื่นชมเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวขึ้นมา ขณะยื่นมือไปแตะแขนของเขาเบาๆ แล้วจะเขย่า

ทว่า... ไม่ทันจะออกแรงทำมากกว่านั้น หรือเปล่งเสียงร้องปลุก ร่างบอบบางของเธอก็ถูกคนที่คิดว่านอนหลับ กระชากเข้าหาตัวแล้วจับเธอกดลงบนเตียง พร้อมกับร่างหนาหนักที่ทับลงมา ทำให้หญิงสาวตกใจจนกรีดร้องออกมา

“อ๊ะ คุณเมฆา นี่ฉันเอง”

“ใครอนุญาตให้เธอแตะต้องฉัน”

เขาถามเสียงลอดไรฟัน ยื่นหน้าเขามาจนเกือบชิดใบหน้างาม ดวงตาคมกริบจดจ้องเธอด้วยแววตาวาววับ ราวกับเสือร้าย

“เช้าแล้ว ฉันต้องปลุกคุณไปยกน้ำชา”

ศศิชาตอบเสียงสั่น เบือนหน้าหลายสายตาน่ากลัวของเขา ร่างบางสั่นเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างงหนาหนักของเขาทำให้รู้สึกอึดอัด แต่ไม่กล้าผลักไสเขาออก 

“หึ นี่มันสายแล้ว ทำไมไม่ปลุกฉันให้เร็วกว่านี้ ไร้ประโยชน์”

เขาขยับตัวลุกออกจากตัวเธอแล้วลงไปยืนบนพื้น ก่อนจะหมุนกายเดินหนีเข้าไปในห้องน้ำ ครู่ต่อมาก็แต่งตัวในชุดสูทสากลสีดำสนิท ใบหน้าของเขาดูเรียบเฉยและเย็นชา

 “ยังไม่รีบตามมาอีก ผู้ใหญ่รออยู่”

เขาเดินนำออกไป โดยไม่สนใจว่าศศิชาจะเดินตามทันหรือไม่ หญิงสาวได้แต่เร่งฝีเท้าตามร่างสูงใหญ่ไป ในใจอดคิดไม่ได้ว่าเขาช่างเอาแต่ใจ และหาเรื่องเธอได้ตลอดเวลา 

ศศิชาเดินไปตามทางเดินโอ่อ่าในคฤหาสน์ตระกูลวสุไกรเลิศ ที่นี่กว้างขวางราวกับทางเดินในพระราชวัง พื้นหินอ่อนขัดมันสะท้อนเงาร่างของเธอ 

ผนังประดับด้วยภาพเขียนพู่กันจีนโบราณล้ำค่า และงานแกะสลักไม้เนื้อดีที่หาชมได้ยาก โคมไฟระย้าคริสตัลขนาดใหญ่ห้อยระย้าลงมาจากเพดานสูงตระหง่าน แสงไฟสีนวลขับให้คฤหาสน์แห่งนี้ดูมีมนต์ขลัง แต่กลับแฝงความรู้สึกเยือกเย็นเอาไว้

เธอเห็นเหล่าคนรับใช้ที่กำลังเดินไปมา สวมชุดยูนิฟอร์มสีน้ำเงินดูเรียบร้อย ใบหน้านิ่งเฉยไร้อารมณ์ ทุกคนหยุดชะงักยืนตัวตรงแล้วค้อมศีรษะทำความเคารพเมฆา 

ขณะแอบจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น บางคนก็แสดงออกถึงความรังเกียจอย่างเปิดเผย บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากบ้านเล็กๆ ในเมืองไทยราวฟ้ากับเหว

ศศิชาเดินตามเมฆามาถึงห้องโถงกลางที่กว้างขวาง และประดับประดาอย่างหรูหรา 

“ทำตัวให้ดีๆ อย่าสร้างปัญหาอะไรอีก” 

เมฆาขยับเข้ามายืนข้างๆ เธอ ขณะกระซิบเสียงต่ำกำชับเธอ ศศิชาพยักหน้ารับเดินตามเขาเข้าไปด้านใน

เมฆาไม่ได้มองหน้าเธออีก เขาเพียงแค่เดินนำเธอไปยังแท่นบูชาบรรพบุรุษขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง เบื้องหน้าแท่นบูชามีเก้าอี้ไม้แกะสลักสองตัวตั้งอยู่ 

ตัวหนึ่งมีชายสูงวัยร่างกำยำนั่งอยู่ นั่นคือ มนตรี บิดาของเมฆา  ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งประสบการณ์ แต่แววตายังคงคมกริบ 

และอีกตัวหนึ่งมีหญิงสาววัยกลางคนนั่งเคียงข้าง นางสวมชุดผ้าไหมสีเขียวหยก ใบหน้าสวยคม แต่แววตาดูเจ้าเล่ห์ นั่นคือ นางพิไลแม่เลี้ยงของเมฆา น้องสาวของมารดาผู้ล่วงลับของเขา

เมฆาและศศิชาคุกเข่าลงเบื้องหน้า หญิงรับใช้ถือถาดชาเข้ามาใกล้ ศศิชาใช้สองมือจับถ้วยชาอย่างประหม่า เธอรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาที่เธอ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป