บทที่ 6 ตอน บางสิ่งกระทบใจ
ตลอดช่วงบ่าย ศศิชาต้องทุ่มเทกับการจัดดอกไม้ในห้องรับแขกใหญ่
ห้องที่กว้างขวางและประดับประดาอย่างหรูหรานั้นเต็มไปด้วยแจกันขนาดใหญ่และดอกไม้นำเข้าหลากชนิด มือของเธอทั้งเมื่อยล้าและมีรอยหนามเกี่ยวเล็กน้อยจากการจับก้านกุหลาบหลายร้อยดอก
เหงื่อไหลซึมตามแผ่นหลัง แต่เธอก็พยายามจัดดอกไม้ให้ออกมาสวยงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายใต้สายตาจับจ้องของหญิงรับใช้บางคนที่เดินผ่านไปมา
เมื่อใกล้ค่ำ ศศิชากำลังนำแจกันดอกไม้สุดท้ายไปวางบนโต๊ะไม้เนื้อดี เธอเหลือบไปเห็นประตูห้องห้องหนึ่งที่เปิดแง้มอยู่ แสงไฟสลัวๆ ลอดออกมาจากข้างใน พร้อมกับเสียงเปียโนที่ดังแผ่วเบา
ศศิชาหยุดชะงัก เสียงดนตรีนั้นไพเราะและพลิ้วไหวอย่างน่าประหลาดใจ แตกต่างจากความเย็นชาที่เธอสัมผัสได้จากทุกสิ่งในคฤหาสน์แห่งนี้
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ศศิชาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ประตูบานนั้น เธอชะโงกหน้ามองเข้าไปในห้องที่กว้างขวางนั้น พบว่าเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน
และกลางห้องมีแกรนด์เปียโนสีดำขลับตั้งตระหง่าน แสงไฟจากโคมไฟตั้งพื้นส่องกระทบกับร่างของใครบางคนที่กำลังนั่งบรรเลงเปียโนอยู่
“คุณเมฆา ดีดเปียโนเป็นด้วยเหรอเนี่ย”
ศศิชาเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าคนที่กำลังเล่นเปียโนด้วยท่วงทำนองอันอ่อนโยนนั้นคือ เมฆา
ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูสงบ สายตาจับจ้องไปที่ปลายนิ้วที่กดลงบนคีย์บอร์ดอย่างเชื่องช้า แต่ทว่าเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก ท่วงทำนองที่ออกมาไม่ใช่เพลงที่เธอรู้จัก
แต่มันเป็นเพลงที่เศร้าสร้อย อ้างว้าง และแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดบางอย่าง ศศิชาไม่เคยเห็นเขาในมุมนี้มาก่อน
เขาดูแตกต่างจากจอมวายร้ายที่แสนเย็นชาที่เธอรู้จักราวกับเป็นคนละคน แววตาที่ปกติคมกริบและดุดัน ตอนนี้กลับฉายแววความอ่อนไหวและความโดดเดี่ยวออกมาอย่างชัดเจน
เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับถูกสะกดด้วยเสียงเพลงและภาพตรงหน้า หัวใจของศศิชาเต้นระรัวอย่างประหลาด ความรู้สึกสับสนถาโถมเข้ามา
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมชายที่แสนเกลียดชังเธอถึงได้มีมุมที่อ่อนโยนและเจ็บปวดเช่นนี้ มันเป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นด้านที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่แข็งกระด้างของเขา
จู่ๆ นิ้วมือของเมฆาก็หยุดชะงักลง เสียงเปียโนเงียบหายไปในทันที เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาทางประตูที่เปิดแง้มอยู่
ดวงตาคมกริบเหลือบมองมาที่ศศิชาที่กำลังยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น แววตาที่อ่อนไหวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเกรี้ยวกราดในพริบตา
“ทำอะไรอยู่ตรงนั้น”
เมฆาถามเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ศศิชาสะดุ้งสุดตัว เธอรีบก้มหน้าลง
“ฉัน ฉัน...แค่กำลังจะนำแจกันดอกไม้ไปเก็บค่ะ”
เธอแก้ตัวติดๆ ขัดๆ มือไม้สั่นไปหมด
เมฆาลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินตรงมาที่ประตู ดวงตาของเขาจ้องมองเธอด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“อย่าสอดรู้สอดเห็นเรื่องของฉันให้มากนัก”
เขากล่าวเสียงเย็นเยียบ ใบหน้าหล่อเหลาไร้อารมณ์ใดๆ นอกจากความดุดัน
“กลับไปที่ห้องของเธอได้แล้ว”
ศศิชารีบถอยหลังอย่างรวดเร็ว เธอโค้งคำนับเล็กน้อยแล้วหันหลังเดินจากไปทันที เธอรู้สึกสับสนกับสิ่งที่ได้เห็น
เมฆาที่บรรเลงเปียโนด้วยความรู้สึกเศร้าสร้อยคนนั้น คือใครกันแน่ และทำไมเขาถึงเก็บซ่อนด้านนี้เอาไว้ได้อย่างมิดชิด
///
ศศิชาเดินกลับมายังห้องนอนของเธอด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งและสับสนยิ่งกว่าเมื่อเช้า
แสงสลัวยามสนธยาอาบไล้ห้องให้ดูมืดมิดยิ่งขึ้น เธอทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นห้องมุมเดิมที่เย็นเฉียบ พิงแผ่นหลังกับผนัง ดวงตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นเพียงความมืดมิดของคฤหาสน์ตระกูลวสุไกรเลิศ
ความเจ็บปวดจากรอยหนามเกี่ยวบนมือยังคงแล่นริ้ว แต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกภายในที่ปั่นป่วน
เธอใช้เวลาทั้งวันกับการทำหน้าที่ที่ไม่คุ้นเคย ถูกตำหนิ ถูกกลั่นแกล้ง และต้องแบกรับสายตาดูถูกจากคนรอบข้าง แต่สิ่งที่ทำให้เธอสับสนที่สุดคือภาพของเมฆาในห้องสมุด
ภาพเขาที่ดูเศร้าสร้อย อ่อนไหว ราวกับไม่ใช่คนเดียวกันกับชายที่แสนเย็นชาและโหดเหี้ยมที่เธอมักเจอ
ศศิชาเอื้อมมือขึ้นกุมสร้อยคอที่แม่มอบให้ พลางหลับตาลง ภาพใบหน้าอันอ่อนโยนของแม่ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
"แม่จะรอหนูจันทร์กลับมานะลูก"
คำพูดนั้นยังคงก้องอยู่ในหูของเธอ เป็นเหมือนแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในความมืดมิดที่โอบล้อมอยู่รอบตัวเธอตอนนี้
"ฉันจะต้องอดทน... ฉันจะต้องผ่านมันไปให้ได้"
ศศิชาพึมพำกับตัวเอง เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
"ฉันจะรอดชีวิตจากที่นี่กลับไปหาแม่ให้ได้ ไม่ว่าต้องเจออะไร ฉันจะอดทนเพื่อแม่"
เธอเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความกลัวและความสับสน บัดนี้กลับมีแววความมุ่งมั่นฉายชัด แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับเมฆา หรือเหตุผลที่ทุกคนในบ้านนี้เกลียดชังเธอมากนัก แต่เธอก็รู้เพียงอย่างเดียวว่าเธอต้องแข็งแกร่ง ต้องอดทน เพื่อคนที่เธอรัก
เสียงประตูห้องเปิดออก ทำให้ศศิชาสะดุ้ง เมฆาเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีเรียบเฉยตามเคย เขามองมาที่เธอเพียงแวบเดียว ก่อนจะเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าและเลือกชุดนอนออกมา
“ยังไม่ไปอาบน้ำอีกเหรอ”
เมฆาถามเสียงเรียบ ขณะที่เขากำลังจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ
“เดี๋ยวฉันไปค่ะ” ศศิชาตอบทันที
เมฆาไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเดินเข้าห้องน้ำไป ทิ้งให้ศศิชาอยู่กับความคิดของตัวเอง
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้งหลังจากที่เมฆาเข้าห้องน้ำไป ศศิชารีบไปอาบน้ำแล้วพาตัวเองนอนขดตัวอยู่บนพื้น
ทว่าความสับสนและความกังวลในใจกลับไม่ยอมให้เธอหลับตาลง
///
