บทที่ 10 คนที่ไว้ใจที่สุด
ตอนที่ 10. คนที่ไว้ใจที่สุด
รถ SUV ทั้งสามคันแล่นฝ่าการจราจรยามค่ำคืนตอนที่ 10. อุดรอยรั่ว
เสียงระเบิดดังขึ้นกลางดึก ตู้ม! กระจกชั้นล่างของตึกแตกกระจาย สัญญาณเตือนภัยดังลั่น แม็กซ์เวลคว้าปืนทันที
“พวกมันมาแล้ว!”
ภาพจากกล้องวงจรปิดขึ้นบนจอ รถสีดำหลายคันจอดหน้าตึกชายติดอาวุธเต็มตัววิ่งเข้าอาคาร อองรีพูดทันที “อย่างน้อยสิบห้าคน”
วินเซนโซ่มองหน้าจอ แล้วพูดสั้น ๆ “ตำแหน่ง” แม็กซ์เวลยิ้มเย็น
“ผมจัดการเอง”
เสียงปืนดังสนั่นในโถงทางเดินของตึก ทีมของแม็กซ์เวลเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว หนึ่งคนยิงกดอีกสองคนคุมทางเดินกระสุนกระแทกผนังเศษปูนกระเด็น
ปัง! ปัง! แม็กซ์เวลยิงสวน ชายคนหนึ่งล้มลงทันทีศัตรูพยายามดันขึ้นลิฟต์แต่ทีมวินเซนโซ่ดักไว้แล้ว การยิงกินเวลาหลายนาทีก่อนที่เสียงปืนจะค่อย ๆ เงียบลง
ควันปืนลอยในอากาศ แม็กซ์เวลกดวิทยุ
“เคลียร์ชั้นล่าง”
แต่เขารู้ดี นี่ไม่ใช่การโจมตีธรรมดาพวกมันรู้ตำแหน่งเป๊ะแปลว่ามีคนในองค์กร ขายพวกเขาไปแล้วจริง ๆ
หลังการโจมตี เพนต์เฮาส์เงียบอีกครั้งทีมแพทย์กำลังดูอาการคนเจ็บ อองรีกำลังตรวจสอบข้อมูลที่รั่วแม็กซ์เวลยืนอยู่ใกล้หน้าต่าง สีหน้าของเขายังเดือดอยู่
“ผมจะหาตัวคนทรยศให้เจอ”
วินเซนโซ่ส่ายหัวเล็กน้อย “ไม่จำเป็น”
ทั้งสองคนหันมามอง วินเซนโซ่วางปืนลงบนโต๊ะแล้วพูดช้า ๆ
“ตอนนี้มันสายเกินไปแล้ว”
อองรีเข้าใจทันที ถ้าข้อมูลรั่วไปถึงริชชีตำแหน่งของพวกเขาจะถูกเปิดหมด เมืองนี้ไม่ใช่ฐานที่ปลอดภัยอีกต่อไป
วินเซนโซ่มองทุกคนในห้อง ก่อนจะพูดประโยคที่เปลี่ยนทุกอย่าง “เราจะออกจากยุโรป” แม็กซ์เวลขมวดคิ้ว
“คืนนี้เลย?”
วินเซนโซ่ตอบ “ใช่” เขาหันไปมองนาตาลี “ยิ่งเราอยู่ที่นี่นานเธอก็ยิ่งเสี่ยงตายมากขึ้น”
รุ่งเช้ามืด สนามบินส่วนตัวเงียบสนิทเครื่องบินเจ็ตสีดำจอดรออยู่บนรันเวย์ ลมหนาวพัดแรงทีมของวินเซนโซ่กำลังขนกระเป๋าอองรีตรวจเอกสารการบิน แม็กซ์เวลคุมพื้นที่ นาตาลียืนมองเครื่องบิน “เราจะไปไหน” วินเซนโซ่เดินมาหยุดข้างเธอเขามองฟ้าเช้าที่กำลังสว่าง
ก่อนจะตอบ
“ที่ที่เครือข่ายของริชชีอ่อนที่สุด”
เธอหันมามองเขา “ที่ไหน”
วินเซนโซ่พูดช้า ๆ “ประเทศไทย”
แม็กซ์เวลหัวเราะเบา ๆ จากด้านหลัง
“พวกมันคงไม่คิดว่าเราจะไปซ่อนตัวที่นั่น”
อองรีปิดแท็บเล็ต “และเรามีฐานเก่าอยู่ที่เอเชีย”
วินเซนโซ่หันกลับไปที่เครื่องบินก่อนจะพูดคำสั่งสุดท้าย
“ขึ้นเครื่อง”
เครื่องยนต์เริ่มคำราม ในขณะที่เครื่องบินเคลื่อนออกจากรันเวย์
ไม่มีใครรู้ว่าเกมระหว่างวินเซนโซ่กับอเลสซานโดร ริชชีกำลังจะย้ายสนามรบไปยังอีกทวีปหนึ่งและครั้งนี้มันจะอันตรายยิ่งกว่าเดิม.
กลางดึก
เครื่องบินเจ็ตสีดำค่อย ๆ ลดระดับลงผ่านเมฆแสงไฟของเมืองส่องขึ้นมาจากพื้นดินเหมือนทะเลดาว ไม่กี่นาทีต่อมาล้อเครื่องบินแตะรันเวย์
ครืดดด เครื่องบินส่วนตัวหยุดนิ่งบนลานจอดที่เงียบสงบสนามบินในยามดึกแทบไม่มีผู้คน
เสียงเครื่องยนต์ค่อย ๆ ดับลง ประตูเครื่องบินเปิดออก
ลมอุ่นชื้นของเอเชียพัดเข้ามาทันที วินเซนโซ่ก้าวลงจากเครื่องก่อนใครรองเท้าหนังแตะพื้นรันเวย์ เขาหยุดยืนครู่หนึ่งมองออกไปไกลเส้นขอบฟ้าของเมืองสว่างด้วยไฟนีออน ตึกสูงเรียงรายเหมือนป่าคอนกรีตอากาศร้อนกว่ายุโรปอย่างชัดเจน
แม็กซ์เวลเดินลงมาข้างหลังเขาปลดกระดุมเสื้อโค้ตทันที
“ให้ตาย…”
เขามองรอบสนามบิน “อากาศเหมือนอยู่ในเตาอบ”
อองรีเดินลงมาพร้อมแท็บเล็ตในมือ เขาเปิดแผนที่ทันที
“ทีมของเราที่เอเชียเตรียมรถไว้แล้ว”
นาตาลีลงจากเครื่องเป็นคนสุดท้ายเธอมองเมืองที่เธอเคยอาศัยอยู่ และจากมาไม่กี่ชั่วโมง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนเธอไม่ทันได้ตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ
ไฟนีออนสีแดง ฟ้า และม่วง สะท้อนบนถนนเปียกฝนมันต่างจากยุโรปโดยสิ้นเชิง แม็กซ์เวลมองรอบ ๆ อีกครั้งก่อนจะหันไปถามวินเซนโซ่
“ที่นี่ปลอดภัยจริงเหรอ บอส”
วินเซนโซ่ยังคงมองเมืองสายตาของเขาอ่านอะไรไม่ออกเขาตอบสั้น ๆ
“ไม่”
แม็กซ์เวลเลิกคิ้ว วินเซนโซ่ยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“แต่ที่นี่คือที่เดียวที่พวกมันคาดไม่ถึง”
อองรีพยักหน้า เครือข่ายของริชชีแข็งแกร่งในยุโรป อเมริกาตะวันออกกลาง แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อิทธิพลของเขายังไม่ลึกพอ อย่างน้อย ก็ยังไม่เร็วพอที่จะตามทัน เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นจากด้านนอก ไฟหน้ารถสามคู่ส่องเข้ามาในลานจอด
SUV สีดำสามคัน รถหยุดตรงหน้าชายไทยสองคนในชุดสูทลงจากรถ
พวกเขาก้มศีรษะเล็กน้อย “ยินดีต้อนรับครับ คุณวินเซนโซ่”
แม็กซ์เวลยิ้มบาง ๆ “ดูเหมือนบอสจะมีแฟนคลับทั่วโลก”
วินเซนโซ่ไม่ตอบเขาเดินไปที่รถคันแรก เขาก้าวเท้าออกมาได้ไม่กี่ก้าวเสียงของนาตาลีก็ดังจากด้านหลัง
“อ๊ะ” นาตาลีก้าวพลาดลื่นเกือบล้ม ดีที่ว่าวินเซนโซ่หันมาเจอเลยคว้าเอวบางของเธอเอาไว้แล้วดึงเธอมาอยู่ในอ้อมกอดของเขา แม็กซ์เวล และอองรี มองหน้ากันแล้วยิ้มกรุ้มกริ่มออกมา
“ขอโทษค่ะ คือว่าเท้าฉันยังไม่หายดี” นาตาลีพูดเพียงแค่นี้แต่วินเซนโซ่ไม่พูดอะไร เขาช้อนเธอขึ้นในท่าเจ้าสาว ก่อนจะพาเธอเดินไปที่รถ
ตัดภาพ
รถ SUV สีดำสามคันวิ่งออกจากสนามบินถนนกลางคืนของกรุงเทพเต็มไปด้วยแสงไฟป้ายไฟนีออน ร้านอาหาร มอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านไปมารถทั้งสามคันแล่นฝ่าการจราจรเข้าสู่ใจกลางเมือง
ของกรุงเทพ แสงไฟนีออนสะท้อนบนกระจกตึกสูงสองข้างทางมอเตอร์ไซค์วิ่งแทรกไปมาระหว่างรถ เสียงเมืองไม่เคยเงียบนาตาลีนั่งมองวิวผ่านกระจก เมืองนี้ต่างจากยุโรปอย่างสิ้นเชิง แต่แปลกที่มันทำให้เธอรู้สึกว่า…อาจจะปลอดภัยกว่าที่เดิม
ไม่นานนัก รถทั้งสามคันก็เลี้ยวเข้าสู่ถนนส่วนตัวของตึกสูงแห่งหนึ่งกลางใจเมืองตึกระฟ้ากระจกสะท้อนแสงไฟทั้งเมืองรถจอดที่ทางเข้าลานจอดส่วนตัว แม็กซ์เวลเงยหน้ามองตึก
“โอเค…นี่มันระดับมหาเศรษฐีแล้วนะ”
อองรีมองรอบ ๆ อย่างเงียบ ๆ ระบบรักษาความปลอดภัยของตึกแน่นหนาวินเซนโซ่ลงจากรถ เขาพูดสั้น ๆ
“ขึ้นไป”
ลิฟต์ส่วนตัวพาทุกคนขึ้นสู่ชั้นบนสุดเมื่อประตูเปิดภาพของ เพนต์เฮาส์หรูขนาดใหญ่ ก็ปรากฏขึ้นกระจกบานยักษ์เปิดมุมมองเมืองกรุงเทพทั้งเมือง แสงไฟส่องระยิบเหมือนทะเลดาวนาตาลีมองรอบห้องอย่างตกใจ
“นี่…ของนายเหรอ”
แม็กซ์เวลผิวปากเบา ๆ “ผมเริ่มชอบเมืองนี้แล้ว”
วินเซนโซ่ถอดเสื้อโค้ตวางบนโซฟา “พวกคุณพักที่นี่”
อองรีถามทันที “แล้วบ้านบอสล่ะ” วินเซนโซ่เงียบไปวินาทีหนึ่ง ก่อนจะตอบเรียบ ๆ
“ไม่ใช่ที่สำหรับปัญหา”
แม็กซ์เวลพยักหน้าเข้าใจ บ้านจริงของวินเซนโซ่ต้องเป็นสถานที่ที่เขา ปกป้องมากที่สุด ดังนั้น เขาจะไม่พาเรื่องวุ่นวายไปที่นั่น
วินเซนโซ่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกสายดังอยู่ไม่กี่ครั้ง
ปลายสายก็รับ
“ฮัลโหล?” เสียงผู้ชายวัยรุ่นดังขึ้น วินเซนโซ่พูดตรง ๆ
“วายุ” ปลายสายเงียบไปวินาทีหนึ่งก่อนเสียงนั้นจะเปลี่ยนเป็นตื่นตัวทันที
“พี่?”
“มาที่เพนต์เฮาส์”
“ตอนนี้?”
“ใช่” วายุถอนหายใจ
“พี่รู้ไหมว่าผมเปิดเทอมแล้ว และผมต้องไปเรียน มีเรียเช้า”
วินเซนโซ่ตอบสั้น ๆ
“มันสำคัญ” ปลายสายเงียบไปอีกครั้งก่อนจะตอบ
“โอเค ผมจะไป” สายถูกตัด
ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงลิฟต์เปิดดังขึ้นชายหนุ่มรูปร่างสูง ผมสีดำยุ่งเล็กน้อย เดินเข้ามาเขาใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ และสะพายกระเป๋าเป้ ดูเหมือนนักศึกษาวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่งแต่ดวงตาคมเหมือนวินเซนโซ่ไม่มีผิด
วายุ เวหานนท์ ลอว์ ทายาทมาเฟียลำดับที่ 2 นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ปี 4 เขาเดินเข้ามาในห้องก่อนจะพูดทันที
“กลับมาแล้วทำไมไม่กลับบ้าน แล้วพี่เรียกผมกลางดึกแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องโลกแตก ผมจะ...”
คำพูดเขาหยุดกลางประโยค เพราะเขาเห็นคนแปลกหน้าเต็มห้องแม็กซ์เวลยกมือทัก
“ไง น้องชายบอส”
วายุขมวดคิ้ว “นี่ใครกัน”
วินเซนโซ่พูดสั้น ๆ “ลูกน้องในทีม” แล้วเขามองไปที่นาตาลี
“และนี่” นาตาลียืนขึ้นเล็กน้อย วายุหันไปมองเธอเธอเองก็มองเขาวินเซนโซ่พูดต่อ
“นาตาลี” วายุยิ่งงงกว่าเดิม
“โอเค…แล้ว? สำคัญยังไง เกี่ยวอะไรกับผมอย่าบอกนะว่านี่คือพี่สะใภ้” วายุพูดเองเออเองแต่นั่นก็ทำให้แม็กซ์เวล และอองรียิ้มตาม
“สวัสดีครับพี่สะใภ้ ผมวายุครับ” วายุรีบแนะนำตัว ก่อนที่นาตาลีจะรีบหยุดความคิดของเขา
“ไม่ใช่ค่ะน้องวายุ เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันค่ะ” นาตาลีโบกไม้โบกมือพันกันวุ่นวายไปหมด
“หือ ไม่ใช่ตอนนี้อนาคตก็คงใช่ เพราะพี่ผมไม่เคยพาผู้หญิงที่ไหนมาอยู่ข้างกายแบบนี้” วายุพูดทีเล่นทีจริง
วินเซนโซ่เดินเข้ามาใกล้ก่อนจะพูดประโยคเดียว
“หุบปาก ต่อไปนายจะดูแลเธอ”
วายุแทบสำลัก
“อะไรนะ?”
เขาชี้ตัวเอง “ผมเนี่ยนะ”
แม็กซ์เวลหัวเราะเบา ๆ วายุหันไปหาพี่ชายทันที
“พี่จะให้ผมดูแลเธอยังไง ผมต้องเรียนหนังสือนะ! แล้วนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่...”
วินเซนโซ่ตอบทันที “นั่นแหละที่ต้องดูแล ไม่ได้ทำอะไรมากเลย”
วายุขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม “หมายความว่าไง”
วินเซนโซ่มองนาตาลี ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ทั้งสองคนหยุดนิ่ง
“ต่อจากนี้” เขาพูดช้า ๆ
“นาตาลีจะไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยของนาย”
เงียบ ทั้งห้องเงียบสนิท วายุหันไปมองนาตาลีนาตาลีก็มองเขากลับ
ทั้งสองพูดพร้อมกัน
“อะไรนะ!?”
หลังจากประโยคช็อกนั้น บรรยากาศในเพนต์เฮาส์ก็เงียบลงทันที วายุยังคงยืนอึ้ง สายตาสลับมองระหว่างพี่ชายกับนาตาลีเขาเหมือนกำลังพยายามประมวลผลทุกอย่างที่เพิ่งได้ยิน
วินเซนโซ่มองน้องชายครู่หนึ่งก่อนจะพูดสั้น ๆ
“วายุ…ตามฉันมา” เขาเดินไปทางห้องทำงานวายุถอนหายใจแรงก่อนจะเดินตามไปประตูห้องปิดลงภายในห้องทำงานแสงไฟสลัว กระจกบานใหญ่เผยให้เห็นวิวเมืองกรุงเทพที่ยังไม่หลับวายุทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา
“โอเค…พี่เริ่มอธิบายได้แล้ว”
วินเซนโซ่ยืนพิงโต๊ะ หยิบแก้ววิสกี้ขึ้นมาแต่ไม่ได้ดื่มเขาพูดช้า ๆ
“นาตาลีตกอยู่ในอันตราย”
วายุขมวดคิ้ว “อันนี้ผมเดาได้” เขาชี้ไปทางประตู
“แต่พี่จะให้เธอไปเป็นอาจารย์ที่มหาลัยผมเนี่ยนะ?”
“ใช่”
วายุทำหน้าเหมือนจะปวดหัว “พี่…ถ้าพวกที่ตามฆ่าเธอรู้ว่าเธออยู่ที่ไหนล่ะ”
วินเซนโซ่ตอบเรียบ ๆ “มันจะไม่รู้”
วายุจ้องพี่ชาย “แล้วเรื่องข้อมูลอะไรนั่น…แฟลชไดรฟ์อะไรนั่น”
เขาพูดตรง ๆ “ก็แค่ให้มันไปไม่จบเหรอ”
วินเซนโซ่นิ่ง วายุยักไหล่ “เอาของให้พวกมันก็จบ”
วินเซนโซ่ยกสายตาขึ้นมองน้องชาย แววตาเย็นลงเล็กน้อย
“ไม่ได้”
วายุขมวดคิ้ว “ทำไม ทำไมทุกอย่าง่มันดูซับซ้อนจัง”
วินเซนโซ่ตอบช้า ๆ “มันเกี่ยวกับพ่อ”
วายุชะงัก เขานั่งตัวตรงทันที “ยังไง” วินเซนโซ่เงียบไปครู่หนึ่ง
เหมือนกำลังเลือกคำพูด ก่อนจะถามกลับ
“นายจำตอนนั้นได้ไหม” วายุขมวดคิ้ว
“ตอนไหน” วินเซนโซ่มองออกไปที่เมืองเสียงของเขาต่ำลง
“ตอนที่พ่อถูกยิง” วายุเงียบ ภาพในอดีตเหมือนถูกดึงกลับมาบ้านที่เต็มไปด้วยเสียงปืนเลือดบนพื้นเสียงคนตะโกนเสียงไซเรน เขากำหมัดแน่น
“จำได้ ตอนนั้นถึงผมจะยังเด็กแต่ผมก็จำมันได้ดี”
วินเซนโซ่พูดต่อ “พ่อเกือบตายวันนั้น”
วายุพยักหน้า “ใช่”
วินเซนโซ่หันกลับมามองเขาก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้วายุหยุดหายใจไปชั่ววินาที
“คนที่ยิงพ่อ”
เขาพูดช้า ๆ “คือพ่อของนาตาลี”
เงียบ วายุเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่เขาจ้องพี่ชายอย่างไม่อยากเชื่อ
