บทที่ 2 เพนท์เฮาส์ของนักล่า
ตอนที่ 2.เพนต์เฮาส์ของนักล่า
ประตูลิฟต์ส่วนตัวเปิดออกช้า ๆ สายลมจากระเบียงกระจกบานใหญ่พัดม่านสีเทาเข้มให้พลิ้วไหว เบื้องล่างคือวิวอ่าววิกตอเรียของ Hong Kong ที่สวยราวกับโปสการ์ดแต่สำหรับนาตาลี…มันคือนรกในใจของเธอในตอนนี้
“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ” เธอร้องทั้งที่เธอกำลังถูกชายหนุ่มที่ไหนก็ไม่รู้จับเธออุ้มพาดบ่า ก่อนหน้านั้นลูกน้องของเขาอุ้มเธอแต่เธอกัดที่ไหล่ทำให้เขาโมโหและอุ้มเธอเอาไว้ก่อนจะขู่เธอว่า
“หากกัดหรือทำอะไรที่ทำให้เกิดเรื่อง สาบานได้เลยว่าลูกน้องฉันทุกคนได้เป็นผัวคืนเดียวของเธอแน่” และนั่นทำให้เธอหยุดทุกอย่างเพราะความกลัว และต้องทนเพื่อจะหาทางเอาชีวิตรอดให้ได้
เมื่อเข้ามในห้องเธอถูกปล่อยตัวลงบนโซฟาหนังสีดำ
“นี่มันผิดกฎหมาย” เสียงเธอสั่นแต่สายตาแข็งกร้าว ก่อนที่เธอจะพูดต่อ
“คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้”
วินเซนโซ่ถอดสูทออกอย่างไม่รีบร้อน เขาโยนสูทไปที่เธอนาตาลีทำให้เสื้อของเขาคลุมหน้าเธอไว้ นาตาลีรีบดึงเสื้อออกด้วยความรังเกียจเป็นอย่างมาก
“กฎหมาย?” เขาหัวเราะเบา ๆ “เธอคิดว่าคนอย่างฉันกลัวอะไรแบบนั้น?” เขาเลิ่กคิ้วและถามอย่างเยาะเย้ยในคำพูดของเธอ
“ฉันไม่ได้ทำอะไรกับคุณ ทำไมคุณต้องทำแบบนี้กับฉันด้วย ปล่อยฉันไปเถอะได้โปรด” คำพูดนั้นทำให้เขาหยุดนิ่ง เงียบไปครู่หนึ่งแล้วเขาเดินเข้ามาใกล้ ใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นบุหรี่จาง ๆ
“ใช่เธอไม่ได้ทำ แต่พ่อเธอทำ !! สายเลือดเดียวกันย่อมแทนกันได้ ไม่ได้ยินเหรอตัวตายตัวแทน”
เธอเงยหน้าขึ้นสบตา ไม่มีการหลบ ไม่มีน้ำตา
“ฉันไม่ใช่พ่อ ถ้าอยากแก้แค้นไม่ว่าด้วยเรื่องอะไร ไม่ว่าพ่อฉันจะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์นายก็ตามไปคิดบัญชีกับเขาสิ ไม่ใช่มาคิดกับฉัน”
คำตอบนั้นทำให้แววตาเขาไหววูบและทันใดนั้น...
ภาพในอดีตหวนคืนมาอีกครั้ง
เสียงปืนดังสนั่น เด็กหนุ่มวัยสิบแปดยืนตัวแข็งอยู่กลางโกดังเก่า เลือดกระเซ็นใส่ใบหน้า ชายที่เขาเรียกว่า “พ่อ” ทรุดลงต่อหน้า ดวงตาค่อย ๆ เลือนลาง
อีกฟากหนึ่งของโกดัง เพื่อนสนิทที่เคยนั่งกินข้าวด้วยกันทุกอาทิตย์ ถือปืนอยู่ในมือ “มันเป็นเรื่องธุรกิจ”
เสียงนั้นเย็นชากระสุนนัดสุดท้ายถูกยิงซ้ำเลือดสาดกระเซ็นเต็มพื้นซีเมนต์ วินเซนโซ่ในวัยเด็กคุกเข่าลงมือสั่นเทาโอบร่างไร้ลมหายใจไว้แน่น
“ไม่นะพ่อ !! พ่อฟื้นมาสิครับ อย่าเป็นอะไรไปนะครับพ่อ !!”
ตั้งแต่วินาทีนั้น เขาไม่มีคำว่าให้อภัยอีกต่อไป
ปัจจุบัน
วินเซนโซ่ผละออกจากภาพในหัว กำมือแน่นจนเส้นเลือดปูด
“เธอจะอยู่ที่นี่” เขาพูดเสียงเรียบ “จนกว่าฉันจะได้สิ่งที่ต้องการ” วินเซนโซ่พูดและหันหลังเพื่อจะออกไปจากห้อง แต่เขาต้องหยุดอยู่ตรงนั้น เมื่อนาตาลีพูดขึ้นมา
“ถ้าฉันไม่ยอมล่ะ?” คำถามนั้นทำให้เขาเลิกคิ้ว แล้วหันหน้ากลับมาอีกครั้ง นาตาลีลุกขึ้นยืนแม้ตัวจะเล็กกว่า แต่สายตาไม่ยอมแพ้
“ฉันจะไม่ร้องขอความสงสารจากคุณ ถ้าคุณจะใช้ฉันแก้แค้น ก็ทำไปแต่ฉันจะไม่ทำตัวเหมือนเหยื่อ”
เงียบ ความเงียบที่ตึงเครียดเหมือนลวดสลิงกำลังจะขาดแล้วมุมปากเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่รอยยิ้มอ่อนโยน แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่เจอคู่ต่อกร
“ดี” เขาพึมพำ “
ฉันเกลียดผู้หญิงที่ร้องไห้” เขาเดินผ่านเธอไปที่ประตูห้องก่อนจะหยุดแล้วพูดโดยไม่หันกลับมา
“แต่จำไว้นะนาตาลี… ในเกมนี้ ฉันคือคนกำหนดกติกา เธอไปได้ถ้าเธออยากไป แต่อย่าลืมสิว่าเธอยังมี แม่ ชิปปี้ และคนของบ้านอิทธิธนัลกุล อีกกี่ชีวิต กล้าแลกก็เดินออกไปจากที่นี่ได้เลย ”
ประตูปิดดังปัง !!
นาตาลียืนสั่นอยู่กลางเพนต์เฮาส์หรู เธอสูดหายใจลึกก่อนจะมองไปรอบห้อง ก่อนจะเดินไปที่ระเบียงก็เห็นว่าบริเวณโดยรอบนั้นมีบอดีการ์ดยืนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละจุดน่าจะไม่ต่ำกว่า3-4 คน
แต่สิ่งที่ทำให้เธอต้องหยุดการกระทำทุกอย่างนั่นก็คือ ครอบครัวของเธอ เขาเอาครอบครัวของเธอมาขู่เธอ
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน พ่อไปสร้างศัตรูไว้ที่ไหนเยอะแยกกันเนี่ย” นาตาลีทรุดตัวนั่งที่โซฟา ก่อนจะยกมือมาปิดหน้าทั้งสองมือ เหมือนคนที่กำลังคิดหนัก และปลงไม่ตก เส้นทางต่อจากนี้เธอจะทำยังไง
“ฉันต้องเลือกเสีสละตัวเองเพื่อคนในครอบครัวอย่างนั้นเหรอ? แล้วหมอนั่นจะฆ่าฉันจนตายไหม?”
