บทที่ 2 บังเอิญได้ยิน
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้
พิธีจบการศึกษาโซนคณะออกแบบแฟชั่น งานแฟชั่นโชว์สำหรับนิสิตปี 3-4 มหาวิทยาลัย Art & Fashion Wang Cheng ฮ่องกง
เป็นประจำทุกปลายปีที่ทางมหาวิทยาลัยจะมีการจัดงานเพื่อให้นักศึกษาได้ทำการโชว์ฝีมือของตัวเอง และเป็นการประกาศกลายๆ ว่ากลุ่มคนเหล่านี้นั้นมีของพร้อมที่จะออกไปเฉิดฉายอยู่ในตลาดแฟชั่น แต่ก็มีบางคนที่ความสามารถโดดเด่น เข้าตากรรมการจนมีแบรนด์ดังเข้ามาจองตัวตั้งแต่สมัยเรียน หรือบางคนก็พ่อแม่ทุนหนา เปิดแบรนด์เป็นของตัวเองตั้งแต่เริ่มเรียนเลยก็มี
และฉัน ตติญา วีรวรวรรณ นักศึกษาสาวจากประเทศไทยสาขาวิชาออกแบบแฟชั่น ซึ่งกำลังจะเรียนจบจากที่แห่งนี้ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ทางมหาวิทยาลัยได้จัดงานโดยการเช่าเรือสำราญขนาดใหญ่ที่จุคนได้หลักพันคน เพื่อพานักศึกษาในมหาวิทยาลัยรวมทั้งผู้ปกครองและแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมการชมนิทรรศการศิลปะแบบครบวงจรกันที่นี่
ถ้ามีคนถามว่าแค่นักศึกษาเรียนจบต้องจัดใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ มหา’ลัยเอางบมาจากไหน ฉันก็อยากจะบอกว่าครึ่งหนึ่งเป็นงบของมหาวิทยาลัย ส่วนอีกครึ่งเป็นของนักศึกษาออกเองซึ่งก็ต้องขอบอกว่า หนักอยู่!
แต่ช่างเรื่องนั้นเถอะ ตอนนี้การจบการศึกษามารออยู่ตรงหน้าแล้ว ฉันจะแคร์เรื่องนั้นไปทำไมกัน เงินก็ไม่ใช่เงินของฉันซะหน่อย
“คนเยอะเหมือนกันนะเนี่ย”
ระหว่างที่ฉันกำลังแต่งตัวให้นางแบบของตัวเองอยู่นั้น เสียงของ เคทลิน เพื่อนสาวลูกครึ่งฮ่องกง-อิตาลีแต่ว่าพูดไทยคล่องปรื๋อก็ได้ดังขึ้น เนื่องจากที่นี่นั้นเป็นมหาวิทยาลัยศิลปะนานาชาติเลยมีนักศึกษาจากหลากหลายประเทศเข้ามาเรียน แม้ว่าชื่อเสียงจะไม่ดังเท่ามหาวิทยาลัยแฟชั่นในญี่ปุ่นหรืออเมริกาแต่ฉันก็เลือกที่นี่เพราะอาหารการกินค่อนข้างจะคุ้นปากเสมือนอยู่บ้าน
ส่วนยัยเคท เจ้าหล่อนบ้านอยู่ห่างจากมหา’ลัยแค่สามร้อยเมตร เข้ามาเรียนที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรจากอยู่บ้านเท่าไร
“อย่าตื่นเต้นไปเลยน่า เอาไว้แกได้ไปปารีสชั่นวีก ถึงตอนนั้นค่อยตื่นเต้น”
ระหว่างพูดฉันก็ใช้สัญญาณมือบอกให้นางแบบหมุนตัวไปด้วย ชุดที่จะใส่ขึ้นโชว์ในวันนี้เป็นงานออกแบบตลอดปีการศึกษาของฉัน ที่น่าภูมิใจที่สุดคือมันได้รับการคัดเลือกให้เป็นฟินาเล่ของโชว์ในวันนี้ด้วย นั่นหมายความว่าฉันจะต้องโดดเด่นมากที่สุดไม่แพ้นางแบบที่กำลังสวมชุดอยู่ นี่เป็นกระโปรงฟูฟ่องที่ดูแล้วเหมือนกำลังเดินอยู่บนเมฆ เกาะอกเป็นผ้าแก้วที่รีดอัดกลีบยับๆ ดูแล้วคล้ายกับคลื่นทะเล ฉันใช้เวลาอัดกลีบด้วยมือประมาณอาทิตย์หนึ่งได้ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจที่สุดของฉันเลย
“แกมีความฝันที่ยิ่งใหญ่แบบนั้นก็ดีแล้ว ฉันเองจบไปไม่รู้เลยว่าอยากทำงานด้านแฟชั่นไหม ไม่แน่ว่าอาจจะไปเป็นสาวออฟฟิศที่ไหนสักที่”
เธอทำหน้าเซ็งๆ แล้วเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ ระหว่างนั้นก็เติมหน้าทาปากไปเรื่อยๆ เพราะนางแบบของเคทแต่งตัวกันเสร็จหมดแล้ว
“สาวออฟฟิศก็ไม่แย่นะ แต่ว่าตอนนี้จ้องชุดจนเวียนหัวหมดแล้วอะ ขอไปสูดอากาศแป๊บหนึ่งนะ”
ฉันตรวจความเรียบร้อยของชุดเสร็จก็ต้องขอตัวออกมาจากตรงนั้นครู่หนึ่ง ยอมรับว่าวันนี้ตื่นเต้นจนไม่เป็นตัวเองเลย และด้วยความที่เป็นงานเลี้ยงบนเรือ เวลาที่เรือแล่นออกไปมีการโคลงเคลงเบาๆ อยู่ตลอด วัยรุ่นเมาเรืออย่างฉันเลยต้องออกมาสูดอากาศเพราะยาแก้เมายังเอาไม่อยู่
“เฮ้อ ค่อยยังชั่ว”
วิวของทะเลฮ่องกงยามค่ำคืนนั้นไม่ได้ต่างอะไรจากประเทศไทยมากนักหรอก แต่ตรงที่ฉันยืนอยู่ทำให้มันมีเสน่ห์มากกว่าที่เคย ก็เพราะบนฝั่งนั้นมีภาพของตึกมากมายที่เหมือนไม่เคยหลับใหล ไฟหลากหลายสีสันสะท้อนกระทบกับผืนน้ำเป็นภาพสวยงามแปลกตา มันทำให้ฉันคิดไปถึงเมืองที่ไม่เคยหลับใหลอย่างกรุงเทพฯ เลย
คงจะดีนะ ถ้าเกิดว่ากลับไปแล้วฉันจะยังมีโอกาสได้มองวิวสวยๆ แบบนี้ ใส่ชุดที่ฟูฟ่องเหมือนกับเจ้าหญิงในนิทาน สูดกลิ่นทะเลผสมกลิ่นคาวเลือด...
กลิ่นคาวเลือด อะไรนะ?
แกรก!
เสียงดังจากอีกฟากของระเบียงเรือที่แสนคับแคบทำให้ฉันสะดุ้งจนก้าวถอยหลังอัตโนมัติบวกกับกลิ่นคาวคลุ้งที่เข้ามาเตะจมูก ในช่วงนี้ที่ฉันจมูกไวต่อกลิ่นมากกว่าปกติเนื่องจากใกล้ประจำเดือนมามันทำให้อาการเมาเรือที่เพิ่งหายไปแทบจะกลับมาอีกครั้ง
“บอสเข้าไปเถอะครับ ตรงนี้พวกเราจัดการให้เอง”
เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นจากตรงนั้น ยิ่งทำให้เท้าของฉันถอยหลังมากกว่าเดิม กระทั่งหลังชนเข้ากับผนังเรืออันแสนเย็นเฉียบ แต่ก็ต้องหยุดอยู่แค่นั้นเพราะไม่มีที่ให้ถอยอีกแล้ว
ตรงนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วกลิ่นเลือดนี่มันอะไรกัน
“มึงคิดว่าตัวเองมาขวางแผนของกูได้แล้วจะช่วยคนรักของมึงได้งั้นสิ? เหอะ อ่อนหัด”
“กูก็ไม่คิดเหมือนกันนะว่าจะได้มาเจอเพื่อนเก่าที่นี่ ว่าแต่ช่วงนี้พูดไทยชัดดีนี่ สงสัยเหมือนกันว่ามึงวางแผนจะทำอย่างนี้มานานแค่ไหนแล้ว”
ฉันเองก็เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่าพวกนั้นคุยกันด้วยภาษาไทย! ถึงแม้ว่าฝั่งหนึ่งจะพูดแปร่งๆ แบบชาวต่างชาติก็เถอะ แต่อีกคนนี่พูดชัดมากๆ ไม่น่าเลยฉัน ทำไมต้องเกิดเรื่องขึ้นในภาษาที่ฉันฟังรู้เรื่องด้วย พวกเขากำลังทะเลาะกันแล้วมีคนเลือดตกยางออก ฉันเข้าใจไม่ผิดใช่ไหม ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันก็ไม่ควรอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรก รีบหาทางหนีไปจะดีกว่า
ในหัวจินตนาการถึงเรื่องเลวร้ายมากมายที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ หรือที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าฉัน หัวใจมันก็เต้นรัวจนห้ามเอาไว้ไม่อยู่ เหงื่อก็แตกพลั่กทั้งที่อากาศเย็นจะตายชัก
ฉันคงไม่ตายในวันจบการศึกษาของตัวเองหรอกใช่ไหม?
“ไม่แปลกใจสักนิดเลยเหรอ เพื่อนเก่าที่มึงทิ้งให้ตายคนนั้นทำไมมาอยู่นี่ได้”
คำนี้เขาพูดออกมาเป็นภาษาจีน และฉันเรียนที่นี่มากว่าสี่ปีก็ดันฟังออกทุกคำเสียด้วย เรื่องนี้มันน่ากลัวจนฉันขนลุกซู่ไปหมด นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย ฉันได้แต่ภาวนาให้เรื่องนี้มันไม่จริง ให้มันเป็นแค่การซ้อมบทละครของเด็กนิเทศก็เท่านั้น
“คนอย่างมึงมันตายยาก ขนาดกองไฟยังเอามึงไปไม่ได้ นรกคงไม่ต้อนรับแล้วสิ” ส่วนคนนี้ตอบกลับเป็นภาษาไทย เป็นการคุยกันที่คนฟังออกสองภาษาอย่างฉันรู้สึกว่าสับสนสิ้นดี
“แย่จังนะ กูคิดว่าตอนนั้นมึงทำผิดต่อพวกกูเลยจะมาถามเอาคำขอโทษ แต่ดูจากหน้ามึงแล้วคงไม่สำนึก”
“ขอโทษ...เรื่องอะไรวะ เรื่องที่มึงทำพลาดแล้วเกือบทำให้ตัวเองตายเหรอ?”
อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง แต่ฉันกลับรู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่ลอยมาตามลม ในอกของฉันมันปั่นป่วนเหมือนกับว่า...สายตาอาฆาตพวกนั้นกำลังจ้องฉันอยู่
“ก็ถ้ามึงจำไม่ได้ งั้นกูเอาสิ่งที่แฟนกูโดนไปลงกับคนรักของมึงดีไหม? ใครน้า...ยัยคนสวยๆ ที่มาจากมูลนิธิคนนั้นหรือเปล่า”
“ถ้ามึงกล้าแตะจันทร์จ๋า กูไม่เอามึงไว้แน่!!”
คราวนี้คนไทยคนนั้นถึงกับตะโกนขึ้นมาด้วยความเดือดดาล ฉันที่เห็นท่าไม่ดีเริ่มมองหาทางหนีทีไล่ แต่ตอนนี้ซ้ายมือของฉันคือด้านข้างเรือซึ่งไม่มีที่ให้เดินต่อแล้ว เนื่องจากเป็นจุดของหน้าต่างห้องพักจึงไม่มีระเบียงยื่นออกมา ส่วนขวามือนั้นคือทางเดินที่ฉันใช้เดินมาซึ่งทางเข้าไปข้างในเองก็เหมือนจะต้องผ่านตรงนั้นไปด้วย
“มีคนแอบดูครับบอส”
ทันใดนั้นเสียงของชายอีกคนก็ดังขึ้น คำพูดนั้นฉันได้ยินชัดเต็มสองหู ทำให้ต้องขนลุกซู่ขึ้นมาอีกครั้ง
ตายโหง!
“เก็บมัน ส่วนไอ้หมอนี่...”
เดี๋ยวๆๆ เก็บมันที่ว่าหมายถึงอะไร เก็บฉันเหรอ หรือว่ามันไหน ได้โปรดระบุชื่อด้วยไม่อย่างนั้นฉันไม่รับนะ กรี๊ด!
“ทำไม มึงจะทำไมกู มึงติดค้างกูไอ้คามินทร์ มึงกล้าฆ่ากูลงเหรอ?” คำพูดของหนุ่มจีนทำให้บรรยากาศตรงนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่คนสั่งเก็บ มัน คนนั้นจะตอบกลับ
“ปล่อยมันไป แล้วส่งคนไปคุ้มกันจันทร์จ๋าด้วย”
“รับทราบครับ”
เอาแล้วไง
เสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้หัวใจของฉันเต้นเร็วขึ้น ฉันยังไม่อยากตายตอนนี้ ฉันเพิ่งจะอายุ 22 ยังเรียนไม่ทันจบด้วยซ้ำ ฉันอยากเป็นแฟชั่นดิไซเนอร์ อยากโลดแล่นในวงการแฟชั่น ไม่อยากมากลายเป็นศพนอนก้นทะเลตอนนี้
สายตาของฉันมองซ้ายแลขวาเพื่อหาทางรอด ตอนนี้รอบตัวฉันไม่มีอะไรที่พอจะหลบหรือเป็นอาวุธเลย คาดว่าพวกอุปกรณ์บนเรือที่เกะกะคงถูกเคลียร์ออกไปก่อนงานเริ่มจนหมดแล้ว และด้วยความที่งานจัดบริเวณชั้นล่าง ทำให้ตรงนี้ไม่มีคนหรือแม้แต่แสงไฟ
แต่พวกนั้นก็ไม่ได้ให้เวลาฉันคิดนานนัก เสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาบีบให้ฉันต้องตัดสินใจอย่างเร็วที่สุด มองซ้าย แลขวา แล้วก็ชะโงกหน้าไปมองด้านข้างตัวเรือซึ่งมีไฟออกมาจากภายในห้องที่เปิดหน้าต่างเอาไว้อยู่ ดูจากระยะที่ราวเหล็กนี่ตั้งอยู่กับหน้าต่างห่างประมาณสองเมตรครึ่งได้ แม้ว่าฉันจะเป็นคนแขนขาสั้นด้วยความสูงที่ไม่ถึง 160 เซนติเมตร แต่ด้านบนก็มีราวเล็กๆ ให้พอจับและโหนตัวไปตรงนั้นได้อยู่
จากสถานการณ์ตรงหน้าฉันไม่มีเวลาให้ตัดสินใจด้วยซ้ำ เท้าก้าวขึ้นไปบนราวระเบียงได้ก็เอื้อมมือไปจับราวด้านบนและโหนตัวออกไปในทันที
“ไม่มีว่ะ ไปไหนแล้ววะ”
เป็นจังหวะเดียวกับที่พวกนั้นมาถึงตรงที่ฉันอยู่ แค่นี้ก็ถือว่ารอดไปได้อย่างหวุดหวิด ทว่าตอนนี้ตัวฉันยังคงห้อยโตงเตงติดผนังเรืออยู่นั้นก็รู้สึกได้ถึงลมที่พัดผ่านหลังจนเสียววาบไปหมด เมื่อมองลงไปเบื้องล่างก็ถึงกับมือไม้อ่อน ภาพน้ำทะเลลึกทำให้ฉันกลัวจนแทบจะร่วงไปจากราวจับนี่อยู่แล้ว
แม่เจ้า หนีเสือปะจระเข้จริงๆ เลยฉัน ตอนนี้ไอ้พวกนั้นหาฉันไม่เจอเลยไม่ถูกเก็บแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะรอดจากการตกเรือตายนี่นา
แง พ่อจ๋าแม่จ๋า วันนี้ถ้าเกิดว่าหนูตายก็มารับหนูด้วยนะคะ พ่อกับแม่จงรู้ไว้ด้วยว่าลูกสาวของแม่มีโอกาสได้ตัดชุดที่สวยที่สุด แต่กลับไม่มีโอกาสได้เห็นมันเฉิดฉาย อย่างที่เขาว่างานของเราจะแมสก็ต่อเมื่อเราตายไปแล้ว นี่พระเจ้ากำลังจะยื่นโอกาสนั้นให้ฉันใช่ไหม
ฮือ ฉันยังไม่อยากตาย
