บทที่ 3 ชายในห้อง
เสียงหวูดเรือดังขึ้นพร้อมกับลมที่พัดมาอีกรอบหนึ่ง เล่นเอามือที่กำลังจับราวเอาไว้นั้นรีบกำแน่น ตัวฉันก็แค่นี้ แค่ลมพัดก็พร้อมที่จะปลิวออกทะเลไปแล้ว ฉันไม่ใช่พระมหาชนกนะที่จะหาน้ำมันมาทาตัวกินข้าวให้อิ่มแล้วจะพุ่งลงทะเลว่ายน้ำหนีไปได้ แต่ถึงอย่างนั้นจิตวิญญาณนักสู้ในตัวฉันก็บอกว่าอย่ายอมแพ้ ปลายเท้าที่สวมรองเท้าส้นสูงอยู่นั้นได้พยายามตะเกียกตะกายไปจนกระทั่งเหยียบขอบหน้าต่างห้องที่ใกล้ที่สุดจนได้
ระ...รอดแล้ว
ฉันไม่รอช้าขยับเข้าไปจนกระทั่งเท้าเหยียบตรงนั้นได้อย่างมั่นคงและมือก็จับด้านบนของหน้าต่างเอาไว้ได้ จึงปล่อยมือที่จับราวอยู่แล้วพาตัวเองมุดเข้าห้องนั้นไปอย่างรวดเร็ว
บุญบาปที่หน้าต่างนี้ดันอยู่ติดกับเตียงนอนพอดิบพอดี ทำให้ฉันไม่ต้องเจ็บตัวเพิ่มจากการที่หล่นลงมากระแทกพื้น ร่างของฉันนอนนิ่งอยู่กับที่นอนนิ่มๆ ของโรงแรมบนเรือแห่งนี้ ในขณะที่สายตาเอาแต่มองเพดานที่มีหลอดไฟกลมเสมือนดวงอาทิตย์แห่งความหวัง ความรู้สึกที่เหมือนได้เกิดใหม่ทำให้น้ำตาแห่งความดีใจค่อยๆ ไหลออกมาอย่างช้าๆ
นี่ฉัน...รอดแล้วใช่ไหม?
ทว่าความดีใจนั้นก็ไม่ได้อยู่กับฉันนานนัก
“เธอเป็นใคร?”
เสียงกระแอมของใครบางคนทำให้ฉันถึงกับสะดุ้ง รีบลุกขึ้นมาด้วยความลนลาน ในจังหวะนั้นเองที่มีคนเปิดประตูเข้าห้องมาพอดี เป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ผมสีเทาเข้มของเขารับกับใบหน้าคมและสายตาดุๆ ที่กำลังมองมานั่นได้เป็นอย่างดี ซ้ำเมื่อมองต่ำลงมา ชุดคลุมอาบน้ำสีดำสนิทซึ่งถูกผูกเชือกเอาไว้หลวมๆ ได้ร่นลงมาข้างหนึ่ง เผยรอยสักรูปมังกรของเขาที่เสริมให้ชายตรงหน้าดูน่าเกรงขามขึ้นเป็นเท่าตัว
แต่เอ๊ะ? ฉันจะมาพิจารณารูปร่างหน้าตาของเขาทำไมกันเนี่ย
“บุกเข้าห้องคนอื่นแล้วยังทำที่นอนเปื้อนอีก จะชดใช้ยังไง”
เสียงดุๆ ของเขาทำให้ฉันก้มลงไปมองที่ชุดของตัวเอง แล้วก็ต้องตาเบิกโพลงยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าตอนนี้ทั้งตัวด้านหน้าของฉันมีฝุ่นสีดำติดอยู่ หนำซ้ำมันยังลามลงไปเลอะที่นอนสีขาวสะอาดนี่อีกด้วย
“ขะ...ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
ฉันกระวีกระวาดลงมาจากเตียงในทันที มือไม้พยายามปัดคราบฝุ่นออกจากผ้าห่มและผ้าปูที่นอนของเขา แต่เหมือนว่ายิ่งทำอย่างนั้นยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง
“คนไทย?”
คนตรงหน้าฉันพูดขึ้นมาสั้นๆ ทำให้มือที่กำลังปัดฝุ่นนั้นชะงักลง จะว่าไปตั้งแต่เมื่อกี้แล้วเขาก็พูดไทยกับฉันนี่นา เพราะความกลัวทำให้ฉันไม่ทันสังเกต ถึงแม้ว่าที่นี่นั้นจะมีนักศึกษาจากหลายสัญชาติมาเรียน แต่ดูจากอายุหน้าของเขา คงไม่ใช่นักศึกษาแน่ๆ หรือว่าจะเป็นผู้ปกครองของนักศึกษาคนอื่น
แต่ว่า ข้างนอกนั่นก็คนไทยไม่ใช่เหรอ ทำไมดวงของฉันมันช่างสมพงศ์กับคนจากบ้านเกิดขนาดนี้
“มองหน้าฉันทำไมอย่างนั้น?”
“ปะ เปล่าค่ะ” ในเมื่อเขาเป็นคนไทยก็คงจะพอพูดง่ายหน่อย ถึงหน้าตาท่าทางจะน่ากลัวไปบ้างก็เถอะ “คือว่า...เมื่อกี้มันเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย...”
“ก็เลยปีนเข้าห้องคนอื่น?”
“บอกแล้วไงคะว่าไม่ได้ตั้งใจ...”
“ถึงจะอย่างนั้นก็ช่างเถอะ รีบออกไปก่อนที่ฉันจะ...”
ยังไม่ทันที่บทสนทนาของเราจะได้ดำเนินต่อไป ทันใดนั้นเองก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นที่ข้างนอกพร้อมกับบทสนทนาแสนจะคุ้นหูพวกนั้น
“มันอยู่ในห้องไหนสักห้องนี่แหละ หามันให้เจอ”
ใครน่ะ คงไม่ได้หมายถึงฉันหรอกใช่ไหม เมื่อกี้พวกนั้นมองไม่เห็นฉันไม่ใช่เหรอ หรือว่าจะหาคนอื่น?
“มันรูปร่างเป็นยังไงครับ?” เสียงของชายอีกคนถามขึ้น ทำให้ฉันที่รอฟังพลอยใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ไปด้วย
ไม่ใช่ฉัน ขอให้ไม่ใช่ฉันทีเถอะ...
“ไม่เห็นหน้าหรอก แต่เห็นกระโปรงแวบๆ ตอนนี้คนอื่นอยู่ในงานกันหมด ส่งคนไปกั้นทางเข้าไว้ ใครอยู่ข้างนอกใส่กระโปรงฟูๆ จัดการให้หมด”
ตายโหง นั่นมันฉันเลยนี่นา...
สายตาของฉันมองไปยังชายหนุ่มตรงหน้าเชิงอ้อนวอน เขาได้ยินแล้วใช่ไหมว่าไอ้พวกข้างนอกนั่นมันตามหาตัวฉันอยู่ เขาคงไม่ได้ใจจืดใจดำถึงขั้นจะส่งฉันให้พวกนั้นหรอกใช่ไหม ถึงแม้ว่าฉันจะทำเรื่องน่าหงุดหงิดด้วยการทำห้องเขาเลอะฝุ่นก็เถอะ
“ไปหาตัวมันให้เจอ ไม่งั้นบอสเอาตายแน่”
สิ้นเสียงของคนข้างนอก ชายที่นั่งอยู่ตรงโซฟาก็จ้องหน้าฉันเขม็ง สายตานิ่งเรียบกำลังสะกดให้ขาฉันอ่อนแรงจนก้าวไม่ออก แต่สุดท้ายฉันก็ยังพาตัวเองไปนั่งอยู่ตรงหน้าเขาแล้วเอ่ยเสียงกระซิบ
“ขะ...ขอร้องล่ะค่ะ อย่าบอกพวกนั้นว่าฉันอยู่ในนี้นะ”
คิ้วเข้มเลิกขึ้นเชิงตั้งคำถาม เป็นจังหวะเดียวกับเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นพอดี
ก๊อก ก๊อก
หัวใจของฉันเต้นแรงเหมือนมีกลองนับพันรัวกระหน่ำอยู่ในนั้น ตอนนี้เหงื่อแตกพลั่กยิ่งกว่าตอนอยู่ข้างนอกซะอีก ความกลัวตายได้พุ่งสูงปรี๊ดจนทำให้ฉันกล้าทำแม้แต่เรื่องที่ลดศักดิ์ศรีตัวเองอย่างการไหว้คนตรงหน้า
“ขอร้องล่ะค่ะ อย่าบอกพวกนั้นนะว่าฉันอยู่นี่ ฉันไปเห็นเรื่องที่ไม่ควรเห็นเข้า พวกนั้นจะต้องฆ่าฉันแน่ๆ คุณเองก็ทั้งหน้าตาดีทั้งดูใจดี คงไม่ทำ...”
“บอสครับ ตอนนี้มีหนึ่งคนที่น่าสงสัยกำลังหาตัวอยู่ครับ”
คำพูดของคนข้างนอกทำให้ปากที่กำลังขยับพลันหยุดชะงัก ทั้งการคุยภาษาไทยของพวกที่ฆ่าคนข้างนอกนั่น และเขาเองก็เป็นคนไทยแล้วสรรพนามที่พวกนั้นเรียกเขาว่า...บอส
มือที่กำลังไหว้ปลกๆ อยู่นั้นทิ้งลงข้างตัวอย่างไร้เรี่ยวแรงในทันที ทั้งตัวของฉันเย็นวาบ จากที่คิดว่าจะรอดแล้วก่อนหน้านี้กลับรู้สึกลำคอแห้งผากเหมือนคนที่ขาดน้ำจนจะตายให้ได้
ยิ่งได้เจอสายตาดุๆ ของเขา ที่ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้รู้ว่าเขาเป็นใครเลยไม่ได้สนใจ แต่ตอนนี้พบว่ามันดูน่ากลัวขึ้นทั้งที่เขายังไม่ทันได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ
“คะ...คุณ...”
“พูดต่อสิ ถ้าเธอขอร้องได้ถูกใจฉันอาจจะไว้ชีวิตก็ได้”
ทันใดนั้นรอยยิ้มเยือกเย็นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ตัวฉันเย็นวาบยิ่งกว่าเดิม แม้แต่เรี่ยวแรงจะอ้าปากร้องขอชีวิตยังไม่มีด้วยซ้ำ เมื่อกี้...ที่ข้างนอกนั่น กลิ่นคาวเลือดรุนแรงขนาดนั้นที่ฉันได้กลิ่น คำพูดของพวกเขาที่บอกว่าให้จัดการศพ...ไม่จริงใช่ไหม เรื่องนี้จะต้องไม่จริงแน่ๆ
“บอสครับ” เสียงจากคนหน้าห้องดังขึ้นอีกครั้งทำให้เราทั้งคู่หันไปมองพร้อมกัน “เราค้นทุกห้องแล้วไม่เจอใคร คิดว่าน่าจะหนีเข้าไปในงานแล้ว”
ทันใดนั้นสายตาของชายผู้ถูกเรียกว่าบอสก็มองตรงมาที่ฉัน ก่อนเขาจะเอื้อนเอ่ยคำที่ทำให้ฉันชาไปทั้งตัว
“มันอยู่นี่ มาเอาตัวมันไป”
“ไม่นะ”
ฉันไม่มีโอกาสได้หนีด้วยซ้ำ สิ้นคำพูดของเขาคนข้างนอกก็กรูเข้ามาล็อกตัวฉันเอาไว้ในทันที ในขณะที่ฉันทำได้แค่กรีดร้องและดีดดิ้นไปมาเพื่อให้รอดออกไปจากตรงนี้ ไอ้ผู้ชายที่ฉันขอให้ช่วยก่อนหน้ากลับกอดอกแล้วยิ้มออกมา
มันเป็นรอยยิ้มที่มีเสน่ห์จนใจฉันสั่นเลยล่ะ ถ้าไม่ติดว่าเขากำลังจะเป็นคนสั่งปลิดชีพฉันได้ในตอนนี้น่ะนะ เพราะนั่นทำให้รอยยิ้มนั้นดูสยดสยองจนฉันไม่อยากจะมอง
"ปะ...ปล่อยฉันนะ ฉันไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ไม่เห็น ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น”
ฉันพยายามจะแก้ตัว แต่เหมือนว่ามันจะไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย
“เมื่อกี้เธอบอกฉันเองกับปากว่าได้ยินเรื่องที่ไม่ควรได้ยิน ตอนนี้จะโกหก?”
“ฉันเปล่าโกหกนะ เมื่อกี้ฉันได้ยินก็จริงแต่ฉันไม่เอาไปบอกใครหรอก สาบานได้เลย”
“มีแต่คนตายเท่านั้นแหละที่จะเอาไปบอกคนอื่นไม่ได้ เฮ้ย! เอาไปฆ่าทิ้ง”
“ไม่ๆๆๆๆ”
แง ฉันจะทำยังไงดี ฉันยังไม่อยากตาย พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยลูกด้วย อนาคตลูกกำลังรุ่งโรจน์ กำลังจะได้เป็นตัวเด่นในงานแฟชั่นโชว์ของมหาวิทยาลัยแล้วแท้ๆ
พอคิดถึงตรงนั้นจู่ๆ ฉันก็ปิ๊งไอเดียหนึ่งขึ้นมา
“คุณทำร้ายฉันไม่ได้นะ ถ้าเกิดว่าฉันไม่กลับเข้าไปในงานตอนนี้ละก็ จะต้องมีคนออกตามหาแน่ๆ”
“มั่นใจจังนะ เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร”
“ฉันคือตติญา ดิไซเนอร์เจ้าของชุดฟินาเล่ในวันนี้ แค่ฉันหายไปไม่กี่นาทีคนก็น่าจะเริ่มออกตามหาแล้ว ในไม่ช้าต้องมีคนมาเจอแน่”
ชายตรงหน้าฉันเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองไปยังชายชุดดำที่ยืนกอดอกอยู่ข้างตัวแล้วหันไปเอ่ยเสียงเรียบ
“งั้นก็ฆ่าเธอก่อนที่จะมีคนมาเจอเลยสิ”
แกรก
ว่าแล้วเขาก็ชักปืนขึ้นมาจ่อหน้าฉันเลยทันที เล่นเอาเด้งตัวไปหลบหลังลูกน้องเขาที่จับแขนฉันอยู่แทบไม่ทัน
“อย่านะ ขอร้องล่ะ ฉันยังไม่อยากตายตอนนี้ ขอล่ะ เห็นแก่ที่เป็นคนไทยด้วยกันก็ได้”
“งั้นก็ยิ่งตัดสินใจง่าย คนไทยก็แสดงว่าฟังที่ฉันพูดรู้เรื่องสิ”
ยิ่งฉันพูดอะไรออกมามันก็เหมือนมีแต่ยิ่งแย่ แม้ว่าบนใบหน้าของเขาจะมีรอยยิ้มประดับอยู่ ทว่าในแววตาของเขากลับไม่มีคำว่าล้อเล่นเลยแม้แต่นิดเดียว ปลายกระบอกปืนที่ชี้มายังฉันคล้ายจะบอกว่าจริงๆ ฉันได้ตายไปแล้ว เหลือแค่เขาลั่นไกเท่านั้น
“คนที่มารู้เรื่องของฉันจะรอดออกไปจากห้องนี้ไม่ได้ หวังว่าเธอคงเข้าใจนะ”
วินาทีนั้นเองหัวใจของฉันมันก็เหมือนจะหยุดเต้นลงไปเสียดื้อๆ ทั้งร่างหนักอึ้งเหมือนมีหินหนักๆ มาทับเอาไว้ น้ำตาก็ไหลลงมาจนภาพตรงหน้าพร่าเบลอไปหมด
ถึงตอนนี้ฉันไม่ได้กลัวว่าตัวเองจะตายอีกต่อไปแล้ว แค่คิดว่าดีจริงๆ อย่างน้อยๆ ก่อนตายฉันก็ยังไม่ต้องเห็นภาพที่น่าสยดสยองของตัวเอง
ดีจริงๆ...
