บทที่ 4 แค่ล้อเล่น
(คามินทร์)
งี่เง่า ก็แค่งานจบการศึกษามหาวิทยาลัยที่พ่อแม่ผมถือหุ้นอยู่ไม่ใช่เหรอ เรื่องแค่นี้กลับต้องส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมาเป็นแขกผู้มีเกียรติทุกปี พ่อแม่เองก็ตายไปตั้งนานแล้วไม่รู้จักขายหุ้นไปซะให้มันจบๆ อันที่จริงงานแบบนี้ต้องเป็นหน้าที่ของ ภาคินทร์ พี่ชายคนโตของผม ไอ้หมอนั่นเป็นถึงว่าที่ท่านประธานรุ่นต่อไปของ KL-group บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีธุรกิจในเครือและทรัพย์สินมากกว่าหมื่นล้าน เพราะอย่างนั้นเรื่องที่ต้องออกหน้าก็ไม่พ้นทายาทอย่างมัน
เพียงแต่วันนี้งานของไอ้คินทร์มันดันรัดตัว น้องชายคนเล็กอย่าง นาวินทร์ ที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็กำลังดิ่งจากการอกหัก ผมไม่อยากรับงานที่ยุ่งยากและวุ่นวายอย่างนี้นักหรอก แต่คนที่ขึ้นเรือมาด้วยดันเป็นคนที่ผมอยากเจอ...
เธอคนนั้นคือ จันทร์จ๋า ผู้หญิงที่ผมรักสุดหัวใจ แต่ความสัมพันธ์ของเรามันก็จบลงไปกว่าสี่ปีแล้ว เหลือเพียงความหลังที่มีแค่ผมตามดูเธออยู่เงียบๆ
เพียงแต่...เรื่องเหล่านั้นมันไม่สำคัญหรอก ผมเพิ่งจะไปเจออริเก่าที่ด้านนอกแล้วกลับเข้ามาในห้อง ไม่คิดว่าจะเจอสปายที่แอบฟังบุกเข้ามา
ใบหน้าของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าผมมีน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มอย่างช้าๆ เธอตัวสั่นเทาในขณะที่ถูกลูกน้องทั้งสองคนของผมจับเอาไว้อยู่ มือทั้งสองลู่ลงข้างลำตัวไม่ต่างอะไรกับคนที่เตรียมใจจะตาย
ผมแค่ล้อเล่นเองว่าจะฆ่าต้องร้องไห้ขนาดนี้เลยเหรอ
“ทำอะไรของเธอ”
ผมตัดสินใจถามออกไปอย่างนั้น ด้วยอาการขัดใจกับท่าทางของคนตรงหน้าเสียเหลือเกิน ก่อนหน้านี้ก็ยังส่งเสียงแว้ดๆ ร้องขอชีวิตได้อยู่ แต่ตอนนี้กลับทำท่าเหมือนอยากตายขึ้นมาเสียอย่างนั้น
กะอีแค่ฆ่าคนผมทำได้สบายอยู่แล้ว แต่คนตรงหน้าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็แค่ทำห้องผมเลอะนิดหน่อยกับได้ยินการทะเลาะกันของผู้ชายเข้า แค่นั้นเอง
“ถ้าคุณจะยิง ก็ยิงมาเถอะค่ะ”
“...”
“อย่ามัวแต่พูดพร่ำทำเพลงอยู่เลย ฉันพร้อมจะตายแล้ว อย่ารอจนฉันคิดเสียใจเลย”
คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ...ผมดูเหมือนคนที่ฆ่าคนได้อย่างง่ายดายขนาดนั้นเลยเหรอ? โอเคถึงจริงๆ แล้วผมจะเป็นคนอย่างนั้น ใครที่ขวางทางผมจะต้องถูกกำจัดไม่เลี้ยง แต่พี่น้องฝาแฝดของผม คนหนึ่งก็เป็นท่านประธานที่ใครๆ ต่างก็เคารพ อีกคนก็เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่ดูมีภูมิฐาน จะมีสักเสี้ยวหนึ่งของผมที่เหมือนไอ้สองคนนั้นไม่ได้เลยเหรอ?
“งั้นเอางี้ ฉันจะให้โอกาสเธอมีชีวิตรอดด้วยการตอบคำถามฉันข้อหนึ่ง”
“อย่ามาให้ความหวังเลยค่ะ จะยิงก็ยิงเถอะ ยังไงซะฉันก็ตอบคำถามนั้นไม่ถูกหรอก”
เฮ้ยๆ ยังไงก็ลืมตาขึ้นมามองหน้าคู่สนทนาหน่อยสิแม่คุณ เอาแต่หลับตาปี๋ไม่สนใจอะไรเลยแบบนี้ เดี๋ยวพ่อก็เป่าหัวกระจุยจริงๆ หรอก
“เอาน่า ถือว่าให้ตอบสนุกๆ”
“แต่ฉันไม่สนุกกับคุณ”
“ก็แค่ตอบมาว่าฉันดูเป็นคนยังไง หล่อไหม แค่นั้นพอ ถ้าถูกใจฉันจะยอมปล่อยไป”
ร่างที่สั่นเทาก่อนหน้านี้เหมือนจะสงบขึ้นเล็กน้อย เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาก่อนที่จะจ้องผมนิ่ง สายตาเริ่มไล่มองตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพิจารณา
แค่ตอบคำถามว่าหล่อไม่หล่อ มองหน้าก็น่าจะรู้แล้วไหม ทำไมคิดนานจัง
“เร็วสิ!”
เสียงของผมทำให้หญิงสาวสะดุ้งน้อยๆ ด้วยความตกใจ ก่อนที่เธอจะพูดตอบเสียงสั่นๆ
“กะ...ก็ หน้าตาดีค่ะ”
“แค่หน้าตาดี?”
“หล่อค่ะ หล่อมากๆ หล่อเหมือนดาราแถวหน้าของโลก นี่ฉันยังแปลกใจเลยนะคะว่าทำไมค่ายหนังไม่มาติดต่อคุณไปแสดง เอ๊ะ? หรือว่าจริงๆ แล้วเป็นนักแสดงคะ เอาจริงๆ แล้วเหมาะมากเลย”
เหอะ ยัยเด็กนี่เข้าใจประจบนะ ถึงจะรู้ว่าพูดไปเพราะกลัวตาย แต่ฟังแล้วรื่นหูชะมัด ไม่เหมือนไอ้พวกเด็กในคลับที่ดีแต่บอกว่าพวกเราหน้าตาดี ทว่ากลับไม่เคยมีสักคำชื่นชมให้ได้ชื่นใจ
“อีกอย่างนะคะ หน้าตาของคุณมันน่าหลงใหลมากๆ จนฉันหยุดมองไม่ได้เลย โอ๊ะ? ใจเต้นแรงเหมือนจะตกหลุมรักเลยล่ะค่ะ นี่ถ้าเกิดว่าคุณมาขอฉันแต่งงานรับรองได้ว่าฉันจะยื่นนิ้วไปรับแหวนอย่างไวเลย”
“พอได้แล้ว รู้แล้วว่ากลัวตาย ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้”
พอผมพูดขัดขึ้นมาอย่างนั้นเธอก็นิ่งมองตาปริบๆ ไม่ค้านขึ้นมาสักคำว่าที่พูดนั่นคือความจริง เล่นเอาผมที่เผลอดีใจไปแวบหนึ่งอยากจะกลับมาเป่าหัวเธอกระจุยอีกครั้ง
“คุณปล่อยหนูไปเถอะค่ะ หนูไม่มีประโยชน์หรือโทษอะไรกับคุณหรอก ต่อให้หนูไปบอกตำรวจพวกนั้นก็ไม่เชื่อคำพูดของเด็กที่กำลังจะเรียนจบอย่างหนูด้วยซ้ำ”
เสียงแผ่วเบาเอ่ยพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ
จะว่าไปขังเธอไว้หรือฆ่าให้ตายไปก็ไม่มีประโยชน์ต่อผมจริงๆ นั่นแหละ รังแต่จะหาเรื่องยุ่งยากมาให้ตัวเองเสียเปล่าๆ ตอนนี้ผมต้องปกป้องจันทร์จ๋า ไม่มีเวลามาสนใจเด็กคนเดียวหรอก
“เออ ไปเถอะ แล้วอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีกแล้วกัน”
“จริงนะ!” เธอรีบลุกขึ้นพลางทำตาโตด้วยความดีใจ “แล้วถ้าฉันวิ่งออกไป ไม่ใช่ว่าจะให้คนมาตามยิงฉันทีหลังนะ”
“ฉันจะทำอย่างนั้นไปทำไม รีบไปเถอะ น่ารำคาญจริง”
เพราะรักตัวกลัวตายหญิงสาวจึงวิ่งออกไปจากห้องนี้อย่างไว ระหว่างที่วิ่งผ่านตัวผมฝุ่นจากข้างเรือที่ติดมากับกระโปรงก็ปลิวว่อนจนแสบจมูกไปหมด ความวุ่นวายตรงนี้ได้จบลงพร้อมประตูที่ปิดลงอย่างรวดเร็ว
"จะดีเหรอครับบอสปล่อยไปแบบนี้ ถ้าเธอเอาไปบอกคนอื่นล่ะ” จาเรด ลูกน้องคนสนิทเข้ามาถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล ไอ้หมอนี่ทำงานอยู่ข้างกายผมมาราวๆ 15 ปีได้ น่าจะรู้ใจลูกพี่ของมันเป็นอย่างดี ผมเองก็กังวลเรื่องนั้นอยู่หน่อยๆ แต่ก็ไม่อยากให้มีอะไรมารบกวนจิตใจในตอนนี้
เพราะสิ่งเดียวที่ผมต้องโฟกัส คือปกป้องจันทร์จ๋าจากไอ้มาร์ค หวัง ศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่คิดว่าจะมาเจอกันได้ที่นี่ คำขู่ของมันไม่ได้มีอะไรน่ากลัวหรอก มันก็แค่ไอ้กระจอกที่ฆ่าไม่ตาย เทียบกับผมที่มีบอดีการ์ดมาด้วยนับสิบคน แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่กล้าไว้ใจ จันทร์จ๋าสำคัญกับผมมาก ไม่ว่ายังไงผมจะไม่ยอมให้มีอะไรเกิดขึ้นกับเธออย่างเด็ดขาด
“จาเรด”
“ครับบอส”
“แกขึ้นไปสมทบคนของเราที่ชั้นศิลปะด้วยเลย อย่าให้ใครเข้าใกล้จันทร์จ๋าได้แม้แต่ปลายเล็บ”
“แต่ว่า...ไม่มีใครอยู่กับบอสไม่ได้นะครับ”
“กูสั่ง!”
“ครับบอส”
ใครจะว่าผมบ้าก็แล้วแต่ ครั้งหนึ่งผมเคยหลงละเลิงในอำนาจจนเสียเธอไปแล้วครั้งหนึ่ง แม้ว่าเธอจะไม่มีวันกลับมาหาผม แต่ผมก็จะไม่ยอมให้ใครทำร้ายเธอได้เป็นอันขาด
