บทที่ 9 อย่ากลับมาให้เห็นหน้าอีก
เจ็บ...นี่คือสิ่งเดียวที่เข้ามาในหัวของฉัน
จุก...มึน ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยเกิดขึ้นทั่วทั้งร่าง ฉันไม่มีเรี่ยวแรงจะขยับตัว อาการร้าวระบมที่แปลกประหลาดทำให้ฉันต้องพยายามฝืนตัวเองหน่อย เปลือกตาค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างช้าๆ รับภาพที่ไม่คุ้นเคยตรงหน้า สิ่งแรกที่ฉันเห็นคือผ้าห่มสีขาวสะอาดเหมือนกันกับห้องพักของฉัน ทว่าผนังสีชานั้นกลับบ่งบอกว่านี่ไม่ใช่ห้องของฉันแน่นอน
มันคือห้องหรูที่ไม่ได้มีไว้สำหรับนักศึกษาซึ่งจ่ายค่าห้องโดยมหาวิทยาลัย แต่กลับรู้สึกว่าคุ้นเหมือนเคยมาที่นี่ก่อนหน้า
“โธ่เว้ย!!”
เพล้ง!
เสียงโวยวายที่ดังขึ้นมากะทันหันทำให้ฉันถึงกับสะดุ้งเฮือก ร่างกายที่เหมือนจะขยับไม่ได้ก่อนหน้านี้ก็กลับลุกขึ้นมานั่งด้วยความตกใจ วินาทีที่เห็นใบหน้าเจ้าของเสียงนั้น ชายหนุ่มผมสีเทาเข้มที่ฉันเจอเขาเมื่อวาน...เขาในตอนนี้เปลือยท่อนบนทำให้ฉันเห็นกล้ามเนื้อแน่นที่เต็มไปด้วยรอยสักหน้าตาประหลาด ซ้ำยังมีผ้าพันแผลพันเอาไว้ที่เอวอีกด้วย
ฉันเห็นเขาจากข้างหลังเท่านั้น แต่ก็ยังรับรู้ได้ถึงความเดือดดาลในอารมณ์ของเขา มือทั้งสองข้างของชายหนุ่มกำหมัดแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดขึ้นมา ในขณะที่บนพื้นก็มีแต่เศษแก้วแตกอยู่เต็มไปหมด
วินาทีที่เขาหันหน้ามามองฉันซึ่งนั่งอยู่บนเตียง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มสะท้อนเข้ากับแดดยามเช้าจากข้างนอกฉายแววความโกรธจนฉันถึงกับตัวสั่นทำอะไรไม่ถูก เป็นจังหวะเดียวกับที่ภาพเมื่อคืนฉายเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ
เขากับฉัน...ร่องรอยบนร่างกายของเขาเกิดจากรอยเล็บของฉันทั้งหมด แล้วยังจะทิ้งความเจ็บปวดบนร่างกายที่เหมือนผ่านศึกหนักมาหมาดๆ ทุกอย่างฉายชัดในความรู้สึกจนทั่วใบหน้าเกิดเห่อร้อนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ทว่าดูเหมือนเขาจะไม่ได้รู้สึกไปในทางเดียวกัน
“สมใจเธอแล้วสิ”
ดวงตาคู่นั้นมองฉันด้วยความไม่สบอารมณ์อย่างหนัก เขาปรี่เข้ามาอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเข้าถึงตัวฉันได้สำเร็จ มือหนาจับเข้าที่ต้นแขนของฉันแล้วบีบอย่างแรงจนความเจ็บนั้นแล่นจากต้นแขนขึ้นมาที่หัวไหล่ เจ็บไปจนถึงแกนกระดูก...
“โอ๊ย!”
แต่เหมือนว่าการทำให้ฉันเจ็บจะไม่ใช่สิ่งที่ชายคนนี้พึงพอใจ
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอคือพวกไอ้มาร์ค แต่ยังนอนให้เธอยั่วอยู่ทั้งคืน เรื่องนี้เธอต้องรับผิดชอบ!!”
“คุณพูดอะไรฉันไม่รู้เรื่อง ปล่อยนะ โอ๊ย!”
ยิ่งฉันตอบกลับไปอย่างนั้น แรงบีบก็ยิ่งมากขึ้น มันเหมือนจะหักแขนฉันออกเป็นสองส่วนให้ได้ เจ็บจนน้ำตาของฉันมันไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ไม่ต้องมาทำเป็นบีบน้ำตา ผู้หญิงอย่างเธอต่อให้ร้องไห้มากแค่ไหนมันก็ดูตอแหล ปลอม!”
“อึก”
มือที่จับแขนฉันไว้ก่อนหน้านี้ได้ปล่อยออก นั่นไม่ได้ต่างอะไรจากการผลักฉันอย่างแรงจนความเจ็บปวดทั้งหลายในร่างกายทวีขึ้นไปอีก...
ความรู้สึกของฉันในตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสน ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองผิดอะไรกันแน่ เมื่อวานเขาเป็นคนลากฉันขึ้นเตียงเองแท้ๆ แต่วันนี้กลับทำเหมือนฉันพังชีวิตของเขา
ฉันยังไม่ทันได้คลายความสงสัย ประตูห้องก็ได้เปิดออกพร้อมกับชายชุดดำอีกหลายคนที่เข้ามาในนี้ นั่นทำให้ความสนใจของชายตรงหน้าเปลี่ยนไป เขาหันไปหาคนเหล่านั้นพร้อมทั้งตะคอกออกมาเสียงดังลั่น
“พวกมึงกลับมาทำเหี้ยอะไร กูบอกให้เฝ้าจันทร์จ๋าเอาไว้แล้วมึงกลับมากัน ทำไม!!”
น้ำเสียงของเขานั้นฟังดูโกรธมากกว่าตอนที่พูดอยู่กับฉันหลายเท่า ขนาดที่ว่าชายชุดดำพวกนั้นซึ่งหุ่นล่ำกว่าเขาจนน่าจะสามารถทุ่มเขาลงพื้นได้อย่างง่ายดาย กลับทำได้แค่ยืนก้มหน้าไม่กล้าเถียงอะไรกลับมาเลยสักคำ
“ตอนที่พวกเราขึ้นไปหัวหน้าแจ้งว่าให้ลงมาก่อนเดี๋ยวจะจัดการเอง แต่ไม่คิดว่าพวกนั้นจะถือโอกาสนี้ขับเรือหนีไปครับ” หนึ่งในชายชุดดำกลุ่มนั้นพูดเสียงสั่นๆ
“แล้วติดต่อจาเรดหรือยัง ตอนนี้บนเรือลำนั้นเป็นยังไงบ้าง”
“ยังครับ ทั้งคุณจาเรดและคุณจันทร์จ๋าไม่ได้เอามือถือไปทั้งคู่ครับ”
ผัวะ!
ท่ามกลางอาการงุนงงของฉันที่ยังไม่ทันหายดี ความตกใจก็เข้ามาแทนที่ซะก่อน เมื่อจู่ๆ หมัดหนักๆ ของชายผู้ถูกเรียกว่า บอส ก็เข้าซัดใบหน้าลูกน้องคนที่เพิ่งพูดจบไปจนชายคนนั้นถึงกับหมดสติ
นะ...นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว เมื่อวานก็ฆ่าคนแล้ววันนี้ยังมาทำเรื่องป่าเถื่อนต่อหน้าฉันอีก แม้ว่าในใจจะอยากประณามเขาออกไปมากแค่ไหน แต่ก็ทำได้แค่นั่งเงียบมองภาพตรงหน้าด้วยกลัวว่าถ้าเผลอทำอะไรไม่เข้าตาเขาเข้า รายต่อไปอาจเป็นฉันก็ได้
“กูบอกแล้วใช่ไหมว่าไอ้มาร์คมันเล็งจันทร์จ๋าอยู่ ให้ดูแลเธอให้ดี แล้วนี่พวกมึงกลับ...โธ่เว้ย!!”
จันทร์จ๋า...ผู้หญิงคนนี้คงจะสำคัญกับเขามากเลยสินะ ตั้งแต่เมื่อวานแล้วที่ฉันได้ยินเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ เธอคือใครกัน...คนที่ทำให้เขาโมโหมากถึงขนาดนี้
ในขณะที่ฉันตกอยู่ในห้วงความคิด จู่ๆ เขาที่กำลังโมโหลูกน้องก็ได้หันกลับมาสนใจฉันอีกครั้ง
“เธอน่ะ บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ว่าเรือมันจะมุ่งหน้าไปไหน ไม่อย่างนั้นเธอได้สลบตามไอ้นั่นไปแน่”
มือของเขาชี้ไปยังชายชุดดำที่สลบเหมือดอยู่ตรงนั้น สายตาที่มองมายังฉันนั้นไม่มีคำว่าล้อเล่นเลยแม้แต่นิดเดียว เขากำลังทำเหมือนกับว่าหากฉันตอบคำที่ไม่ถูกใจ บางทีนอกจากสลบแล้วถึงขนาดเอาฉันตายเขาก็ทำได้
แค่คิดอย่างนั้นหัวใจมันก็เหมือนจะหยุดเต้นไปเสียดื้อๆ
“ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูดค่ะ” ฉันเลือกตอบออกไปตามตรง แม้จะรู้ว่านั่นคือการฝังตัวเองลงหลุมไปแล้วครึ่งหนึ่งก็ตามที
“ไม่เข้าใจ? หรือว่าโดนกระแทกจนสมองกระทบกระเทือนไปหมด ต้องให้กระแทกซ้ำหรือเปล่าถึงจะจำได้”
“นี่คุณ...อั้ก!!”
เพียงแค่ฉันอ้าปากจะประท้วงเขากลับก็ถูกชายหนุ่มพุ่งเข้ามาบีบคางเอาไว้อย่างแรง เขาจ้องหน้าฉันจนแทบจะเปลี่ยนดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั้นให้กลายเป็นสีแดงฉาน ความเจ็บปวดบริเวณคางยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนฉันน้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“เจ็บ...”
“แล้วฉันไม่เจ็บเลยมั้ง เธอไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกควักหัวใจออกไปครั้งแล้วครั้งเล่าหรอก คนร่านๆ อย่างเธอมันจะไปรู้อะไร!!”
เป็นอีกครั้งที่เขาทำให้ฉันเจ็บ แล้วก็ออกแรงผลักโดยไม่สนเลยว่าจะทำให้กระดูกส่วนไหนของฉันหักไปหรือเปล่า ความโกรธของเขาที่แสดงออกมาไม่ได้ทำให้ฉันกลัว แต่กลับทำให้ฉันตั้งคำถามกับตัวเองมากกว่า
ฉันกำลังทำอะไรอยู่กันนะ? แล้วฉันมาทำอะไรอยู่ตรงนี้ วันนี้คือวันแรกที่ฉันจะใช้ชีวิตในฐานะของผู้ใหญ่ แล้วทำไมชีวิตของฉันต้องเริ่มต้นอย่างน่าอดสูแบบนี้ด้วย
ในขณะที่ฉันนั่งซึม นึกสังเวชให้แก่ชีวิตของตัวเองอยู่นั้น คนที่กำลังเดือดดาลเมื่อครู่เห็นว่าความรุนแรงของเขาทำร้ายฉันไม่ได้ เขาจึงได้ถอยออกไปพร้อมกับคาดโทษฉันเอาไว้
“ออกไปให้พ้นหน้าฉันซะ อย่าให้ฉันเห็นหน้าอีก ไม่อย่างนั้นฉันไม่เอาเธอไว้แน่”
เขาทิ้งคำพูดไว้แค่นั้นก่อนจะเดินจากไป ทิ้งฉันไว้กับความรู้สึกที่หนักอึ้งอยู่ในอก ฉันในตอนนี้ไม่รู้เลยว่าควรรู้สึกยังไงดี
