บทที่ 14 Ep.14
“ดูเหมือนจะคล้ายพี่น้องหนูเลยนะคะ” กินรีกล่าว
“ก็คงเพราะเหมือนกันนี่กระมัง เขาถึงได้สนิทกัน” รามหัวเราะเบา ๆ
“การที่เราสามารถถ่ายทอดความรู้สึกในช่วงเวลานั้น ๆ ลงบนภาพถ่ายไว้ให้ทุกคนได้เห็นเหมือนที่เรารู้สึก มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นนี่คะ” มโนห์รากล่าว
“จริงค่ะ แพงว่าการถ่ายภาพมันเหมือนเราได้ปลดปล่อยอารมณ์ของตัวเองลงไปบนภาพถ่ายอย่างมีอิสระ ภาพแต่ละภาพจะบ่งบอกถึงความรู้สึกของคนที่อยู่หลังเลนส์ออกมาด้วย ในตอนนั้นถ้าเรา มีความสุข ยิ้ม ดีใจ สบายใจ ความมุ่งมั่น ก็จะสื่อผ่านมาทางภาพถ่าย”
“เชื่อแล้วว่าเราสองคนชอบถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจจริง ๆ” พระรามยิ้มให้สองสาว
“ถ้าจะให้ดี ถ่ายแต่ภาพที่มันไม่ต้องทำตัวโลดโผนนักจะดีมาก เพราะถ้าโลดโผนมากอาจโดนท่านรวิสเพ่งเล็งเอาได้นะ” ลักษมณ์เอ่ยเนือย ๆ
“ใช่ พ่อยิ่งไม่อยากให้น้องหนูตะลอน ๆ ไปไหนมาไหนลำพังอยู่”รามเห็นด้วยกับน้องชาย
“พ่อทำเหมือนน้องหนูยังอายุสิบขวบอย่างนั้นแหละ” มโนห์ราชักสีหน้า
“จะกี่ขวบเธอก็เป็นยายน้องหนูจอมแสบนั่นแหละ ยิ่งเข้าคู่กับไอ้รถด้วยยิ่งไปใหญ่” รามเอ่ยยิ้ม ๆ พลางมองน้องสาวอย่างเอ็นดู
“พี่รามอะ น้องหนูไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ” คนเป็นน้องปรายตามองค้อนพี่ชาย
“ถ้ามองตามลักษณะกายภาพก็ไม่เด็ก แต่ถ้ามองลึกลงไปถึงความคิดละก็ เธอยังไม่โตเท่าไหร่หรอกยายน้องหนู” ลักษมณ์กล่าว
“ว้า ไม่คุยกับพี่ราม พี่ลักษมณ์แล้ว น้องหนูไม่มีพวกนี่ ทำไมพี่รถต้องออกไปกับยายบัวตมด้วยก็ไม่รู้ น้องหนูเลยไม่มีตัวช่วยเลย”
“ให้นรีกับคุณพระแพงช่วยก็ได้ ใช่ไหมคะ” กินรียิ้มกับพระแพง
“ถ้าพูดกับพี่ราม พี่ลักษมณ์ละก็พอไหวค่ะ แต่ถ้าช่วยพูดกับคุณพ่อของพี่ ๆ คงไม่ไหว ตาท่านดุ๊ดุนะคะ” ยิ้มแหย ๆ ของพระแพงทำให้ทุกคนอมยิ้ม
“ท่านรวิสไม่ดุหรอกจ้ะ ทำวางมาดดุไปอย่างนั้นแหละ ตัวจริงใจดีที่สุดเลย” มโนห์ราเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ คิดถึงบิดาขึ้นมาทันที
“ใช่ค่ะ คุณลุงใจดีมาก คุณพระแพงไม่ต้องกลัวท่านหรอกค่ะ” กินรียิ้มกับพระแพง
“แต่ท่านอาจไม่ชอบแพงนะคะ ท่านไม่อยากให้พี่โนราเป็นช่างภาพ ท่านคงไม่ชอบแพงสักเท่าไหร่”
“คุณพ่อของพี่ ท่านไม่ได้อคติกับช่างภาพหรอกจ้ะ ถึงท่านไม่ชอบให้น้องหนูเป็นช่างภาพ แต่ท่านก็ไม่ห้ามให้น้องหนูคบหากับพระแพงแน่” รามเอ่ยยิ้ม ๆ
“ใช่จ้ะ พ่อของพี่เป็นคนมีเหตุผล ที่สำคัญน่ารักที่สุดเลย” มโนห์ราสนับสนุนคำพูดของพี่ชาย
เรือสปีทโบ๊ทลดความเร็วลงเมื่อใกล้ถึงท่าเรือของเกาะมโนห์รา ท้องฟ้าเบื้องหลังกลายเป็นสีส้มทองไปทั้งขอบฟ้าจรดม่านน้ำของท้องทะเลสีคราม แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับหายเมื่อร่างสูงสมส่วนก้าวข้ามเหยียบลงบนพื้นคอนกรีตอย่างมั่นคง จังหวะก้าวเดินสม่ำเสมอบ่งบอกถึงความมั่นใจ
แผ่นหลังเหยียดตรง ท่วงท่าสง่างาม ดวงตาคมวาวสังเกตรายละเอียดโดยรอบ ธรรมชาติงดงามบนเกาะมโนห์รากระตุ้นให้วิญญาณนักธุรกิจของ ธีรราช เต้นโลดทุกครั้งเมื่อได้มาเยี่ยมเยือนหาดทรายสีขาว เม็ดทรายละเอียดสะท้อนแสงดูระยิบระยับชวนมองตัดกับน้ำทะเลสีมรกตที่โอบล้อมรอบชายหาด สร้างความกลมกลืนให้กับผืนทราย ท้องทะเล แผ่นฟ้าและแมกไม้สีเขียวที่ขึ้นกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เสียงคลื่นดังซ่า ๆ ที่สาดซัดกระทบชายฝั่งฟังแล้วให้ความรู้สึกเป็นอิสระ มันเป็นอีกหนึ่งมนตร์เสน่ห์ของเกาะมโนห์ราที่เขาสัมผัสได้
อสิรวิสยืนรอรับหลานชายพฤทธิ์อยู่หน้าหาด สองวันก่อนเขาได้รับโทรศัพท์จากพฤทธิ์น้าชายของธีรราชซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของแพรพลอยภรรยาของเขา ว่าธีรราชขอมาเยี่ยมชมเกาะมโนห์รา เขามองหนุ่มรุ่นลูกอย่างพึงพอใจในบุคลิกและความมั่นใจที่ฉายชัดในดวงตามุ่งมั่นที่ทำให้เขานึกถึงอดีตของตนในวัยหนุ่ม
“สวัสดีครับน้ารวิส” ธีรราชทำความเคารพเจ้าของเกาะมโนห์ราอย่างนอบน้อม
“สวัสดีหลานชาย...นึกยังไงถึงมาเที่ยวเกาะมโนห์ราตามลำพังล่ะ”
อสิรวิสรับไหว้และทักทายหนุ่มรุ่นลูกอย่างเป็นกันเอง หลายปีก่อนพฤทธิ์เคยพาธีรราชมาเที่ยวที่เกาะของเขา ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกชื่นชอบเกาะมโนห์ราเป็นพิเศษ กระทั่งกลับไปติดต่อซื้อเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเพื่อสร้างรีสอร์ต ซึ่งก็ดำเนินกิจการได้ด้วยดี แต่ถึงเกาะแห่งนั้นแม้จะมีธรรมชาติงดงามแต่ก็ยังสู้เกาะมโนห์ราของเขาไม่ได้ และนั่นคือเหตุผลทำให้ธีรราชเดินทางมาถึงที่นี่ในวันนี้ก็เพราะต้องการมาขอคำแนะนำจากเขานั่นเอง
“น้าพฤทธิ์คงเรียนคุณน้าบ้างแล้วว่า ผมสนใจเกี่ยวกับเรื่องการบริหาร การจัดการทรัพยากรบนเกาะมโนห์รา”ระหว่างคุย อสิรวิสก็เดินนำชายหนุ่มเล็กน้อยพากันเดินตรงไปยังบ้านหลังใหญ่ข้างหน้า
“อื้ม...แต่น้าไม่คิดว่าเราจะใจร้อนถึงขนาดมาตามลำพังเพราะเรื่องนี้โดยเฉพาะนะสิ” อสิรวิสเอ่ยยิ้ม ๆ
“ปกติผมก็มักจะไปไหนตามลำพังอยู่แล้วครับ”
“อ้อ...ถ้าอย่างนั้นหนูกรกนกก็คงไม่ใช่คนรักของหลานชายกระมัง” หนุ่มสูงวัยเอ่ยกระเซ้าหนุ่มรุ่นลูกพลางแอบสังเกตแววตาคู่คม
