บทที่ 9 Ep.9
มโนห์ราค่อย ๆ ย่องออกมาทางด้านหลัง เล็ดลอดสายตาทุกคนไปได้ เธอยิ้มพรายหลังขึ้นแท็กซี่เรียบร้อยจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายถึงพี่ชายเพื่อรายงานตัวเสียงระรื่น
“พี่ราม น้องหนูออกไปหาพระแพงก่อนนะคะ”
“หมายความว่ายังไง นี่แสดงว่าเธอแอบหนีพี่ไปลำพังอย่างนั้นใช่ไหมยายน้องหนู” เขาถามน้องสาวอย่างหงุดหงิด
“น้องหนูอยากไปตามลำพังค่ะพี่ราม ไม่อยากมีพี่ชายคอยตามคุมแจแบบนี้ น้องหนูขอโทษนะ”
“เธอนี่มันจริง ๆ เลย เพราะแบบนี้ยังไงล่ะ พ่อถึงได้ห่วงนักห่วงหนา ระวังตัวด้วยก็แล้วกัน มีอะไรก็รีบโทร.มาหาพี่ แล้วที่สำคัญ...ห้ามไปทำอะไรผาดโผนให้รู้ถึงหูพ่อเป็นเด็ดขาด พี่ขี้เกียจโดนบ่นไปด้วย”
“เจ้าค่ะ ๆ พี่ชาย เดี๋ยวเย็นนี้เจอกันนะคะ จุ๊บค่ะ” เธอเอ่ยเสียงประจบแล้ววางสาย ใบหน้าและริมฝีปากยังคงเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มไม่คลาย
มโนห์ราลงจากแท็กซี่ ที่จอดสนิทแล้วตรงหน้ามหาวิทยาลัย เธอโทร.นัดกับพระแพง บุษรา เพื่อนรุ่นน้องเอาไว้ อีกฝ่ายจึงออกมายืนรอเธออยู่อีกฝั่งของถนนก่อน เธอจึงโบกมือทักทายแล้วรีบจ่ายค่าโดยสาร ทำให้ไม่ทันเห็นรถที่แล่นเข้าเทียบบาทวิถี
“ว้าย!” มโนห์ราตกใจเพราะถูกรถเฉี่ยวเบา ๆ เดชะบุญที่ไม่เสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้ากระแทกพื้น ไม่อย่างนั้นคงได้เคล็ดขัดยอกแน่
เจ้าของรถคู่กรณีรีบลงรถมาช่วยประคองหญิงสาว “คุณ! เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ”
น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยถามขึ้นอย่างห่วงใย ฝ่ามือกว้างประคับประคองตัวเธออย่างอ่อนโยนทำเอาหัวใจของมโนห์ราสั่นคลอน หญิงสาวรีบแหงนหน้าขึ้นมองทำให้ดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะใกล้ ลมหายใจของเธอสะดุด นัยน์ตา เผลอจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคมกล้าที่แฝงความเอื้ออาทร อ่อนโยนที่จ้องมองเธอเขม็ง ใกล้กันแค่ลมหายใจกั้น ดวงตาเรียวรีราวกับนัยน์ตาเหยี่ยวคู่นี้ คล้ายจะมีเวทมนตร์จึงสะกดเธอไว้ในอาณัตินั้นอย่างงุนงง
มโนห์รากะพริบตาเร็ว ไล่ความอลหม่านที่พลุ่งพล่านขึ้นอย่างฉับพลัน ดึงสติแล้วรีบขยับเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนกว้าง ใบหน้าร้อนผะผ่าวจนต้องรีบหลบสายตาเขา แล้วแอบชำเลืองมองสำรวจวงหน้าคมคายผ่านหางตาอย่างพินิจ จมูกของเขาโด่งขึ้นสันรับกับริมฝีปากหนาเหนือแนวคาง เขาสวมชุดสูทขนาดพอดีตัวสีเข้มคลุมทับเชิ้ตสีขาวที่สอดชายไว้ในกางเกงสแลคซึ่งมองแค่ปราดเดียว เธอก็รู้ว่าราคาแพงไม่เบา ทั้งรองเท้าหนังขัดขึ้นเงาจนมันวับที่ทำให้รองเท้าผ้าใบของเธอดูกระจอกงอกง่อยไปในทันที
“ไม่เป็นอะไรค่ะ ฉันต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษที่ทำให้คุณต้องมาเสียเวลาเพราะความประมาทและซุ่มซ่ามของฉัน”
ในเวลานั้นพระแพงซึ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดรีบวิ่งข้ามถนนมา แล้วร้องถามเสียงแหลมขึ้นอย่างเป็นห่วง “เป็นอะไรหรือเปล่าคะพี่โนรา”
“ไม่เป็นไรจ้ะ พี่ซุ่มซ่ามไปหน่อย” มโนห์ราสั่นหน้า รีบปฏิเสธเสียงอ่อน
“ถ้าเขาไม่เป็นไรแล้ว เราก็อย่าไปสนใจเลยค่ะราช เสียเวลาเปล่า ๆ”
เสียงหยันของหญิงสาวที่เพิ่งก้าวลงจากรถคันใหญ่กับแววตาเหยียดหยามที่ตวัดมองมโนห์ราตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไร้มารยาท ทำเอาวิษณุวัสคนสุดท้องเกือบระงับโทสะไม่อยู่ ดีแต่ว่าเพื่อนรุ่นน้องรั้งแขนดึงไว้เสียก่อน
ธีรราชหันไปทำตาดุมองกรกนกพร้อมกับเอ่ยเสียงเย็น “คุณเข้าไปนั่งรอผมในรถดีกว่ากรกนก”
“ฮึ...ก็ได้ค่ะ แต่อย่าช้านะคะ ถ้าเขาเรื่องมากนักก็เอาเงินฟาดหัวไปก็คงหมดเรื่อง”
“นี่..” มโนห์ราเตรียมประกาศศึกแต่เสียงทุ้มหยุดเธอไว้เสียก่อน
“ผมต้องขอโทษคุณแทนเพื่อนด้วย หวังว่าคุณจะไม่ถือสา ว่าแต่คุณไม่เป็นอะไรแน่นะครับ” ธีรราชกวาดตามองสำรวจหาบาดแผลทั่วร่างระหงของหญิงสาว
“ไม่เป็นอะไรจริง ๆ ค่ะ ฉันซุ่มซ่ามเอง ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก ขอตัวก่อนนะคะ” มโนห์ราตอบง่าย ๆ อย่างไม่ติดใจแต่หมั่นไส้แววตาของหญิงสาวที่กลับไปนั่งรอในรถจึงส่งสายตาท้าทายมองฝ่ายนั้นก่อนจะคว้าข้อมือสาวรุ่นน้องจูงข้ามไปยังฝั่งมหาวิทยาลัยและเลิกสนใจชายหนุ่มที่ยังมองตามเธอไม่ละสายตา
กรกนกแบะปากใส่แผ่นหลังคู่กรณีสาวพลางเอ่ยเสียงขุ่นอย่างไม่พอใจ “เด็กบ้า ซุ่มซ่าม แล้วยังอวดดีที่สุดเลยนะคะราช”
ธีรราชละสายตาจากหญิงสาวที่เดินข้ามถนนไปพร้อมกับเพื่อนของเธอหันมาเหลือบตามองคนข้างกายพลางเอ่ยเตือนอย่างระอา
“ไม่เอาน่ากร คุณจะเอาเรื่องเล็ก ๆ แค่นี้มาเป็นอารมณ์ทำไม”
กรกนก กิจกำจร เป็นผู้หญิงที่ทำให้เขารำคาญใจ ถ้าเจ้าหล่อนไม่ใช่น้องสาวของจิรัช หุ้นส่วนคนโปรดของมารดาแล้วละก็ ธีรราชคงหมดความอดทนกับอีกฝ่ายไปนานแล้ว และถ้าไม่ใช่เพราะกรกนกมาในฐานะตัวแทนจิรัช ธีรราชจะไม่มีวันพาหญิงสาวติดรถมาด้วยอย่างเด็ดขาด ความจำเป็นทำให้เขาจำใจพาเธอเดินทางไปพบเพื่อนของจิรัชซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินผื่นหนึ่งที่เขาต้องการซื้อไว้สร้างเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่ของราชสีห์กรุป
“กรหมั่นไส้แม่นั่น”
“ผมไม่เห็นว่าเด็กนั่นจะทำอะไรให้คุณเลยนะกร”
“เด็กที่ไหนกันคะ แม่นั่นน่าจะผ่านวัยเด็กมานานหลายปีแล้วมากกว่า”
“แต่ก็เด็กกว่าเรานั่นแหละ ผมว่าเราเลิกพูดถึงเธอกันดีกว่า” เขาถอนหายใจไม่อำพรางอาการเบื่อหน่าย
“ก็ได้ค่ะ”
