บทที่ 9 คนที่คอยดูแลเอาใจใส่
“อ้าวสิตามาได้ไง แล้วนั่น.....” ฟาโรห์หยุดสายตาไว้ที่สิตา เธอนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น มือถือเศษผ้ากำลังเช็ดอ้วกให้คนเมา ซึ่งก็คือวาคิมนั่นเอง ฟาโรห์ไม่แปลกใจที่สิตาจะดูแลวาคิมดีขนาดนี้ แต่เขาอดอึ้งทึ่งไม่ได้ เมื่อสิตาดูแลวาคิมดีมากจนเกินไป
เช็ดอ้วกเชียวนะ พระเจ้า!! มันจะมีผู้หญิงสักกี่คนบนโลกที่ดูแลแฟนตอนเมาได้ดีมากขนาดนี้ ไม่ใช่ใครจะทำเรื่องพวกนี้ได้ง่ายดายโดยไม่แสดงความรังเกียจอย่างสิตา เธอยังมีหน้าคลี่ยิ้มให้เขาอีกนะ แถมยังทอดสายตามองคนเมาอ้วกแตกอ้วกแตนด้วยแววตาเป็นห่วงเป็นใย
ไอ้ตัวผู้ชายมันน่าห่วงใยน่าดูแลเอาใจใส่ตรงไหนวะ?
ฟาโรห์เป็นเพื่อนสนิทกับวาคิม เมื่อคืนแบกขึ้นรถกลับบ้านนับว่าบุญโขแล้ว อีกทั้งยังปล่อยวาคิมให้นอนบนโซฟารับแขก เป็นตามร้ายดีไม่ได้สนใจ ส่วนเขาขึ้นห้องไปอาบน้ำนอนบนเตียงนุ่มสบายใจเฉิบ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพื่อนคนอื่น โดยเฉพาะเฌอเบลล์...เธอไม่มีวันดูแลเอาใจใส่วาคิมได้ดีมากอย่างที่สิตาทำแน่ ไม่ว่าเฌอเบลล์จะอยู่ในสถานะอะไรก็ตาม เรื่องนี้ฟาโรห์รับประกัน สิตาคือที่สุดแล้ว
ทั้งที่สิตาจริงใจขนาดนี้....
ไม่ได้การล่ะ สร่างเมาคงต้องคุยกันหน่อย!!
“พี่วาคิมอ้วกค่ะ เหมือนจะมีไข้ด้วยนะคะ ตัวร้อนเชียว ส่วนเรื่องมาได้ไง....เรานัดกันก่อนหน้านี้แล้วค่ะ และเมื่อเช้าพี่เฌอเบลล์โทรหาหนู ให้หนูมาดูพี่วาคิม”
“เฌอเบลล์ไม่น่ารบกวนเธอเลย นี่มันเช้ามากนะ”
“ปกติหนูตื่นเช้าอยู่แล้วค่ะ”
“เดี๋ยวพี่โทรให้แม่บ้านที่บ้านวาคิมมาจัดการความสะอาดและตัวของมันเอง เธอไม่ต้องทำหรอกมันสกปรก” เขามองยังสะอิดสะเอียนเลย ทำไมสิตาถึงทนได้วะ ฟาโรห์เลื่อนตามองวาคิม เกิดความรู้สึกอยากฟาดหน้าสักทีสองที
ฟาโรห์ทั้งหงุดหงิดทั้งหมั่นไส้คนเมา
“ไม่เป็นไรค่ะ สิตาจัดการเองได้ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง แต่สิตาอยากรบกวนพี่ฟาโรห์สักเรื่องค่ะ”
“โอเคได้”
“ช่วยซื้อยาลดไข้ให้พี่วาคิมได้ไหมคะ”
“เธอเป็นห่วงมันจริงๆ มันจะรู้สึกไหม”
“ถ้ามีหัวใจก็ต้องรู้สึกสิคะ”
“เอาล่ะ พี่จะรีบไปซื้อยาลดไข้มาให้”
“ขอบคุณค่ะ”
สิตาจัดการกับอ้วกบนพื้นของวาคิมเสร็จแล้ว ก็ถูกพื้นด้วยน้ำยาอีกรอบ จากนั้นถอดเสื้อผ้าวาคิมออกจนหมด เช็ดตัวทุกซอกทุกมุม ตอนนี้สิตาไม่เขินอาย แต่เป็นห่วงเพราะตัววาคิมร้อนจี๋ เธอรีบเช็ดตัวแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ใหญ่ใส่สบายให้วาคิม
ตอนนั้นเองที่วาคิมรู้สึกตัว ลืมตาแล้วหยันกายลุกขึ้นนั่ง
“สิตา มาตั้งแต่เมื่อไร”
“สักพักแล้วค่ะ”
“ฟาโรห์ล่ะ”
“ออกไปซื้อยาลดไข้ให้พี่วาคิมค่ะ ดื่มน้ำขิงก่อนนะคะ”
“พี่ป่วยเหรอ”
“ค่ะ” มือเรียววางลงบนหน้าผาก “เช็ดตัวแล้วแต่ก็ยังตัวร้อน”
“นี่กี่โมงแล้ว”
“เก้าโมงเช้าแล้วค่ะ” เสียงโทรศัพท์มือถือของสิตาดังขึ้นพอดี “ขอตัวรับสายโทรศัพท์นะคะ เสร็จแล้วจะไปเอาน้ำขิงมาให้”
“อืม”
ห้านาทีผ่านไป สิตากลับมาพร้อมน้ำขิงอุ่นหนึ่งแก้ว ใบหน้าสดใสมีชีวิตชีวาด้วยรอยยิ้ม
“ยิ้มหน้าบานเป็นอะไร”
“ขอบคุณนะคะ คุณแม่โทรมาบอกว่า มีดอกทานตะวันช่อใหญ่และตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ส่งถึงหน้าบ้าน”
“ถ้าเธอออกจากบ้านตามเวลาเธอก็จะได้รับมันเอง”
“แต่พี่วาคิมเมานี่คะ”
“สั่งตั้งแต่เมื่อวาน แต่ร้านดอกไม้ปิด ส่วนตุ๊กตาพี่ให้เลขาของคุณแม่จัดการ เธอคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมที่พี่ไม่ได้ไปเลือกมันด้วยตัวเอง”
“ไม่ค่ะ งั้นพี่วาคิมดื่มน้ำขิงก่อนนะคะ เดี๋ยวมันจะเย็น หนูจะไปทำโจ๊กต่อ”
วาคิมยกน้ำขิงขึ้นดื่ม ขณะที่สิตาเดินจากไป สายตาของเขามองตามหลังสิตาไปด้วย ภายนอกเขานิ่ง ภายในว้าวุ่นสับสน วาคิมนวดขมับผ่อนคลายความตึงเครียด
ทันใดนั้นเองเสียงยียวนกวนประสาทดังขึ้น
“สิตานี่แฟนดีเด่นจริงๆ”
“อิจฉาเหรอ”
“อิจฉา”
แก้วน้ำขิงในมือถูกกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง ยังไม่สร่างเมาดี แถมยังป่วยแต่ฤทธิ์เดชยังคงที่คงทน ฟาโรห์แสยะยิ้มเย้ยหยัน แล้วพูดสิ่งที่เขาอยากพูด
“ถ้าฉันมีแฟนแสนดีอย่างสิตาฉันจะไม่มีวันทำให้สิตาเสียใจเด็ดขาด นายมันน่าอิจฉา คิดดูสิ....เธอมาดูแลนายที่เมา อ้วกแตกอ้วกแตน เธอก็นั่งเช็ดอ้วกนายอย่างไม่รังเกียจ ป่วยก็เช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ขอความช่วยเหลือฉันให้ไปซื้อยาลดไข้ให้นาย แม้แต่ตอนนายหิวเธอก็ยังทำอาหารให้ แสนดีแบบนี้.....”
“หุบปากซะฟาโรห์” เค้นเสียงต่ำลอดไรฟัน
“เอา!! นี่ยาของนาย” ฟาโรห์โยนถุงยาให้ ไม่แหย่อารมณ์วาคิมต่อ เขาไม่อยากเป็นคนเลวรังแกคนเมาไม่สร่างแล้วยังป่วยอีก
“ขอบใจ แต่จะขอบใจมากถ้านายไสหัวกลับ” วาคิมไล่
“เหมือนฉันจะได้ยินว่าสิตาเข้าครัวทำโจ๊ก” เรื่องอะไรเขาจะไปง่ายๆล่ะ ไล่ก็ไล่สิ เขาจะอยู่ต่อ วาคิมมีปัญหาคนเดียว เขาไม่ได้มีปัญหาด้วยสักหน่อย เหอะๆ
“อย่ากวนประสาท”
“ฉันคงต้องฝากท้องที่นี่สักมื้อ เป็นค่าน้ำใจและค่าน้ำมันรถถ่อสังขารไปซื้อยามาให้นาย”
“ฝรั่งหัวคXย!!”
“ไปแปรงฟันไป ปากเหม็นชะมัด เป็นพระเอกก็ปากเหม็นได้นะ”
“เชี้ยเอ๊ย!!!”
@ @ @ @ @ @ @ @
วาคิมไม่ได้ให้สิตาทำงานบ้าน แต่ให้สิตานอนเป็นเพื่อน ข้างกาย บนเตียงเดียวกัน วาคิมกินข้าว กินยาแล้วหลับไปสี่ชั่วโมง เขาตื่นมาเข้าห้องน้ำ และเขาอาบน้ำทันที สิตาตื่นทีหลัง เธอเห็นวาคิมที่มีผ้าขนหนูพันกายช่วงล่างเดินมาหยิบโทรศัพท์ข้างเตียง
“อาบน้ำทำไมคะ”
“เหงื่อออกมันร้อนและเหนียวมาก”
“พี่วาคิมป่วยอยู่นะคะ”
“ไม่ได้เป็นอะไรมาก”
เขาเดินมาใกล้เธอที่ยังนอนอยู่บนเตียง โน้มตัวลงมา สองมือเท้าหยันเตียงเอาไว้ สิตาถูกขังในกรงแขนของวาคิม ในห้องหับมิดชิดที่มีเธอและเขา วาคิมเอาใบหน้าหล่อมาใกล้จนหน้าผากเขาแนบชิดกับหน้าผากเธอ
“ร้อนหรือเปล่า” เขาถามแล้วดึงหน้าออกมา “ถามว่าร้อนหรือเปล่า”
“....” ใจเต้นตึกตักกับความใกล้ชิด ควบคุมสติตัวเองแล้วรีบตอบ “อุ่น...อุ่นค่ะ”
“พี่ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก คงเพราะฤทธิ์เหล้าด้วย”
“ยังคืนนี้ก็กินยาอีกนะคะ”
“ต้องไปติวหนังสือหรือสอนพิเศษหรือเปล่า”
ไม่ตอบแล้วยังเปลี่ยนเรื่องคุยหน้าตาเฉย สีหน้าแววตาบอกเป็นนัยว่า เขาต้องการรู้คำตอบที่เขาอยากรู้ ส่วนเรื่องก่อนหน้า...บทสนทนาสิ้นสุดแล้ว
“เลื่อนแล้วค่ะ”
“พี่ทำให้เธอไม่ได้ทำงาน”
“ชดเชยวันหลังค่ะ”
“ทำไมถึงไม่พาพยัคฆ์กับนุ่มนิ่มมาด้วย”
“คุณแม่พาไปตรวจสุขภาพและอาบน้ำค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้พามานะคะ พี่วาคิมว่างหรือเปล่า”
“แล้วแต่เธอ”
“งั้นพรุ่งนี้ช่วงเช้าหนูพาพยัคฆ์กับนุ่มนิ่มมานะคะ”
“อืม” ส่งเสียงตอบสั้นในลำคอ
นัยน์ตาสีนิลทรงเสน่ห์กวาดมองความสวยทั่วใบหน้า จากนั้นค่อยๆ เลื่อนสายตาลงต่ำ ลำคอขาว ทรวงอกที่มีเสื้อยืดใหญ่ปกปิด ท้องไส้ปั่นป่วน ใจเต้นแรง เลือดสูบฉีดพลุ่งพล่านจนร้อนทั่วทั้งตัว
“เดี๋ยวกินข้าวแล้วกินยานะคะ พี่วาคิมอยากกินอะไรหนูจะไปทำให้”
“อยากกิน....”
“อยากกินอะไรคะ”
“อยากกิน....” หน้านิ่วคิ้วขมวดครุ่นคิด สิตากลั้นลมหายใจ ไม่รู้ทำไม....เธอถึงได้ลุ้นคำตอบของวาคิมมากขนาดนี้
“อยากกินเธอ เมนูสิตาทำให้กินหน่อยสิ”
ตาโต อ้าปากค้าง....และเพราะอ้าปากค้างนี่แหละ ถึงได้ทำให้วาคิมจู่โจมโดยง่าย เขาประกบริมฝีปากร้อนผ่าวลงบนริมฝีปากนุ่มนิ่ม บดขยี้อย่างเร่าร้อน จากภายนอกสู่ภายใน ลิ้นชำนาญเกี่ยวกระหวัดลิ้นไร้เดียงสา เสียงจูบดังจ๊วบๆ ม๊วฟๆ ดูดและดุ้นออกรสออกชาติ
ลมหายใจหอบกระเส่าทั้งเธอและเขา
ฝ่ามือของเขาสอดเข้าใต้ชายเสื้อ ขยำทรวงอกที่ห่อหุ้มด้วยบราเซียร์ไร้ฟองน้ำ ไม่พอใจก็ถลกชายเสื้อยืดขึ้นสูง ปลดตะขอส่วนหน้าของบราเซียร์ออก ถอนจูบแล้วมาดูดนมจากเต้าแทน
เขาถูกเธอมอมเมาด้วยความหวาน
ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าไม่มีส่วนใดถูกละเว้นจากการเชยชิมของเขา
@ @ @ @ @ @ @ @
ลีวายส์นั่งขาไขว่ห้าง เขายังคงสวมหมวกปกปิดผมแหว่ง คนที่ไม่รู้มองแล้วก็จะคิดว่า ‘ฝรั่งคนนี้มีสไตล์’ แต่สำหรับเพื่อนสนิท ‘ฝรั่งขี้นกน่าสมเพชสิ้นดี’ อืม...มันก็เป็นอย่างนี้นี่แหละ
“นายยังไม่บอกเลยนะว่าทำไมหัวถึงแตก ตกลงคนที่เล่นงานนายมันอยู่ที่ไหน”
“เป็นห่วงฉันเหรอ”
“นายไม่ควรถูกรังแกโดยที่ฝั่งตรงข้ามไม่ได้รับการแก้แค้น ดูสภาพอันน่าสมเพชของนายสิ ใส่หมวกไปไหนมาไหนตลอด ระวังหัวจะล้าน” ดวงตาสีเทากวาดมองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า แสยะยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“ฉันได้รับแผลแค่ที่หัวหรือเปล่า”
“อืม....ก็ใช่”
“แล้วมึงจะกวาดตามองตั้งแต่หัวยันตีเพื่อ?”
“ก็มึงน่าสมเพชทุกส่วน”
“ใช่ซี้ ก็ฉันมันหล่อมันเท่นายเลยอิจฉา พยายามกดให้ฉันอยู่ต่ำกว่านาย”
“เลิกเบี่ยงเบนความสนใจฉันแล้วเข้าประเด็นซะลีวายส์” ฟาโรห์เค้นเสียงต่ำ เมื่อเขากำลังหมดความอดทน
“มันไม่มีใครทำร้ายฉันหรอก ฉันบอกแล้วไงว่าฉันทำตัวเอง”
“นายไม่ใช่คนซุ่มซ่าม”
“ฉันนี่แหละคนซุ่มซ่าม อย่าใส่ใจเรื่องของฉันเลยน่า มาใส่ใจเรื่องของวาคิมดีกว่า”
“มีอะไรให้น่าสนใจ”
“เยอะแยะ”
“นายไม่น่าจะฉลาดขนาดนี้นะ ใครบอกนาย”
ลีวายส์ทำหน้าเลิ่กลั่ก เพียงแค่ครู่เดียวก็ปรับสีหน้าเป็นปกติ ยิ้มกลบเกลื่อน เอาเป็นว่าลีวายส์ไม่ใช่คนที่รักสนุกไปวันๆ เรื่องของวาคิมน่าสนใจไม่น้อย
“ฉันไม่ใช่ผู้ชายไก่กานะโว้ย หูตากว้างไกลเหมือนกัน”
“มีสปาย?”
“เหอะ!! ยัยเฌอเบลล์มั้งสปายของฉัน”
“ไม่คิดว่าคนอย่างนายจะรู้”
“ถ้าฉันอยากเสือก ฉันก็หมกมุ่นในเรื่องที่ต้องเสือกเก่งนะ”
“นายรู้อะไรมาบ้าง” ไม่แน่ใจเท่าไร ลีวายส์มีความน่าเชื่อถือน้อย แต่ความไม่น่าเชื่อถือมีมากกว่า ฟาโรห์จึงต้องถามหยั่งเชิง
“อาจจะมากกว่าหรือเท่าที่นายรู้”
“บอกมาสิ”
“นายบอกก่อนสิ”
“หรือความจริงแล้วนายไม่รู้”
“รู้สิวะ!!”
“เชิญ”
ลีวายส์มองหน้าฟาโรห์อย่างไม่สบอารมณ์ หายใจกระฟัดกระเฟียด ฟาโรห์เก๊กท่าหล่อนั่งฟัง น่าหมั่นไส้ น่าเอาเท้าประเคนปากสักครั้งสองครั้ง
“ความสัมพันธ์รักครั้งใหม่ มีคนหนึ่งรัก คนหนึ่งไม่รัก คนหนึ่งเสียใจ คนหนึ่งไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่สิ....ต้องบอกว่าคนหนึ่งมอบความรู้สึกให้คนอื่นมากกว่า ฉันคิดว่าเฌอเบลล์ก็น่าจะรู้แล้ว น่าจะสัมผัสได้ตั้งแต่วันที่วาคิมแสดงความเป็นห่วงเฌอเบลล์ออกหน้าออกตาแทนที่จะเป็นแฟนของตัวเอง คิดดูสิว่า....ตะโกนให้แฟนเก่าหลบลูกบอล แต่ลูกบอลโดนแฟนตัวเองเต็มๆ แถมตอนนั้นความสนใจอยู่ที่แฟนเก่า ไม่ได้สนใจแฟนตัวเอง เป็นฉัน...ฉันก็คิดนะ”
“นายไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ทำไมนายถึงรู้”
“เอ่อ....” อ้ำอึ้งตาล่อกแล่กขณะที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก จนได้คำตอบ “ได้ยินเขาเล่ากันมา”
“สิตารู้หรือเปล่าว่าวาคิมกับเฌอเบลล์เคยเป็นแฟนกันมาก่อน”
“รู้”
“นายรู้ได้ไง ดูนายมั่นใจนะ”
“มีผู้หญิงหลายคนหมายปองวาคิม นายคิดเหรอว่าจะไม่มีใครเอาเรื่องนี้มาแดกดันทำให้สิตาประสาทเสีย”
“เออก็จริงของนาย”
“นั่นสิ อย่าโง่ไปหน่อยเลยฟาโรห์”
“นายน่ะสิโง่”
“ฉันไม่ได้โง่”
“แล้วใครโง่?”
“วาคิมไง วาคิมคนโง่”
“ถูกต้อง”
แปะมือชนแก้วกัน คนหนึ่งดื่มวิสกี้ คนหนึ่งดื่มน้ำเปล่า ฟาโรห์มองแล้วขัดหูขวางตา ที่นี่เป็นร้านอาหารกึ่งบาร์ ดัดจริตกินน้ำเปล่า มันแสดงให้ใครดู ดังนั้นฟาโรห์จึงทักท้วงทันที
“ไม่ดื่มวิสกี้หน่อยเหรอ มาทั้งที”
“ไม่ล่ะ ช่วงนี้งดเครื่องดื่มมึนเมา ฉันไม่อยากขาดสติ”
“แปลกคน”
@ @ @ @ @ @ @ @
สิตาพาพยัคฆ์และนุ่มนิ่มมาหาวาคิมตั้งแต่เช้าตรู่ ถือโอกาสมาทำอาหารเช้าให้วาคิมด้วย เขาตื่นเช้าเช่นเดียวกัน ระหว่างที่สิตาเข้าครัว เธอได้ปล่อยพยัคฆ์และนุ่มนิ่มไปเล่นกับวาคิม
วาคิมเอาเกมในโทรศัพท์มือถือมาล่อสองแมวเหมียว
ชายหนุ่มนอนหงาย เอาหมอนอิงมาหนุนทำให้หัวยกสูง ส่วนสองแมวเหมียวอ้วนกลมไปทุกสัดส่วน นั่งเบียดกันอยู่บนหน้าอกกว้าง สิตาต้องเดินเข้าๆ ออกๆ ห้องครัว เพื่อมาสอดส่องดูหนึ่งมนุษย์และสองแมวเหมียว เป็นที่รู้กันว่า วาคิมชอบแหย่พยัคฆ์ให้โมโห ส่วนนุ่มนิ่มไม่มีอะไรน่าห่วง นุ่มนิ่มเรียบร้อย ถ้าเกิดศึกสงครามนุ่มนิ่มจะเดินหนีแล้วนั่งมองอย่างสงบเสงี่ยม
“แพ้แล้วล่ะ ไม่เล่นแล้ว”
“เมี๊ยววว ~ เมี๊ยววว ~ เมี๊ยววว ~” พยัคฆ์และนุ่มนิ่มไม่ยอม ส่งเสียงครางออดอ้อน อุ้งเท้าหน้าเขี่ยหน้าจอโทรศัพท์ เกมเก็บเหรียญบนรางรถไฟ ถึงเล่นไม่เป็นแต่ก็ชอบดูมาก
“อ้อนสิ อ้อนแบบน่ารัก ไม่งั้นไม่กดเล่นนะ” มนุษย์พ่อต่อรองกับลูกแมว
“เมี๊ยววว ~ เมี๊ยววว ~ เมี๊ยววว ~”
สิตารับชมห่างๆ อย่างห่วงๆ ขณะเดียวกันริมฝีปากคลี่ยิ้มด้วยความสุขระคนขบขัน วาคิมใช้ความอ้อนแสนน่ารักมาให้พยัคฆ์และนุ่มนิ่มทำ เขารู้หรือไม่นะว่ามันคืองานถนัด แม้แต่วิภาดาผู้ไม่เคยเลี้ยงสัตว์มาก่อน ยังต้องตกเป็นทาสความน่ารักของพยัคฆ์และนุ่มนิ่ม
แมวเหมียวตัวอ้วนกลมทั้งสอง ส่งเสียงครางแล้วเอาหัวซุกไซ้ถูไถเนื้อตัววาคิม อุ้งเท้าเขี่ย บางครั้งก็ทำท่านวดให้ และนั่นจึงทำให้วาคิมต้องยอมแต่โดยดี
เขากดเล่นเกมอีกครั้ง....
“ครั้งเดียวพอแล้วนะ เมื่อยมือ”
“เมี๊ยวววว”
“แสดงว่ารู้เรื่อง”
“เมี๊ยวววว”
ทำข้อตกลงกันซะดิบดี แต่สุดท้ายก็เล่นเกมจนแบตโทรศัพท์มือถือหมด สิตาทำอาหารเช้าให้วาคิมเสร็จพอดี เธอนั่งกินเป็นเพื่อนเขาทั้งที่กินข้าวมาแล้ว พยัคฆ์และนุ่มนิ่มสนใจโทรทัศน์จอใหญ่ ดูสารคดีสัตว์ในทุ่งหญ้าสะวันนา
“ดูเป็นแมวมีมารยาทนะ ไม่มากวนตอนกิน”
“คงเพราะโดนคุณแม่บ่นมั้งคะ เวลากินข้าวจะไม่มากวนหรือนั่งมอง”
“ดีแล้วล่ะ อาหารคนไม่เหมาะกับแมว เดี๋ยวกินข้าวเสร็จพี่จะไปซื้อขนมแมวเลีย”
“ค่ะ”
แถวบ้านมีโรงพยาบาลสัตว์ ซึ่งมีอาหารสัตว์ ขนม ของเล่น สำหรับสัตว์เลี้ยงขาย เมื่อก่อนวาคิมไม่เคยให้ความสนใจโรงพยาบาลสัตว์เลย แต่เดี๋ยวนี้เขาค่อนข้างมาบ่อย ส่วนมากก็มาซื้อขนมแมวเลียและอาหาร สำรองไว้ให้พยัคฆ์และนุ่มนิ่ม
แต่ไปทั้งทีก็เดินดูนั่นดูนี่ ได้ขนมแมวเลียและลูกบอลไฟกะพริบมาด้วย
ร่างสูงเดินเข้ามานั่งบนโซฟาเบด เธออ่านนิตยสาร พยัคฆ์และนุ่มนิ่มยังดูโทรทัศน์แต่เปลี่ยนช่องแล้ว จากที่ดูสารคดีสัตว์ในทุ่งหญ้าสะวันนา เปลี่ยนเป็นดูการ์ตูน วาคิมโยนลูกบอลไฟกะพริบไปให้สองแมวเหมียวที่นั่งอยู่บนพื้น
แน่นอนว่าไฟกะพริบหลายสีสันสร้างความสนใจให้มอง
“ได้ขนมแมวเลียมาไหมคะ”
“ได้”
“ซื้อของเล่นมาด้วยเหรอคะ”
“มันน่าสนใจเลยซื้อมา” พูดพลางเอนตัวลงนอนซ้อนด้านหลัง สิตาขยับเพื่อให้วาคิมนอนสบาย แต่กลับโดนแขนแข็งแรงโอบกอด เขาไม่ยอมให้เธอขยับตัว
“ดูสิ เธอเลี้ยงลูกยังไง ขนาดพ่อมันออกไปซื้อขนมและของเล่นให้มันยังไม่หันมาสนใจ”
“ข....ขอโทษค่ะ”
เธอจับมือเขาไว้ มือที่กำลังลูบไล้เรียวขาขาว วันนี้สิตาไม่ได้มาทำงานบ้าน เธอแค่พาพยัคฆ์และนุ่มนิ่มมาเล่นกับวาคิมเท่านั้น ชุดที่ใส่จึงเป็นชุดแซกกระโปรงมีความยาวเหนือเข่ามาหนึ่งคืบ หากอยากล้วงก็ล้วงง่าย
“อะ....เอ่อ...เดี๋ยว เดี๋ยวสิตาเรียกพยัคฆ์และนุ่มนิ่มมาขอบคุณพี่วาคิมดีไหมคะ”
“นุ่มนิ่ม” นุ่มนิ่มก็ยอมหันมาหาแต่โดยดี อีกทั้งยังส่งเสียงครางเมี๊ยวๆ ตอบกลับอย่างน่าเอ็นดู
“พยัคฆ์” พยัคฆ์ไม่ได้สนใจ เพราะความสนใจของพยัคฆ์อยู่ที่ลูกบอลไฟกะพริบ พยัคฆ์ค่อยๆ ย่องเบาเข้าไปหาวัตถุน่าสนใจแต่มีความแปลกประหลาด โดยมีนุ่มนิ่มนั่งให้กำลังใจอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
“สงสัยต้องยั่วโมโหมันก่อนมันถึงจะสนใจ”
“อย่ายั่วโมโหพยัคฆ์นะคะ” หญิงสาวรีบห้าม กลัววาคิมได้แผลอีก
“ดูซิว่ามันจะทำอะไรพ่อมัน” กระซิบข้างหู แขนและขาโอบกอดสิตาเอาไว้แน่น ครั้งนี้วาคิมเรียกเสียงเข้มห้วนมากกว่าปกติ น้ำเสียงชวนหาเรื่องมาก “พยัคฆ์!!!”
อุ้งเท้าหน้าที่กำลังจะตะปบลูกบอลไฟกะพริบต้องหยุดชะงัก ใบหน้ากลมหันมองผู้เรียก วาคิมยิ้มมุมปากคล้ายกำลังเย้ยหยัน
“ม๊าวววว!!!” พยัคฆ์ไม่พอใจ
“จุ๊บ!! จุ๊บ!! จุ๊บ!!” จุ๊บแก้มสิตาโชว์พยัคฆ์สามครั้ง สิตาหลับตาปี๋ พยัคฆ์เห็นอย่างนั้นเข้าใจว่าแม่ทูนหัวสุดที่รักโดนทำร้าย มันจึงวิ่งเตาะแตะมาใกล้ด้วยขาสั้นๆ ของมัน
“ฝ่ออออ!!!” เสียงขู่เหมือนงูเห่า พยัคฆ์จ้องหน้าวาคิมไม่วางตา
“เมี๊ยววว ~” นุ่มนิ่มมองดูสถานการณ์ ส่งเสียงครางแล้วเบือนหน้าหนี หากพูดภาษาคนได้คงพูดไปแล้ว ‘มนุษย์พ่อไร้สาระ’ ส่วนมนุษย์ที่มีสาระจะต้องมานั่งจกพุงของนุ่มนิ่ม หรือไมก็ป้อนขนมแมวเลีย นุ่มนิ่มเซ็ง!!
“จุ๊บ!! จุ๊บ!! จุ๊บ!!”
“ม๊าวววว!! ม๊าวววว!!!”
“อยากได้แผลเหรอคะ”
“มันไม่กล้าหรอก”
“ใครจะไปรู้คะ”
“พี่ไงที่รู้”
“ฝ่ออออ!!!” ร่างอ้วนกลมแล้วยังเตี้ยไม่รอช้า กระโดดสูงเพื่อขึ้นไปบนโซฟาเบด ไปจัดการคนที่กล้ารังแกแม่ทูนหัวสุดที่รัก ทว่า...เจ้าแมวเหมียวกะระยะผิด จึงล้มไม่เป็นท่า
“พ่อนักเลงขาสั้น ไม่เจียมตัว ฮาๆ ฮาๆ”
วาคิมลุกขึ้น โน้มตัวลงไปอุ้มพยัคฆ์ขึ้นมา เขาหัวเราะตลกขบขัน ขณะที่วางร่างอ้วนกลมบนอก มือหนึ่งเกาคางอีกมือก็ลูบหัว ทำราวกับว่ากำลังปลอบโยนพยัคฆ์อยู่
พยัคฆ์ส่งเสียงครางเมี๊ยวๆ ไม่หยุด คล้ายกำลังบ่นให้วาคิม นุ่มนิ่มที่เดิมทีนั่งมองเฉยๆ ตอนนี้สถานการณ์สงบสุข จึงวิ่งเตาะแตะเข้ามา สิตาอุ้มขึ้นมานอนเบียดกัน
“ไม่ต้องอิจฉานะนุ่มนิ่ม ยังไงหนูก็คือที่หนึ่ง” วาคิมพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ สิตาไม่ได้พูดห้ามหรือทักท้วง ไม่บ่อยนักที่เธอจะเห็นวาคิมหัวเราะแบบนี้ รู้สึกราวกับว่าน้ำแข็งในใจของเขาเริ่มละลายลงบ้างแล้ว
@ @ @ @ @ @ @ @
