บทที่ 10 ค่าตัวผมถูกจัง
รถสปอร์ตรูปทรงปราดเปรียวที่มาชะลอจอดตรงหน้าร้านขายข้าวแกงในตอนบ่ายสามโมง ทำให้นางศรีจันทร์กับคนางค์ต้องเขม้นมองด้วยความสนใจ พอเห็นลักษิกาเปิดประตูอุ้มลูกชายก้าวลงมาจากรถก็ต่างเบิกตากว้าง หันไปมองหน้ากันอย่างแปลกใจสงสัยไปตามๆ กัน ยิ่งเมื่อได้เห็นเจ้าของรถเปิดประตูก้าวลงมาจากฝั่งคนขับ สองแม่ลูกถึงกับอ้าปากค้าง ว่ารถคันหรูราคาหลายสิบล้านนั่นน่ามองแล้ว เจ้าของรถยิ่งน่ามองยิ่งกว่า หน้าตาหล่อคม บุคลิกมุ่งมั่น และออร่าผู้ดีแผ่ฟุ้งมาแต่ไกลเลยเชียว
“คุณนั่งรอแป๊บหนึ่งนะคะ เลือกโต๊ะนั่งได้เลย แต่บ่ายจัดแบบนี้กับข้าวคงเหลือไม่กี่อย่างแล้ว เดี๋ยวฉันขอเอาลูกไปนอนก่อน”
เมื่อชายหนุ่มพยักหน้าตอบรับมาเบาๆ เธอก็เดินเอาเจ้าตัวเล็กที่หลับอยู่กับอกเข้าไปนอนในห้องพัก เนื่องจากร้องไห้จากการฉีดวัคซีนจนผล็อยหลับไปตั้งแต่อยู่ในรถ จัดการเปิดพัดลมห่มผ้าให้ร่างน้อยจนเรียบร้อย แล้วถึงก้าวออกมาจากห้อง และคนางค์ก็รีบมากระแซะข้างถามยิกๆ
“ใครวะไอ้ลักษ์ พ่อเจ้าขุนเหรอ”
“จะบ้าเหรอ เขาแค่มากินข้าว”
ลักษิกาเบิกตาโตกับคำคาดเดาของเพื่อนพร้อมกับโพล่งบอกหน้าตาตื่น
“แล้วทำไมเขาหน้าเหมือนเจ้าหัวขนุนของฉันจังเลยวะแก”
“เด็กทารกหน้าตาก็เหมือนๆ กันหมดนั่นแหละ แกแยกออกหรือไงคะน้า คงเหมือนเพราะมีเลือดตะวันตกเหมือนกันแค่นั้นละมั้ง”
ถึงปากจะบอกเพื่อนไปแบบนั้น ทว่าลักษิกาก็อดลอบมองคนที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมหนึ่งของร้านนั่นไม่ได้ ก็มีคนทักสองรายแล้ว หรือเขาจะหน้าเหมือนเด็กชายจอมทัพจริงๆ ก่อนเธอจะสะบัดศีรษะสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง เพราะคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้หรอก
“หรือฉันจะคิดไปเองวะ แล้วนี่แกมากับเขาได้ไง”
“เรื่องมันยาว เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง ตอนนี้ขอไปหาข้าวให้เขาก่อน เห็นบ่นว่าหิว บอกให้ไปกินที่ร้านอื่นก็ไม่ไป”
เปรยเชิงบ่นกับเพื่อนเสร็จลักษิกาก็รีบเดินไปยังโต๊ะที่เขานั่งรออยู่ พอก้าวเข้าไปในร้าน ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรนางศรีจันทร์ก็มากระซิบกระซาบข้างหู
“เหลือแต่พะแนงไก่กับคั่วกลิ้งหมู เผ็ดๆ ทั้งนั้นเลยลูก เขาจะกินได้เหรอ แม่แอบไปถามแล้วนะ เขาบอกว่ากินได้ แต่ดูจากผิวขาวๆ ปากแดงๆ แบบนั้น แม่ไม่ค่อยมั่นใจ”
“ไม่ได้ก็ต้องได้แม่จันทร์ ลักษ์บอกแล้วว่าที่ร้านทำอาหารเผ็ดนำ เขาก็ไม่ฟัง จะตามมากินให้ได้”
“แล้วแต่ลักษ์เลยลูก เผื่อได้มาเป็นพ่อเจ้าขุน หัดกินรสจัดไว้บ้างก็ดี”
“แม่จันทร์น่ะ”
ลักษิกากระเง้ากระงอดหน้าคว่ำ เพราะดูจากรอยยิ้มกรุ้มกริ่มพร้อมดวงตาวาววับของนางศรีจันทร์เธอรู้ว่ากำลังโดนแซว และคงเข้าใจว่าเขาตามมาจีบเธออยู่แน่ๆ
“ไม่ต้องอาย คนเราถ้ามันใช่ก็คือใช่ คู่กันแล้วมันไม่แคล้วกันหรอก หรือถ้ามันไม่ใช่ก็แล้วไป ตักแกงไปเสิร์ฟให้เขาไปลูกไป หิวไส้จะขาดแล้วมั้งน่ะ หน้าบึ้งเชียว”
นางศรีจันทร์ตัดบทโดยการรุนหลังให้คนหน้าแดงไปตักกับข้าว ขณะที่ลักษิกาก็เดินไปแต่โดยดี ปล่อยให้นางศรีจันทร์มองตามหลังไปยิ้มๆ
“ร้านคุณเสิร์ฟอาหารช้าแบบนี้เป็นปกติหรือไง ลูกค้าก็มีไม่กี่คนเอง คงเจริญฮวบๆ แน่ๆ”
พอลักษิกาวางจานอาหารให้บนโต๊ะปุ๊บ ลูกค้าที่รอกินก็เปิดปากอวยพรให้ทันควัน จนเธออดที่จะปรายตาค้อนให้ไม่ได้
“ก็เปิดมาเกือบยี่สิบปีแล้วนะคะ และลูกค้าก็แน่นตลอด ถ้านั่นเรียกว่าเจริญฮวบๆ ฉันก็ไม่เถียง”
เธอโต้กลับไปแบบนิ่มๆ พร้อมแย้มยิ้มตาใส แม้จะถูกตาคมๆ จ้องมาขุ่นขวางเธอก็ไม่สน ก่อนจะก้าวไปหยิบจานข้าวสวยมาเสิร์ฟให้แล้วเอ่ยบอก
“มื้อนี้ฉันเลี้ยง ถือว่าตอบแทนที่คุณช่วยฉันก็ได้นะคะ”
“ค่าตัวผมถูกจังนะ”
“ก็ไม่ได้ชวนให้มากินซะหน่อย แล้วเรื่องที่ช่วยก็ขอบคุณไปแล้วด้วย”
ลักษิกาเง้างอดเถียงอย่างลืมตัวว่าเขาไม่ใช่คนคุ้นเคยที่เธอจะงอนใส่ได้ แต่ท่าทางนั้นมันน่ารักในสายตาคนที่กำลังมองอยู่ ปากได้รูปจึงกระตุกยิ้มน้อยๆ แล้วทอดเสียงอ่อนลง
“นั่งเป็นเพื่อนผมหน่อย”
ไม่แน่ใจว่าสั่งหรือบอก แต่น้ำเสียงของเขามันฟังสุภาพซะจนเธอปฏิเสธไม่ลง
“เดี๋ยวลักษ์ไปเอาน้ำมาให้ก่อนนะคะ”
คำแทนตัวด้วยชื่อเล่นนั้นทำเอาคนได้ฟังระบายยิ้มอ่อนๆ แต่คนพูดคงไม่รู้ตัว เธอไปหยิบน้ำอัดลมในตู้แช่ จัดการเปิดฝา เสียบหลอด แล้วถึงเอามาวางไว้ให้บนโต๊ะ ก่อนจะทรุดนั่งฝั่งตรงข้าม และคนที่กำลังเขี่ยข้าวในจานเล่นก็เป็นฝ่ายเอ่ยถามออกมา หรือจะเรียกว่าซักไซ้ก็ไม่ผิดนัก
“คุณมาอยู่ที่นี่นานแล้วเหรอ”
“ก็...หลายเดือนแล้วค่ะ” ลักษิกาเลี่ยงที่จะตอบตรงๆ
“แล้วพ่อเด็กไปไหน”
“ไม่มี”
เสียงตอบเบาๆ แต่กระด้างจนผิดหูนั้นทำให้เขาไม่ถามต่อ เปลี่ยนน้ำเสียงจากเรียบๆ มาเป็นทุ้มลึกน่าฟังแทน
“คุณอายุยังน้อย แต่เลี้ยงลูกคนเดียวได้ เก่ง”
“ขอบคุณค่ะ”
คนถูกชมอุบอิบออกมาเบาๆ พลางลอบมองคนนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างสงสัย ก็ไหนบ่นว่าหิว แต่ไม่เห็นเขาตักข้าวใส่ปากเลยสักคำ พอซักเธอเสร็จก็คว้าขวดน้ำอัดลมไปดื่ม ก่อนหยัดร่างลุกจากโต๊ะเสียเฉยๆ
“ผมไปก่อนนะ”
บอกแค่นั้นเขาก็ก้าวไปขึ้นรถ แล้วขับรถคันสวยวิ่งฉิวออกไปจากหน้าร้าน คือมาไวไปเร็วซะจนลักษิกาได้แต่หลับตาปริบๆ มองตามท้ายรถคันนั้นไปอย่างไม่เข้าใจ ชื่อแซ่ก็ยังไม่ทันจะได้รู้เลย เธอลืมถาม และเขาก็ไม่คิดที่จะแนะนำ เธอละงงใจจริงๆ
