บทที่ 12 ยัดเยียดความเป็นสามี
“แล้วแกรู้ไหม ผู้หญิงหลังคลอดจะมีสภาวะฮอร์โมนผิดปกติ ไอ้รบมันไม่รู้ แม้แต่ฉันเองก็ไม่เคยรู้ ก็ไม่เคยมีเมียมีลูกกันเลยสักคน แล้วจะไปตรัสรู้มาจากไหนวะ ว่าผู้หญิงเขาจะเป็นโรคอะไรบ้างหลังคลอด หลังจากวันที่เกือบถูกไอ้รบฆ่าเอา ยัยนั่นเป็นโรคซึมเศร้า ได้แต่เก็บตัวเงียบอยู่ในคอนโดฯ ก่อนจะกรีดข้อมือฆ่าตัวตาย กว่าแม่บ้านที่เข้าไปทำความสะอาดคอนโดฯ จะเจอศพก็สี่ห้าวันเข้าไปแล้ว ไอ้รบมันยิ่งเฟลหนักเลยทีนี้ มันโทษตัวเองว่าทำให้สองชีวิตต้องตาย ถึงมันจะไม่ผูกพันอะไร แต่น้องแกเวลาปกติมันก็เป็นคนจิตใจดีคนหนึ่ง มันอ่อนไหวเป็น มันเงียบมาก เก็บตัวอยู่คนเดียว ไม่เที่ยว ไม่เอาผู้หญิง ไม่เอาใครหน้าไหนทั้งนั้น จะหลับตาลงแต่ละทีถ้าไม่เมาก็กรอกยานอนหลับทุกคืน ฉันช่วงนั้นแทบไม่เป็นอันทำการทำงานต้องไปนอนเฝ้าไอ้รบจนจะบ้าตามมันอยู่แล้ว สภาพไอ้รบทำเอาแม่แกแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ กระทั่งมันหนีออกไปจากคอนโดฯ ป้าเดือนเป็นห่วงมาก ขับรถไปตามหาจนเกิดอุบัติเหตุ ป่านนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าน้องแกอยู่ที่ไหน ฉันให้คนตามสืบ แต่ก็ยังไร้วี่แวว”
“แล้วน้องสาวเขารู้ไหมว่าพี่สาวเขาตายแล้ว”
“ไม่รู้ ยัยดาริกาเอาลูกไปทิ้งไว้ให้เลี้ยงแล้วก็กลับมาโกหกไอ้รบว่าลูกตาย และไม่ได้กลับไปหาน้องอีกเลย กระทั่งเสีย ฉันนี่แหละเป็นธุระเรื่องงานศพให้ เด็กนั่นก็คงอยากจะตามหาพี่สาวอยู่หรอกมั้ง แต่อย่างว่าแหละ ต้องเลี้ยงเด็กอ่อนไปด้วยจะขยับตัวไปทางไหนก็ลำบาก แต่เขาโชคดีนะ มีเพื่อนดี คอยช่วยเหลือทุกอย่าง ตอนแรกฉันก็เข้าใจว่าเด็กไม่อยู่แล้วเหมือนกัน แต่พอสืบประวัติยัยดาริกาถึงรู้ว่ามีน้องสาว แล้วหน้าตาเด็กนั่นก็เหมือนแกกับไอ้รบตอนเด็กๆ เป๊ะ ฉันให้นักสืบแอบถ่ายรูปแล้วเอารูปแกสองคนลองเทียบดู ดีเอ็นเออยู่บนใบหน้าหลานแกชัดมาก แกก็เห็นแล้วนี่ แอบไปอุ้มมาแล้วไม่ใช่เหรอ”
ณกรเดาว่าเพื่อนคงจะคุ้นหน้าลักษิกาจากรูปที่เขาเคยให้นักสืบแอบถ่ายแล้วส่งไปให้ดูทางแอปพลิเคชันแชท มันถึงได้ตามสืบเสาะหาที่พักของสาวเจ้าแล้วไปป่วนเอาไว้พอสมควร ถึงขนาดจ้างคนไปสร้างสถานการณ์ปล้น เพื่อที่จะให้แม่ลูกอ่อนจำเป็นนั้นวางใจแล้วจะได้เนียนอุ้มหลาน ใช่ มันทำมาแล้ว และที่ณกรรู้ก็เพราะมันเป็นคนโทร.มาสั่งให้เขาหาคนให้มันเอง เอากับมันสิ เขาละเชื่อมันเลย
“แกจะเอาไงต่อ บอกตรงๆ ว่าตอนนี้ฉันมืดแปดด้านไปหมดแล้ว”
“เรื่องไอ้รบฉันจัดการเอง ถ้าเซ้นส์ไม่พลาด คิดว่าฉันรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน”
ณกรก็ได้แต่ภาวนาให้เซ้นส์เพื่อนไม่พลาด เขาว่าฝาแฝดมักจะมีจิตที่สื่อถึงกันได้นี่นา หรือบางทีนักรบอาจจะหลุดปากบอกอะไรแฝดผู้พี่มาบ้างก็ได้ ถึงสองหนุ่มจะอยู่กันคนละทวีป เพราะพ่อกับแม่เลิกกันด้วยเหตุผลสุดคลาสสิก นั่นคือไลฟ์สไตส์ต่างกัน นายวิลเลียม โครเชอร์ชอบเข้าสังคม นิยมงานปาตี้ และจัดงานสังสรรค์กับเพื่อนฝูงอยู่ตลอดเวลา ส่วนนางชมเดือน ดิษกรพล เป็นคนเรียบง่าย ชื่นชอบความสงบ ไม่นิยมความหรูหรา จึงมักอยู่ติดบ้าน หากสังคมที่นายวิลเลียมอยู่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเรื่องผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเป็นเหตุให้มีการทะเลาะเบาะแว้ง หนักเข้าก็เผลอลงไม้ลงมือ
เรื่องราวความรักของสาวไทยแสนเรียบร้อยกับหนุ่มอเมริกันผู้หล่อเหลาก็เลยจบกันแบบไม่ค่อยสวยสักเท่าไร และตามสเต็ปก็ต้องมีการแบ่งลูก แฝดพี่ถูกแยกไปอยู่กับบิดาที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุได้สิบสี่ปี และแฝดน้องอยู่กับมารดาที่เมืองไทย
ถึงบิดากับมารดาจะจากกันชนิดไม่เผาผี แต่ความเป็นพี่น้องมันก็ตัดกันไม่ขาด สองหนุ่มฝาแฝดตอนที่ต้องจากกันก็ย่างเข้าสู่วัยรุ่นและเริ่มมีความคิดเป็นของตนเอง ทั้งสองแอบแลกเบอร์โทร.และอีเมลเอาไว้ติดต่อกัน โดยที่พ่อกับแม่ไม่เคยรู้ แล้วคุยกันมาตลอดนับตั้งแต่นั้น ถึงจะไม่บ่อย แต่ก็ไม่เคยขาดการติดต่อ ตอนแฝดน้องไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกาสองหนุ่มพี่น้องก็ไปมาหาสู่กันลับหลังบิดากับมารดาตลอดสามปีที่นักรบเรียนอยู่ที่นั่น และแฝดพี่ก็แอบบินกลับมาเยี่ยมน้องชายที่เมืองไทยบ้าง จึงไม่แปลกเมื่อแฝดน้องหายตัวไป แล้วแฝดพี่จะมานั่งอยู่ที่นี่ในตอนนี้ โดยการส่งข่าวจากเพื่อนสนิทที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กอย่างณกร เนื่องจากบิดาของณกรเป็นทนายความประจำตระกูลของบ้านดิษกรพล แต่ด้วยปัญหาสุขภาพนายองอาจจึงผันตัวเองไปเป็นที่ปรึกษาแล้วโอนหน้าที่ให้ลูกชายรับผิดชอบแทน ซึ่งก็ถือว่าดีแล้ว เพราะเพื่อนกันทั้งนั้นจะได้คุยกันง่ายหน่อย
“นักปราชญ์”
เสียงเรียกชื่อเต็มยศฟังจริงจังของณกร ทำให้เจ้าของชื่อเงยหน้าจากเอกสารในมือขึ้นมามองหน้าเพื่อนพร้อมกับเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม
“ตั้งแต่กลับมาแกไปดูป้าเดือนบ้างหรือยัง”
หากก็ได้คำตอบเป็นความเงียบ และสายตาคมๆ ก็ก้มลงจ้องเอกสารในมือต่อ ณกรรู้ว่าเพื่อนรู้สึกอย่างไร เพราะนับตั้งแต่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกานางชมเดือนไม่เคยติดต่อไปหาลูกชายเลยสักครั้ง ด้วยเหตุผลอะไรเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่หารู้ไม่ว่าได้สร้างปมในใจให้กับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ที่คิดว่าแม่ไม่รัก ไม่สนใจไยดีมาจนถึงทุกวันนี้ กลับมาเมืองไทยก็ไม่เคยเข้าบ้าน ไม่เคยส่งข่าวให้มารดารู้ จะอยู่กับน้องชายที่คอนโดฯ ทุกครั้ง
“ฉันเชื่อว่าแม่ทุกคนรักลูกทั้งนั้นแหละ แกอย่าคิดมากเลย ป้าเดือนคงมีเหตุผล”
“แต่ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาฉันไม่เคยรู้ซึ้งถึงคำคำนั้น”
เสียงแข็งๆ โต้กลับมาทั้งที่ตายังจ้องอยู่กับกระดาษในมือ จนณกรอดที่จะชำเลืองมองตามไม่ได้ว่ามันกำลังจ้องอะไร และรู้สึกจะจ้องอยู่นานสองนาน ไม่เปิดเอกสารหน้าอื่นเลย สิ่งที่ณกรเห็นคือรูปถ่ายขนาดเอสี่ชนิดซูมแบบเห็นหน้าชัดเจนของแม่กับลูก ไม่สิ ต้องเรียกว่าน้ากับหลานถึงจะถูก เขาไม่แน่ใจว่ามันจ้องหน้าหลาน หรือโฟกัสที่หน้าสวยๆ ของแม่ลูกอ่อนจำเป็นนั่นกันแน่ ขณะที่ปากก็จัดการกล่อมให้มันไปเจอแม่ต่อ
“ป้าเดือนสภาพแย่มากนะ นี่ก็เพิ่งแช่มชื่นขึ้นมานิดหนึ่งตอนที่ฉันไปส่งข่าวว่าเจอลูกไอ้รบนั่นแหละ ป้าเดือนตื่นเต้นใหญ่ อยากจะเห็นหน้าหลาน รู้สึกจะเอามาอยู่ที่บ้านแล้วด้วย แกกลับไปดูแม่ซะหน่อยสิ”
“แล้วแม่กำมะลอของหลานฉันนั่นล่ะ”
ดูมัน มันไม่สนใจแม่ของตัวเองเลยสักนิด แต่กลับถามถึงแต่แม่ลูกอ่อนจำเป็นนั่น ซึ่งมันแปลก
“แกคิดว่าเขาจะทิ้งหลานไหมล่ะ สัญชาตญาณความเป็นแม่สูงซะขนาดนั้นน่ะ”
“แม่ฉันรู้ไหมว่าเขาไม่ใช่แม่เด็ก”
“ฉันไม่ได้บอกละเอียดขนาดนั้น เพราะยังคิดไม่ตกว่าจะพาเขากับหลานเข้าบ้านไปพบแม่แกได้ยังไง แต่รู้สึกป้าเดือนจะคิดแผนออกก่อน แล้วชิงพาเข้าบ้านไปก่อนแล้ว”
“ดี! แกไม่ต้องยุ่ง ไม่ต้องบอกอะไรแม่ทั้งนั้น ฉันจะจัดการเอง”
“แกจะทำอะไร อย่าบอกนะว่าแกจะสวมรอยไอ้รบน่ะ”
“แล้วทำไม่ได้หรือไง แกบอกเองไม่ใช่เหรอว่าให้กลับไปดูแม่บ้าง ฉันก็จะทำอยู่นี่ไง แต่ทำในคราบไอ้รบ ผิดหรือไงวะ”
“เออ! แล้วแต่แกเถอะ ฉันไม่ยุ่งก็ได้”
ณกรรับปากส่งๆ ไป ตอนนี้ขอให้เพื่อนยอมกลับบ้านไปเจอแม่ แค่นี้เขาก็สบายใจแล้ว ก่อนจะลองเชิงเปรยแบบโยนหินถามทาง เพราะท่าทางมันแปลก เขากำลังสงสัยอะไรบางอย่าง
“น้องเขายังเด็กนะเว้ย! เพิ่งเรียนจบมาได้ไม่กี่เดือนเอง แกจะทำอะไรก็คิดให้ดีแล้วกัน”
“เลี้ยงลูกได้ขนาดนั้นไม่เด็กแล้ว ถ้ามีลูกฉันเชื่อว่าเขาจะเลี้ยงลูกได้ดี และน่าจะเลี้ยงสามีดีด้วย”
‘ชัดเลย! ไอ้บ้าปราชญ์ มันต้องกำลังคิดยัดเยียดความเป็นสามีให้น้องเขาอยู่แน่ๆ’
