บทที่ 3 เจ้าหนูจอมทัพ

สองสาวเพิ่งนึกได้ว่ามีบุคคลที่สามนั่งฟังอยู่ด้วยก็เลยจบบทสนทนาแต่เพียงแค่นั้น เพราะหัวข้อที่คุยกันเป็นเรื่องที่รู้กันระหว่างลักษิกากับคนางค์เท่านั้น

หลังจากนั้นคนางค์ก็ขับรถไปส่งนุสราที่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ รอจนเด็กสาวเปิดประตูรั้วเข้าบ้านไปจนเสร็จเรียบร้อย แล้วถึงได้ขับรถแท็กซี่คันนั้นมุ่งตรงกลับบ้านหลังน้อยของตนเองบ้าง โดยมีลักษิกานั่งสัปหงกอยู่ข้างๆ ส่วนคนเมานั้นไม่ต้องพูดถึง นิ่งสงบตั้งแต่พวกเธอจับยัดขึ้นรถโน่นแล้วละ


เสียงเด็กที่แผดจ้าขึ้นในตอนหัวรุ่ง ซึ่งมักจะดังเวลานี้เกือบทุกวันราวกับตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ทำให้คนกำลังนอนหลับอุตุต้องสะดุ้งตื่นแล้วรีบเด้งตัวลุกจากที่นอน

“ตื่นแล้วลูก ตื่นแล้ว ปลุกเช้าจริงเชียว ไม่รู้จะรีบตื่นไปไหน”

ถึงปากจะบ่นงึมงำ หากสองมือเรียวบางก็รีบพับผ้าห่มเก็บที่นอนอย่างรวดเร็ว เสร็จก็หันมาช้อนเอาร่างจ้อยตัวขาวจั๊วะเข้าสู่อ้อมแขน

“ไหนดูสิ แจกน้ำเก๊กฮวยหรือฟักทองบดฮึ! ถึงได้เป่าปี่แต่เช้าเลยเรา หูย...แจกฟักทองบดกันแต่เช้าเลยเจ้าหมูอ้วน กินนมจุก็แบบนี้แหละ นี่ลักษ์จะเลี้ยงไม่ไหวแล้วนะรู้ไหม”

ปากจิ้มลิ้มบ่นไปเรื่อยเปื่อย จัดการวางร่างเล็กลงกับเบาะที่นอนตามเดิม ทว่าเรียวปากอิ่มกลับแย้มยิ้มละมุนอยู่ตลอดเวลา ขณะที่สองมือก็ดึงทิชชูเปียกเอามาเช็ดคราบฟักทองบดให้เจ้าตัวเล็กอย่างคล่องแคล่วว่องไว เสร็จก็ยัดทั้งทิชชูและผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่เธอถอดออกเมื่อก่อนหน้านี้ใส่ในถุงขยะแล้วผูกปากเอาไว้อย่างแน่นหนา แล้วค่อยเอาไปทิ้งที่ถังขยะใบใหญ่ตรงหน้าบ้านอีกที

“อาบน้ำกันเลยดีกว่าเนอะ เดี๋ยวลักษ์พาออกไปหายายจันทร์ที่หน้าบ้านนะลูกนะ”

ว่าแล้วหญิงสาวก็ลุกไปกดน้ำร้อนในกาต้มน้ำไฟฟ้าเอาไปผสมกับน้ำเย็นในกะละมังอาบน้ำเด็กอ่อนที่อยู่ในห้องน้ำ ลองเอามือจุ่มวัดอุณหภูมิดู เมื่อรู้สึกว่าอุ่นพอดี เธอถึงก้าวกลับมาช้อนเอาตัวนิ่มๆ พาเข้าไปในห้องน้ำ

พออาบน้ำประแป้งแต่งตัวให้คนตัวเล็กเสร็จ หญิงสาวก็เอาเจ้าตัวยุ่งมานอนเล่นบนฟูกนอนระหว่างที่เธอเข้าไปอาบน้ำบ้าง ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันที่ลักษิกาทำมาตลอดสามเดือนเต็ม จากที่เลี้ยงเด็กอ่อนไม่เป็น เวลานี้เธอทำได้คล่องไม่มีที่ติ ทำหน้าที่แม่ลูกอ่อนได้อย่างไม่เคอะเขิน ขนาดคนางค์เพื่อนรักยังออกปากแซวเหมือนเธอเคยมีลูกมาแล้วสักสิบคนก็ว่าได้

ไม่นานสองแม่ลูกก็พากันออกมาจากห้องพัก โดยเจ้าหนูเจ้าขุน หรือเด็กชายจอมทัพ หรือเจ้าหัวขนุนของคนางค์ อยู่ในชุดหมีแขนยาวขายาว บนหัวเหม่งๆ ที่มีผมอยู่กระจุกหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุที่คนางค์เรียกเจ้าหัวขนุนมีหมวกใบเล็กๆ สวมติดศีรษะมาด้วย ขณะที่ลักษิกาอยู่ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ห้าส่วนแต่งตัวเรียบๆ ง่ายๆ อย่างปกติทุกวัน มือเล็กข้างหนึ่งประคองร่างน้อยที่เธออุ้มพาดบ่าเอาไว้ อีกมือก็หิ้วเปลนอนเด็กอ่อนอันเล็กๆ ที่คนางค์ซื้อให้เป็นของขวัญต้อนรับหลานชายติดมือออกมาด้วย

“มาแล้วสุดหล่อของยายจันทร์ ตื่นเช้าแข่งกับพระอีกแล้วนะลูก เก่งกว่าลุงผักบุ้งกับน้าคะน้าอีกเนอะลูกเนอะ”

นางศรีจันทร์ที่กำลังโขลกน้ำพริกกะปิอยู่อย่างขะมักเขม้น เมื่อหันมาเห็นหลานชายตัวน้อยก็ร้องทักพร้อมแย้มยิ้มร่าส่งให้แต่ไกล

เดือดร้อนคนที่โดนแขวะซึ่งนั่งสับหมูอยู่บนแคร่ใกล้ๆ ต้องโพล่งออกมาโต้กลับคนเป็นมารดา

“โอ๊ย...แม่ บุ้งก็ช่วยงานอยู่นี่ไง กัดอยู่นั่นแหละ ชาติที่แล้วขายเสียมหรือไง แซะจัง”

“นี่ถ้าฉันไม่ไปปลุกแกจะตื่นไหมล่ะ แหม...กว่าจะยุรยาตรออกจากที่นอนได้ ฉันเรียกคอแทบแตก อายหลานมันบ้างไหมนั่น ชาติที่แล้วแกเป็นญาติกับซาตินหรือไง ถึงได้รักมันจังที่นอนน่ะ”

เรียกว่ามวยถูกคู่มากสองแม่ลูกคู่นี้ ไม่มีใครยอมใครกันเลย ลักษิกาได้แต่ยิ้มขำ เพราะการเถียงกันโขมงโฉงเฉงเป็นเรื่องปกติของครอบครัวนี้ ถึงปากจะกัด จะแซะ จะแขวะกันอยู่เนืองๆ แต่ก็รักใคร่กลมเกลียวกันดี ไม่เคยทะเลาะกันจริงๆ จังๆ เลยสักครั้ง

“เมื่อคืนไอ้พี่บุ้งมันเมาเหมือนหมาเลยแม่”

คนางค์ซึ่งกำลังนั่งล้างผักในกะละมังใบเติบอยู่ที่ก๊อกน้ำข้างบ้าน จึงได้ทีตะโกนมาฟ้องมารดาถึงสาเหตุที่พี่ชายโงหัวลุกไม่ขึ้นในเช้าวันนี้

“หุบปากไปเลยยัยคะน้าเน่า”

“พี่นั่นแหละสมควรหุบปากไอ้ผักบุ้งเฉา ทำคนอื่นเดือดร้อนกันไปหมดยังไม่รู้ตัวอีก มันน่าปล่อยให้เขากระทืบให้ตายคาผับนั่นซะจริงๆ”

“ฉันบอกให้แกหุบปากไง”

“พวกแกจะเถียงกันอีกนานไหมฮะ! นี่จะหกโมงเช้าลูกค้าจะเข้าร้านอยู่แล้ว กับข้าวเพิ่งเสร็จไปสามอย่างเอง มัวแต่เถียงกันอยู่นั่นแหละ แกรีบสับหมูเลยไอ้บุ้ง สับหมูไปสัปหงกไปแบบนี้แล้วฉันจะได้ผัดกะเพราไหมเช้านี้น่ะ แกก็เหมือนกันนังคะน้า รีบล้างผักเข้า ต้มจืดน่ะทำวันนี้นะโว้ย! ไม่ใช่ชาติหน้า เร่งมือกันหน่อย”

“จ้า...นี่ก็เร่งสุดชีวิตแล้วจ้าคุณนายศรีจันทร์ บ่นมากๆ ระวังโบท็อกซ์ที่เพิ่งไปฉีดมาเมื่อวานเลื่อนไปอยู่ที่คอหอยนะแม่ จากที่เหี่ยวอยู่แล้ว คราวนี้คงโคตรเหี่ยวเลยแหละ”

“นังคะน้า! ปากดีนักนะแก เดี๋ยวเถอะ แกจะโดนสากบิน ไอ้บุ้งมันจะไปเมาหมาไม่แดกที่ไหนก็ช่างหัวมัน แต่ตอนเช้าถ้ามันแหกตาตื่นขึ้นมาช่วยงานฉันได้ ฉันโอเค ณ จุดนี้ แกไม่ต้องมาเป่าหูฉัน โตๆ กันแล้ว ชีวิตใครชีวิตมันโว้ย!”

บุรินทร์หัวเราะออกมาเสียงดังลั่นอย่างสะใจที่มารดาไม่เข้าข้างใครทั้งนั้น คนางค์จึงได้แต่เบ้ปากใส่พี่ชายด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะก้มหน้าก้มหน้าตาเร่งมือล้างผักต่อไป ส่วนบุรินทร์ก็เร่งสับหมูอย่างเอาเป็นเอาตาย ให้ได้ดั่งใจคนเป็นแม่

ลักษิกาวางเปลนอนเด็กเอาไว้บนโต๊ะไม้ใกล้ๆ กับแคร่ที่บุรินทร์นั่งสับหมูอยู่ จัดการวางเจ้าหนูตัวกลมดิกวัยสี่เดือนเอาไว้บนเปล แล้วโยกเบาๆ ให้บรรดาตุ๊กตาที่ผูกเอาไว้กับคานเปลไหวน้อยๆ แค่นี้เจ้าตัวเล็กก็นอนมองได้เป็นชั่วโมงๆ บางครั้งผล็อยหลับไปเสียดื้อๆ ก็อย่างที่คนางค์เคยบอก เธอโชคดีที่เด็กชายจอมทัพเลี้ยงง่าย กินอิ่มก็นอนหลับปุ๋ย จะร้องก็เมื่อหิว หรือตอนฉี่กับอึเท่านั้น ก่อนที่เธอจะพาออกมาจากห้องพักก็เพิ่งให้กินนมจนอิ่มหนำ ถึงได้นอนเล่นสบายใจเฉิบอยู่ได้แบบนี้

“ฝากโยกเปลเจ้าขุนด้วยนะพี่บุ้ง”

“เออ! เดี๋ยวพี่ดูให้”

เมื่อบุรินทร์รับปากจนเป็นที่วางใจ ลักษิกาจึงเดินไปช่วยคนางค์ล้างผักจนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็เอาสารพัดผักที่ล้างเสร็จแล้วมาช่วยกันหั่นใส่กะละมังใบใหญ่ๆ ที่มีน้ำผสมด่างทับทิมอยู่ในนั้น เพื่อแช่ล้างสารพิษที่อาจตกค้างในผักอีกรอบ แล้วเอามาล้างน้ำเปล่าอีกหน ก่อนที่นางศรีจันทร์จะเอาไปประกอบอาหารเมนูในเช้าวันนี้

ลักษิกาพยายามที่จะช่วยงานทุกอย่างที่เธอทำได้ เพราะครอบครัวของคนางค์ช่วยเหลือเกื้อกูลทั้งเธอและเด็กชายจอมทัพมาตลอดสามเดือนนับตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ แบ่งห้องในบ้านให้พักอยู่ฟรีๆ มีอาหารครบสามมื้อ ครอบครัวนี้กินอย่างไรเธอก็ได้กินอย่างนั้น ไม่เคยแบ่งแยก เธออยากจะจ่ายค่าเช่า แต่นางศรีจันทร์ก็ไม่เอา บอกให้เก็บเงินนั้นเอาไว้เป็นค่านมเจ้าหัวขนุนของเธอ ให้ความเอ็นดูเธอกับเจ้าขุนตัวน้อยเหมือนลูกเหมือนหลานคนหนึ่ง

หญิงสาวจึงซาบซึ้งน้ำใจของครอบครัวนี้เป็นที่สุด เมื่อมีเวลาว่างจากการเลี้ยงเจ้าหนูจอมทัพเธอจึงพยายามตอบแทนด้วยการแบ่งเบาภาระของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นงานบ้านงานเรือน ปัดกวาดเช็ดถู หรืองานในร้านขายอาหารเล็กๆ แห่งนี้ ทั้งช่วยเสิร์ฟ เก็บกวาดโต๊ะ ล้างถ้วยช้อนจานชาม เธอไม่เคยนิ่งดูดาย ยิ่งทำให้ครอบครัวนี้เอื้อเอ็นดูเธอเข้าไปใหญ่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป