บทที่ 4 แม่ลูกอ่อน

ครอบครัวศักดิ์เสนาที่ลักษิกามาพึ่งใบบุญเป็นแค่ครอบครัวเล็กๆ ไม่ได้ร่ำรวยอะไร เป็นครอบครัวทำมาหากินปกติทั่วๆ ไป ไม่มีเงินถุงเงินถัง และก็ไม่มีหนี้สินให้ต้องตามใช้ตามเช็ด นายโกสนพ่อของคนางค์มีอาชีพขับแท็กซี่ เป็นรถแท็กซี่ส่วนบุคคลสีเขียวเหลืองที่ใช้ขับทำมาหากินมานาน นายโกสนจะออกจากบ้านไปตั้งแต่ไก่โห่ ก่อนที่คนในบ้านจะตื่นเกือบทุกวัน ช่วงสายๆ ถึงกลับเข้าบ้านมาพัก แล้วออกไปหาลูกค้าอีกครั้งตอนช่วงบ่ายๆ เวลากลับก็จะเป็นช่วงค่ำหรือดึก แล้วแต่ลูกค้าที่มาใช้บริการในแต่ละวัน

ส่วนนางศรีจันทร์ผู้เป็นภรรยาจะแบ่งพื้นที่ตรงหน้าบ้านปูนสองชั้นหลังไม่ใหญ่มากนักหลังนี้เป็นเพิงขายข้าวแกง มีโต๊ะเอาไว้บริการลูกค้าแค่สิบกว่าโต๊ะ กับข้าวที่ทำในแต่ละวันก็มีแค่แปดเก้าอย่างหมุนเวียนกันไป กับข้าวแต่ละอย่างจะทำไม่เยอะมาก เอาแค่พอขายหมดในแต่ละวัน ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่เหลือ หรือขายหมดก่อนจะเย็นเสียด้วยซ้ำ เพราะนางศรีจันทร์ขายอาหารในราคาเป็นกันเอง ที่คนชนชั้นรากหญ้าสามารถซื้อกินกันได้อย่างสบายๆ ถือคติที่ว่า กำไรน้อยแต่อยู่กันยืนยาว

ประกอบกับรสมือของนางศรีจันทร์ถูกปากด้วย ก็เลยเป็นที่นิยมของคนละแวกนี้ ช่วงเช้ากับช่วงกลางวันจะมีพนักงานออฟฟิศที่ตั้งอยู่แถวย่านนี้มานั่งกินข้าวกันแน่นขนัดหน่อย บางคนก็ซื้อแกงถุงติดมือกลับไปฝากคนที่บ้านก็มี

วันไหนที่กับข้าวขายหมดเร็วนางศรีจันทร์ก็จะมีเวลาว่างออกไปนวดตัวบ้าง เสริมสวยบ้าง แม้จะปากร้าย แต่นางเป็นคนจิตใจดีและค่อนข้างรักสวยรักงาม เมื่อวานเพื่อนบ้านก็เพิ่งชวนไปฉีดโบท็อกซ์มาหมาดๆ อย่างที่ลูกสาวนางแซว ไม่ต้องแปลกใจเลย ว่าอายุอานามก็ห้าสิบสี่ปีเข้าไปแล้ว แต่ทำไมหน้ายังเด้งดึ๋งตึงเป๊ะอยู่เลย ในเมื่อมันเป็นความสุขของมารดา ลูกๆ กับสามีจึงไม่มีใครขัดข้อง คนเราไม่มีหนี้สินและไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ นั่นถือเป็นลาภอันประเสริฐ ลำบากลำบนหาเงินก็ต้องรู้จักใช้เงินนั้นหาความสุขให้กับตัวเองบ้าง มันคือปรัชญาชีวิตที่สมาชิกของครอบครัวนี้ยึดถือในการดำรงชีวิตมาตลอด แต่ละคนก็เลยดูมีความสุขในสิ่งที่เป็นอยู่

ด้านบุรินทร์ก็มีอาชีพทำมาหากินเป็นของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ โดยการเก็บหัวคิวของบรรดามอเตอร์ไซค์วินที่คุมอยู่ เขาจึงพอจะมีเงินเก็บเอาไว้กินไว้เที่ยวและเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตัวเองโดยที่ไม่ต้องเดือดร้อนใคร หลังจากช่วยงานมารดาที่ร้านเสร็จ ช่วงสายๆ เขาก็จะออกไปคุมลูกสมุนที่วินหน้าปากซอยต่อ

ส่วนคนางค์หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเปิดที่เดียวกับลักษิกาก็กลับมาอยู่บ้าน คอยเป็นลูกมือและช่วยนางศรีจันทร์ขายข้าวแกง เธอจะได้ส่วนแบ่งจากกำไรที่มารดาให้ บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ คนางค์จึงมีเงินเหลือเก็บสบายๆ ทุกวันนี้ก็มีคนางค์นี่แหละที่คอยซื้อนมซื้อของใช้ตลอดจนเสื้อผ้าให้เด็กชายจอมทัพ แค่เพื่อนพามาอาศัยที่บ้านและให้ทั้งที่อยู่ที่กินลักษิกาก็เกรงใจจะแย่ นี่เพื่อนยังช่วยค่าใช้จ่ายของเจ้าขุนอีก พอเธอทักท้วง เพื่อนก็ไม่ฟัง แถมยังโดนพูดใส่หน้ามาอยู่บ่อยๆ

‘ความสุขของฉันแกอย่ายุ่งไอ้ลักษ์’

ถือว่าเธอโชคดีสองต่อที่มีเพื่อนแท้อย่างคนางค์ ลักษิกากับคนางค์เรียนมาด้วยกันที่มหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง ซึ่งค่าเทอมไม่แพงมากนัก และลักษิกาสามารถทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยได้ เธอทั้งสองแชร์ค่าห้องพักกัน เป็นเพื่อนรักที่คบหากันมานับตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเลยก็ว่าได้ คนางค์จะคอยช่วยเหลือลักษิกาเรื่องเรียนมาโดยตลอด เพราะคนางค์เรียนอย่างเดียว แต่ลักษิกาต้องทำงานหาเงินส่งเสียตัวเองเรียน เนื่องจากพื้นเพของเธออยู่ต่างจังหวัด ครอบครัวมีอาชีพทำไร่ทำสวนหาเช้ากินค่ำ เธอจึงไม่อยากรบกวนทางบ้าน

สมัยที่ยังเรียนอยู่ ช่วงกลางวันลักษิกาทำงานขายเครื่องสำอางที่มีบูธอยู่ในห้างสรรพสินค้าซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่พักและมหาวิทยาลัยมากนัก ตอนที่เธอไปยื่นใบสมัครงานเจ้าของแบรนด์แทบจะกระโดดตะครุบตัว เพราะลักษิกาหน้าตาสวยโดดเด่นมาก เครื่องหน้าชัด สูงร้อยหกสิบสี่ อกอึ๋ม เอวเล็ก สะโพกกลมกลึง ยิ่งพอจับแต่งตัวแต่งหน้าทำผมเข้าหน่อย ความสวยยิ่งฉายชัด เธอจึงเหมาะที่จะทำงานนำเสนอบรรดาเครื่องสำอางมากๆ

และช่วงกลางคืนเธอก็รับงานเสิร์ฟอาหารต่อ เรียกได้ว่าลักษิกาทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตเลยทีเดียว ก็ได้คนางค์นี่แหละคอยเอาชีทจากที่เรียนมาให้เธอยืมอ่าน คอยเป็นติวเตอร์ประจำตัวให้อยู่เป็นระยะ เนื่องจากสองสาวเรียนคณะเดียวกัน จึงไม่มีปัญหาเรื่องแชร์หนังสือเรียนกัน เมื่อถึงเวลาสอบเธอก็ลางานไปสอบ อาศัยความขยันเข้าช่วย ลักษิกาจึงจบจากมหาวิทยาลัยพร้อมๆ กับคนางค์โดยใช้เวลาเรียนสี่ปีเต็มตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยทั่วๆ ไป และผลการเรียนก็ไม่ได้ไก่กาเลย อยู่ในขั้นดีเลยด้วยซ้ำ

หากความสวยที่มีติดตัวมันก็ไม่ได้ให้ประโยชน์เสมอไป มันสร้างปัญหาให้ลักษิกามาตลอดนับตั้งแต่สมัยเรียน โดนลูกค้าลวนลามเอาบ้าง อาเสี่ยขอเลี้ยงก็มี จนเธอต้องเปลี่ยนงานอยู่บ่อยครั้ง บางทีต้องลากเอาคนางค์ไปเป็นไม้กันหมา ให้บรรดาอาเสี่ยทั้งหนุ่มและไม่หนุ่มเข้าใจว่าเธอมีแฟนเป็นทอม ซึ่งพวกนั้นก็เชื่อได้ไม่ยากเย็นนัก เพราะคนางค์ตัวเล็กๆ บางๆ ที่สำคัญจอแบนสนิท ชอบสวมเสื้อยืดตัวโคร่งๆ กับกางเกงยีนส์ทรงบอย ลุคคล้ายทอมบอยได้อยู่

แม้กระทั่งเรียนจบแล้ว ความสวยของเธอก็ยังทำพิษไม่เลิก จบมาสามเดือน ลักษิกาเปลี่ยนงานมาแล้วสองที่ ที่แรกเธอได้งานเป็นผู้ช่วยเลขาบริษัทส่งออกแห่งหนึ่ง ทว่าถูกเมียของเจ้านายระแวงตามจิกจนเธออยู่ไม่ได้ ทั้งที่มันไม่มีอะไรเลย งานที่สองเธอเป็นพนักงานเช็กสต็อกสินค้า แล้วโดนหัวหน้างานแต๊ะอั๋ง ถ้าแค่ครั้งสองครั้งเธอยังพอทน แต่นี่เล่นจะลากเธอเข้าไปทำมิดีมิร้ายในห้องเก็บของ เธอจึงฟาดศีรษะด้วยด้ามไม้ถูพื้นไปหนึ่งทีจังๆ จนเลือดอาบ แล้วเปิดแน่บออกจากงานเสียดื้อๆ ไม่บอกไม่กล่าวใครทั้งนั้น

ทุกวันนี้เธอก็ยังไปสัมภาษณ์งานอยู่เป็นระยะ เพราะตั้งแต่เรียนจบก็มีไปกรอกใบสมัครทิ้งๆ เอาไว้หลายที่ และคนางค์ก็อาสาจะช่วยเลี้ยงเจ้าขุนให้ช่วงที่เธอออกไปทำงาน หากก็ยังไม่มีงานไหนที่เหมาะกับแม่ลูกอ่อนอย่างเธอเลย


ภายในห้องทำงานโอ่อ่าบนตึกหรูรูปทรงแปลกตาหลายสิบชั้น สมกับเป็นที่ตั้งของบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ สาวน้อยในชุดนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งกำลังนั่งกุมมือพร้อมกับทำหน้ากระอักกระอ่วนอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เพราะช่วงเช้าวันนี้เธอถูกเจ้าของห้องทำงานโทร.นัดให้มาพบ บอกแค่ว่ามีธุระจะคุยด้วยแค่นั้น ประจวบกับนุสรามีเรียนภาคบ่าย ช่วงเช้าเธอจึงแวะมาที่นี่ก่อน

ทว่านั่งอยู่หลายนาทีจนเหงื่อซึมชื้นมือไปหมด คนนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานก็ไม่เปิดปากคุยอะไรสักที เอาแต่ก้มอ่านและเซ็นเอกสารในแฟ้มแทบไม่เงยหน้ามามองเธอเลย หากเหตุการณ์ชุลมุนที่เกิดขึ้นในผับเมื่อคืนนี้ทำให้นุสราเดาได้ไม่ยากว่าชายหนุ่มนัดมาเจอด้วยเรื่องอะไร และแฟนหนุ่มของเธอก็เป็นฝ่ายผิดเต็มๆ ที่ไปหาเรื่องเขาก่อน มันก็น่าหวั่นใจอยู่ไม่น้อยว่าคนที่เธอนับถือเสมือนพี่ชายจะเอาเรื่องหรือเปล่า ยิ่งอยู่ในโหมดนิ่งๆ เงียบๆ แบบนี้เธอเดาอารมณ์เขาไม่ออก เพราะน้อยครั้งมากที่นักรบจะเงียบขรึมเช่นนี้เวลาอยู่กับเธอ นุสราจึงเป็นฝ่ายเปิดประเด็นเสียเอง

“เอ่อ...เรื่องเมื่อคืนนี้ แบมต้องขอโทษแทนพี่บุ้งด้วยนะคะพี่รบ พี่บุ้งไม่ได้ตั้งใจ แค่เมาหนักไปหน่อยน่ะค่ะ”

หากชายหนุ่มหน้าเคร่งไม่ได้สนใจถ้อยคำที่เธอเอ่ยขอลุแก่โทษนั่นเลยสักนิด มือหนาโยนแฟ้มที่เซ็นเสร็จแล้วไปวางกองมุมโต๊ะด้านหนึ่ง แล้วหันมาถามเธอเสียงเรียบนิ่ง ดวงตาคมกริบสีเทาอมฟ้านั่นก็จ้องหน้าเธอนิ่งมาก บอกให้รู้ว่าวันนี้เขาต้องได้คำตอบ

“นายบุ้งอะไรนั่นเป็นใคร แล้วผู้หญิงสองคนที่มาลากตัวไอ้หมอนั่นออกไปจากผับเป็นใครมาจากไหน”

“พี่บุ้งเป็นแฟนแบมค่ะ ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เข้ามาทีหลังคือพี่คะน้า เป็นน้องสาวของพี่บุ้ง ส่วนคนสวยๆ หุ่นดีๆ ที่เข้ามาก่อนชื่อพี่ลักษ์ เป็นเพื่อนพี่คะน้าค่ะ”

ชื่อหญิงสาวคนสุดท้ายที่หลุดออกมาทำให้ชายหนุ่มยกมือลูบแก้มอัตโนมัติ ขณะที่นุสราได้แต่คลี่ยิ้มจืดเจื่อน เพราะเธอเห็นตอนที่นักรบถูกตบ แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คิดว่านักรบคงเคืองอยู่ไม่น้อย

“พี่ลักษ์คงไม่ได้ตั้งใจ น่าจะตกใจที่ล้มทับพี่รบน่ะค่ะ พี่รบอย่าถือโทษโกรธพี่ลักษ์เลยนะคะ ชีวิตพี่ลักษ์น่าสงสารออก มีลูกตั้งแต่อายุยังน้อย สามีก็เลวไม่ดูดำดูดี เลิกกันตั้งแต่ลูกยังไม่คลอดเลยด้วยซ้ำ พอคลอดลูกก็ไม่มีที่ไป ตอนนี้ต้องมาอาศัยอยู่กับพี่คะน้า ไหนจะต้องหางานทำ ไหนจะเลี้ยงลูกอีก ลูกชายพี่ลักษ์เพิ่งได้สี่เดือนเอง น่ารักมากเลยค่ะ แบมไปเล่นด้วยอยู่บ่อยๆ พี่รบอย่าเอาเรื่องพี่ลักษ์เลยนะคะ”

นุสรากึ่งเปรยกึ่งเล่าเรื่องที่รู้มาจากปากแฟนหนุ่มเสียงเจื้อยแจ้ว หากมันกลับทำให้คนได้ฟังนั่งนิ่งอึ้งอยู่นาน เรียวคิ้วเข้มขมวดน้อยๆ ก่อนเขาจะเอ่ยออกมา

“พี่จะตัดสินใจเองว่าควรเอาเรื่องดีหรือเปล่า เราจดที่อยู่บ้านนายบุ้งอะไรนั่นให้พี่หน่อยแล้วกัน ขอแบบละเอียดเลยนะ เดี๋ยวพี่จะจัดการเอง”

‘จัดการอะไรเหรอ’

สาวน้อยนักศึกษายังงงไม่หาย กระดาษแผ่นหนึ่งพร้อมกับปากกาก็ถูกยื่นมาให้ตรงหน้า เธอจึงจำต้องรับมาจดที่อยู่ของแฟนหนุ่มลงไป ก่อนจะยื่นกลับไปให้คนขอ หากหน้าตาก็ยังงงๆ อยู่เช่นเคย แต่เธอยังไม่กล้าถาม แค่เขาไม่เอาเรื่องแฟนหนุ่มก็ดีที่สุดแล้ว คิดว่าอย่าไปเซ้าซี้เลยน่าจะดีกว่า หน้าตาพี่รบของเธอตอนนี้ดูกระด้างแปลกๆ แววตานิ่ง หน้าก็ดุ ซึ่งมันดูน่ากลัวอย่างไรก็บอกไม่ถูก เธอก็ยังยืนยันว่าเขาไม่เหมือนพี่รบที่เธอเคยรู้จัก ส่วนลักษิกา เธอเชื่อว่านักรบคงไม่ทำร้ายผู้หญิงหรอก แต่เขาจะเอาที่อยู่ของลักษิกาไปทำไม นี่สิน่าสงสัย เธอละเป็นงงจริงๆ

“กลับได้แล้วไป ธุระพี่มีแค่นี้แหละ”

หมดประโยชน์ก็ไล่เฉยเลย แถมพอไล่เสร็จก็เปิดแฟ้มก้มหน้าทำงานต่อ ทำราวกับเธอไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้กระนั้นแหละ และมันน่าแปลกมาก จากที่คิดว่านักรบเรียกเธอมาพบด้วยเรื่องของบุรินทร์ที่เมาอาละวาดใส่เขาเมื่อคืนนี้ ทว่าชายหนุ่มกลับไม่โวยวายจะเอาเรื่องแฟนหนุ่มของเธอใดๆ ทั้งสิ้น แทบไม่สนใจบุรินทร์เลยก็ว่าได้ ดูเหมือนคนที่นักรบสนใจคือแม่ลูกอ่อนชื่อลักษิกานั่นต่างหาก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป