บทที่ 6 บ้านดิษกรพล
**“ลักษ์เอ๊ย...**มากินข้าวก่อนลูกมา ถ้วยช้อนจานชามมันไม่หนีไปไหนหรอก เดี๋ยวค่อยกลับไปล้างก็ได้”
นางศรีจันทร์เรียกคนที่ยังทำงานงกๆ มาพักกินข้าว ซึ่งนางกับลูกสาวกำลังนั่งล้อมวงจัดการกับอาหารมื้อกลางวันในยามบ่ายกันอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนที่ตั้งอยู่ตรงหน้าบ้าน เพราะขณะนี้ลูกค้าซาลงบ้างแล้ว เหลือแค่สองสามรายที่กำลังนั่งกินข้าวกันอยู่โต๊ะห่างๆ แต่ละคนจึงได้เวลานั่งพัก และถือโอกาสกินมื้อกลางวันกันไปด้วยในเวลาเดียวกัน
“แม่จันทร์กับคะน้าล่วงหน้ากันไปก่อนได้เลยจ้ะ ลักษ์ยังไม่ค่อยหิว เดี๋ยวล้างจานเสร็จค่อยกินก็ได้”
“ไม่กินข้าวกินน้ำเดี๋ยวก็เหลือแต่นมหรอกแก”
คนางค์ตะโกนไปแซวเพื่อนบ้าง ถึงจะโดนลักษิกาค้อนมาให้ขวับใหญ่ สาวร่างเล็กก็ยิ้มรับหน้าบานอยู่ดังเดิม
“เหลือแต่หัวไหมนังคะน้า สำนวนเหลือแต่นมนี่แกไปเอามาจากไหน” คนเป็นแม่ทักท้วงอย่างอดไม่ได้เมื่อสำนวนที่ลูกสาวพูดมันฟังทะแม่งๆ
“ก็ไอ้ลักษ์น่ะเวลาช่วงไหนมันผอม มันจะผอมแต่ตัวเท่านั้นแหละแม่ ส่วนนมยังเหลือเฟือเหมือนเดิม”
“สวยดีออก ตูมๆ แบบนี้ลูกผัวชอบนักแหละ ลูกกินได้ผัวกินดีโว้ย! ไม่เห็นหรือไงเจ้าหัวขนุนตัวเบ้อเริ่มเลย”
คนเป็นลูกได้แต่คลี่ยิ้มแห้งๆ ก็จะบอกได้อย่างไรว่าที่เจ้าหลานชายของเธอตัวกลมเป็นลูกขนุนแบบนั้นเพราะนมผงสำเร็จรูปล้วนๆ คนางค์จึงรีบตัดบท เอาให้ห่างไกลจากเรื่องนมเป็นดีที่สุด
“งานไม่เสร็จไอ้ลักษ์มันไม่กินหรอกแม่ ฉันชวนมันเป็นรอบที่ร้อยแล้ว เรากินๆ กันก่อนเถอะ เดี๋ยวหิวมันก็หาอะไรกินเองนั่นแหละ”
“ลักษ์มันน่าจะเกิดมาเป็นลูกฉันนะ ขยันขันแข็งได้ดั่งใจจริงๆ เหอะ! ส่วนลูกฉันแต่ละคนต้องจ้ำจี้จ้ำไชปากเปียกปากแฉะ ถึงจะได้งานได้การ”
“หูย...แม่ ก็เพิ่งได้นั่งพักนี่แหละ ไม่แซะกันสักวันแม่จะกินไม่ได้นอนไม่หลับหรือไง”
“กินข้าวไป! พูดมากนังคะน้า”
นางศรีจันทร์ใช้นิ้วชี้ยันหน้าผากลูกสาวช่างต่อปากต่อคำไปเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ ก่อนคลี่พัดจีนในมือโบกเบาๆ ราวกับชูสีไทเฮาในซีรีส์จีน แล้วเปรยขึ้นมาอีก
“เดี๋ยวเย็นนี้ฉันจะไปนวดตัวทำผมทำเล็บสักหน่อย แกดูร้านด้วยล่ะ กับข้าวเหลืออยู่สองสามอย่างเอง ใครมาซื้อก็ขายถูกๆ ไปแล้วกัน”
“แหม...ช่วงนี้เข้าศูนย์ความงามบ่อยเหลือเกินนะคุณนายศรีจันทร์ แอบมีกิ๊กหรือเปล่าเนี่ย ต้องสปอยพ่อสักหน่อยแล้ว”
“คนที่ควรมีกิ๊กคือพ่อของแกโน่น กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ไปส่งลูกค้าจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ น่าสงสัยกว่าฉันอีก ส่วนฉันแหกขี้ตาตื่นได้ก็มาขายข้าวแกงงกๆ จะเอาเวลาที่ไหนไปแลกิ๊กฮะ! นังคะน้า ฉันก็แค่อยากให้ลูกค้าเจริญหูเจริญตาบ้าง ไม่ใช่มาเจอแต่ความซอมซ่อของแก เดี๋ยวจะพานกินข้าวไม่ลงกันพอดี หัดแต่งเนื้อแต่งตัวซะบ้างแกน่ะ นมเนิมน่ะหาอะไรมายัดๆ เข้าไป จะได้เบ้อเร่อเบ้อร่าเรียกลูกค้าเข้าร้านกับเขามั่ง”
“แม่! พอเหอะ ฉันยอม กินข้าวเถอะนะ”
คนางค์ต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ พลางส่ายหัวให้ เพราะเถียงกันทีไรไม่เคยชนะคนเป็นแม่สักที ระหว่างกินข้าวสองแม่ลูกก็ยังกัดกันอยู่เป็นระยะ บางครั้งก็คุยกันงุ๋งงิ้งตามประสาแม่ลูก ประเดี๋ยวดีกันประเดี๋ยวร้ายใส่กัน คือจะเป็นอยู่อย่างนี้เป็นเรื่องปกติ ที่ลักษิกาเห็นจนชินตาชินหู เธอจึงได้แต่ยิ้มขำ
พอล้างจานกองโตนั้นเสร็จ หญิงสาวก็แวะไปโยกเปลเจ้าหัวขนุนที่กำลังหลับปุ๋ยซึ่งวางอยู่บนแคร่ใกล้ๆ ก่อนจะเหลือบไปเห็นผู้หญิงวัยน่าจะเกือบหกสิบคนหนึ่งที่มานั่งกินข้าวอยู่คนเดียวเมียงมองมาอย่างสนใจ ลักษิกาจึงคลี่ยิ้มส่งให้ตามมารยาท แล้วนางก็เป็นฝ่ายเอ่ยทักทายขึ้นมาก่อน
“ลูกเหรอจ๊ะหนู”
“ค่ะ”
“มีลูกตั้งแต่อายุยังน้อยทันใช้ดีนะ”
ลักษิกาได้แต่ยิ้มกับคำปรารภนั้น ก่อนนางจะถามออกมาอีก
“หนูทำงานที่นี่เหรอจ๊ะ ป้าเห็นขยันขันแข็งเชียว”
“หนูพักอยู่ที่นี่ค่ะ พอว่างก็ช่วยแม่จันทร์กับเพื่อนทำงานบ้างน่ะค่ะ”
“หือ...ไม่ได้ทำงานที่นี่ประจำหรอกหรือ”
เธอส่ายศีรษะให้เป็นคำตอบ พร้อมกับแย้มยิ้มละมุนละไมอยู่เช่นเคย
“น่าเสียดายนะ ขยันเชียว สนใจไปทำงานกับป้าไหมหนู อ้อ! ไม่สิ ต้องบอกว่าไปทำงานกับเจ้านายของป้าอีกทีถึงจะถูก”
“งานอะไรเหรอคะ”
คนที่กำลังหางานย่ำต๊อกอยู่เกือบทุกวันหูผึ่งขึ้นมาทันทีเมื่อมีคนมานำเสนองานให้ถึงที่
“ป้าชื่อสายใจ เรียกป้าสายก็ได้ คือ...ป้าเป็นแม่บ้านอยู่ที่คฤหาสน์ดิษกรพล พอดีคุณนายท่านประสบอุบัติเหตุขาหักแขนหักต้องใส่เฝือกตลอด จะทำอะไรก็ลำบาก ท่านอยากได้คนไปช่วยดูแลช่วงที่พักฟื้นอยู่ที่บ้านน่ะจ้ะ ความจริงป้าก็ทำได้ แต่อย่างว่าแหละ ป้าน่ะแก่แล้ว เวลาคุณนายท่านเรียกให้หยิบโน่นหยิบนี่จะไม่ค่อยทันใจท่าน หนังสือหนังหาก็อ่านไม่ค่อยออก ยิ่งถ้าท่านสั่งให้ไปหยิบหนังสือต่างประเทศ ป้าจะเวียนหัวมาก ต้องขึ้นๆ ลงๆ ห้องหนังสือกับห้องท่านเป็นว่าเล่น บางครั้งป้าลมจะจับเสียให้ได้ ท่านก็เลยอยากได้สาวๆ ที่คล่องงานหน่อย อย่างหนูนี่แหละขยันดี ท่านคงชอบ”
ลักษิกายืนอึ้งนิ่งค้างกับประโยคที่ได้ยิน ทำให้คนนำเสนองานต้องรีบอธิบายต่อ เพราะเกรงว่าคนฟังจะเข้าใจผิด
“ไม่ได้ให้ไปเป็นคนใช้นะหนู อย่าเข้าใจผิด งานบ้านอะไรพวกนั้นน่ะมีเด็กในบ้านทำกันอยู่แล้ว ท่านแค่อยากได้คนที่จะไหว้วานให้ช่วยทำโน่นทำนี่แทนท่านช่วงที่ยังไม่ถอดเฝือกเท่านั้น น่าจะสักสามสี่เดือนท่านคงถอดเฝือกได้ ไม่ต้องกลัวนะหนู ท่านใจดีมาก”
“ป้าเป็นแม่บ้านอยู่ที่คฤหาสน์อะไรนะคะ”
เป็นนานกว่าลักษิกาจะพึมพำถามออกมาได้ ประโยคยืดยาวที่นางสายใจร่ายออกมาเธอแทบไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ แต่ชื่อคฤหาสน์หลังนั้นนั่นต่างหากที่เธออยากมั่นใจว่าได้ยินไม่ผิดเพี้ยนไป
“ดิษกรพลจ้ะ”
