บทที่ 8 ฉันไม่รู้จักคุณ
ลักษิกาเบิกตาโตพร้อมโพล่งออกมาอย่างตกใจ เพราะนึกไม่ถึงว่าจะเจอเขาที่นี่ เธอรีบคว้าผ้าอ้อมที่เขายื่นมาให้แล้วจ้ำหนีทันที หากร่างใหญ่ก็ก้าวตามไม่ลดละ
“เดี๋ยวสิ จะรีบไปไหน”
“ฉันไม่รู้จักคุณ”
“ก็หยุดคุยกันก่อน เดี๋ยวก็รู้จัก”
“อย่ามาทำอะไรโรคจิตแถวนี้นะ ไม่งั้นฉันจะร้องให้คนช่วยจริงๆ ด้วย”
ปากอิ่มรัวคำพูดออกมาเสียงหลง สองขาก็ขยับหลบหลีกซ้ายขวาจะก้าวหนีท่าเดียว หากเขาก็ตามสกัดไม่เลิกรา
“ถ้าคุณไม่อาย ก็ร้องเลย ท่าทางผมก็ไม่น่าจะเหมือนคนโรคจิตหรอกมั้ง”
ไม่ใช่แค่ไม่เหมือนคนโรคจิต ก็เล่นแต่งตัวเนี้ยบมาตั้งแต่หัวจรดเท้าซะขนาดนี้ ถึงแม้เสื้อเชิ้ตสีขาวที่เขาใส่อยู่จะถูกพับแขนเอาไว้ง่ายๆ หากเครื่องแต่งกายบนตัวก็ดูดีมีราคาทุกชิ้น มันไม่ได้ใกล้เคียงกับคนโรคจิตเลยต่างหาก ขืนร้องให้คนช่วย คาดว่าคงเป็นเธอนั่นแหละจะถูกหาว่าบ้าที่ตื่นตูมไปเอง
“คืนนั้นผมไม่ได้ตั้งใจจะจับอะไรของคุณเลยจริงๆ นะ ถ้าผมตั้งใจมันจะไม่ใช่แค่จับแน่ๆ”
“ฉันลืมไปหมดแล้ว นี่คุณหลีกไปสิ!”
ปากบอกว่าลืม ทว่าหน้ากลับแดงก่ำไปจรดใบหู มันจึงทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าเธอโกหกไม่เนียน
“ลืมจริงเหรอ”
“คุณจะเอาไง ต้องการอะไร”
ลักษิกาชะงักเท้ากึกเมื่อดูแล้วอีกฝ่ายคงไม่ยอมหลีกเอาจริงๆ และจากช่วงขาที่ยาวกว่าเธอมาก ไม่ว่าเธอจะขยับหนีไปทางไหน เขาก็สามารถก้าวตามมาขวางห้อมหน้าห้อมหลังเอาไว้ได้หมด เธอจึงตัดสินใจจะปักหลักคุยให้มันจบๆ ไป แต่ฟังคำตอบของเขาเอาเถอะ ช่างกวนประสาทสิ้นดี
“ถามแบบนี้ ถ้าผมตอบว่าเอาคุณ คุณให้ไหมล่ะ”
เมื่อเห็นตาเขียวปัดกับหน้าแดงจัดที่ไม่รู้ว่าโกรธหรืออายนั้น คนตั้งใจรวนจึงยกมือยอมแพ้
“โอเค เอาจริงๆ นะ ผมหลงทาง”
ก็หลงจริงๆ ตอนที่เขาขับรถหาที่อยู่ของเธอนั่นแหละ แต่แล้วจู่ๆ เธอก็โผล่มาเดินอยู่ริมถนนให้เห็น จนเขาต้องชะลอจอดรถเข้าเทียบข้างทางแทบไม่ทัน ก่อนจะรีบเดินตามมานี่ไง แล้วเขาจะบอกเธอไปทำไม
“ฉันไม่ใช่คนแถวนี้ คงแนะนำเส้นทางคุณไม่ได้หรอก”
ลักษิกาพยายามจะพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด แล้วเธอก็ไม่รู้จักถนนหนทางแถวนี้จริงๆ เพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้สามเดือน และไม่ค่อยได้ออกไปไหนด้วย ถ้าไปไกลกว่าหน้าปากซอยรับรองมีหลงแน่นอน ทว่าดูเขาจะไม่สนใจคำตอบของเธอเลยสักนิด กลับถามออกมาอีกเรื่องแทน หน้าตาก็เรียบๆ นิ่งๆ ที่เธอเดาทางเขาไม่ถูกจริงๆ
“แล้วนี่จะไปไหนกัน”
ถามพร้อมกับทอดตาคมๆ มองร่างจ้อยในอ้อมแขนของเธอนิ่งๆ ดวงตาของเขามันมีประกายกล้าบางอย่าง แต่เธออ่านไม่ออก แค่รู้สึกแปลกๆ ขณะที่เด็กชายจอมทัพก็จ้องบุรุษแปลกหน้าตาแป๋วอยู่เช่นกัน พอเขาเอื้อมมือจะแตะร่างเล็กลักษิกาก็ขยับหนีและรีบรัวบอก
“ฉันจะพาลูกไปหาหมอ ขอตัวก่อนนะคะ”
หญิงสาวไม่รอฟังว่าเขาจะว่าอย่างไร รีบก้าวฉับๆ ออกไปจากที่ตรงนั้นรวดเร็ว และไม่หันกลับไปแลข้างหลังอีกเลย
พอเดินเลี้ยวเข้ามาในซอยทางไปคลินิกได้ชั่วอึดใจ ลักษิกาถึงค่อยๆ ชำเลืองกลับไปมองเบื้องหลังนิดหนึ่ง เมื่อไม่เห็นร่างสูงใหญ่อย่างชาวตะวันตกนั้นเดินตามมาอีกเธอก็ปล่อยลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก ก่อนจะหันกลับก้าวมุ่งตรงไปยังคลินิกที่เห็นอยู่ไกลๆ นั้นต่อ
หากเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวลักษิกาก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นมาจากทางเบื้องหลังและเฉียดร่างเธอไปชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด หญิงสาวกอดร่างเล็กในอกเอาไว้อย่างตกใจ ก่อนมอเตอร์ไซค์ตีนผีคันนั้นจะเลี้ยววกกลับมาเบรกกึกจอดลงตรงข้างๆ ที่เธอยืนอยู่ แล้วไอ้คนซ้อนท้ายก็กระโดดลงมาจากรถพร้อมกับล้วงมีดออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมสีดำที่มันใส่อยู่ แค่นี้ลักษิกาก็รู้แล้วว่าพวกมันต้องการอะไร เธอรีบโยนร่มทิ้ง สองแขนกอดรัดร่างเล็กเอาไว้แน่น แล้วหันหลังวิ่งไม่คิดชีวิต ปากก็ร้องให้คนช่วยอย่างตื่นตระหนกสุดขีด
“ช่วยด้วยค่า...ช่วยด้วย ว้ายยย!”
แขนข้างหนึ่งที่ถูกคว้าเอาไว้ทำให้เธอหลับหูหลับตากรีดร้องออกมาสุดเสียง
“กรี๊ดดดด!”
“ผมเอง ลืมตาสิ เกิดอะไรขึ้น”
เสียงทุ้มคุ้นหูนั้นทำให้ลักษิกาลืมตาขึ้นมามอง ก่อนจะโผเข้ากอดแขนคนมาช่วยเอาไว้แน่น ส่วนแขนอีกข้างยังรัดร่างน้อยกระชับเอาไว้กับอก และเสียงกรี๊ดลั่นของเธอก็ทำให้ร่างในอกตกใจจนร้องไห้จ้าแข่งกับเสียงกรี๊ดของเธอไม่รู้เสียงใครเป็นเสียงใคร
“คุณ...คุณช่วยฉันด้วยนะคะ ไอ้สองคนนั่นมันจะปล้นฉัน”
หญิงสาวละล่ำละลักบอกพร้อมหอบหายใจถี่ระรัวอย่างคนเหนื่อยจัด ก่อนค่อยๆ รูดลงไปนั่งแหมะอยู่ที่พื้น เพราะสองขาสั่นจนยืนไม่อยู่ หากแขนทั้งสองข้างยังกอดเจ้าตัวเล็กที่ร้องไห้ไม่หยุดเอาไว้อย่างหวงแหน
เมื่อชายหนุ่มเงยขึ้นมองตามที่เธอพยักพเยิดบอก ไอ้คนที่ตามมานั้นมันก็กระโจนกลับไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ที่พรรคพวกอีกคนติดเครื่องรอเอาไว้และควบหนีไปไกลแล้ว เพราะไม่ได้มีแค่เขาที่วิ่งตามเสียงของเธอมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้คนที่อยู่ในบ้านและออฟฟิศสองข้างทางเริ่มออกมาเยี่ยมๆ มองๆ เช่นกัน คิดว่าพวกมันคงไม่เสี่ยงที่จะอยู่ต่อให้โดดจับเป็นแน่ ร่างใหญ่ทรุดลงนั่งบนส้นเท้าแล้วเอ่ยกับคนยังขวัญหนีดีฝ่อที่กำลังสั่นไปทั้งตัวด้วยเสียงทุ้มลึกน่าฟัง
“ไม่เป็นไรนะ มันไปแล้ว”
“ขอบคุณ ขอบคุณนะคะ”
ลักษิกาพึมพำขอบคุณเสียงสั่น น้ำตาซึมอย่างโล่งอก ไม่ใช่แค่เสียงที่สั่น มือทั้งสองข้างก็สั่นอย่างคนตกใจแล้วระงับอาการเอาไว้ไม่ได้ แม้แต่ฝ่ายที่เฝ้ามองอยู่ยังสังเกตเห็น
“มือคุณสั่น ผมอุ้มเจ้าตัวเล็กให้ไหม ร้องไห้ใหญ่แล้ว”
ดวงตาคู่สวยคลอน้ำตาช้อนขึ้นจ้องสบดวงตาสีฟ้าแกมเทานั้นนิ่งอยู่ชั่วครู่ ทั้งแววตาและน้ำเสียงของเขามันดูจริงจังและจริงใจบอกให้รู้ว่าเธอไว้เนื้อเชื่อใจเขาได้ แขนเรียวเล็กจึงค่อยๆ คลายจากร่างนุ่มนิ่ม ก่อนมือใหญ่จะช้อนอุ้มไปพาดบ่าเอาไว้ ขณะที่สองแขนป้อมๆ นั้นก็กอดรัดลำคอคนอุ้มพลางซุกหน้าเอาไว้กับซอกคอหนา และค่อยๆ เงียบเสียงลงทีละน้อย จนนิ่งสนิทในไม่กี่วินาทีต่อมา เหมือนได้เจอที่พักพิงใหม่ที่อบอุ่นและปลอดภัยกว่ากระนั้น พอเขาลุกขึ้นยืนเสร็จก็ยื่นมืออีกข้างมาตรงหน้าเธอ
“ผมช่วย”
ลักษิกามองมือใหญ่ขาวสะอาดและดูแข็งแรงนั้นอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนตัดสินใจวางฝ่ามือเล็กลงไปให้เขาช่วยฉุดร่างลุกขึ้นยืน เธอยืนได้มั่นคงแล้ว หากมือหนาที่กุมมือเธอเอาไว้แทบมิดยังไม่ยอมคลายไปไหน เขายังจับมือเธอแน่นเหมือนจะช่วยปลอบหรือช่วยพยุงร่าง เธอก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
ดวงตาคมกริบจ้องหน้าเธออยู่ชั่วครู่ แล้วถึงเอ่ยถามออกมา
“จะพาลูกไปหาหมอที่คลินิกใช่ไหม”
เธอยังเรียบเรียงคำพูดไม่ได้จึงพยักหน้าเบาๆ แข้งขาก็ยังสั่นอยู่น้อยๆ
“ผมจะไปส่ง”
