บทที่ 9 คุณพ่อหวง
บอกเสร็จเขาก็เป็นฝ่ายดึงเธอให้เดินตามช้าๆ ซึ่งลักษิกาก็ได้แต่ก้าวตามอย่างคนทำอะไรไม่ถูก หัวใจในอกยังเต้นระรัว กลัวโจรมันวกกลับมาอีกก็กลัว เธอจึงเลือกที่จะตามเขาไปเงียบๆ น่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว แถมร่างเล็กที่ซุกศีรษะอยู่กับบ่ากว้างนั้นก็นิ่งเงียบจนน่าประหลาดใจ ดวงตาใสแจ๋วมองนั่นมองนี่ไปทั่ว ที่สำคัญไม่ร้องสักแอะ ภาพที่เห็นทำเอาเธอรู้สึกสะท้านในอกอย่างบอกไม่ถูก
ลักษิกาเลื่อนสายตาไปลอบมองเสี้ยวหน้าคมสันด้านข้างของผู้ชายที่กำลังจับจูงเธออยู่อย่างไม่แน่ใจ รูปลักษณ์ภายนอกของเขาต้องเรียกว่าดูดีมากๆ จากที่ชายหนุ่มกำลังช่วยเธออยู่ในตอนนี้ คิดว่าจิตใจของเขาก็ไม่น่าจะเลวร้ายสักเท่าไร เขาเหมาะที่จะเป็นเจ้าชายมากกว่าที่จะเป็นคนโรคจิตอย่างที่เธอกล่าวหา และไม่มีอะไรใกล้เคียงกับคำคำนั้นเลยสักนิด เรื่องในคืนนั้นเขาคงไม่ได้ตั้งใจจริงๆ อย่างที่บอก เธอควรลืมมันไปซะ
ว่าแต่...เมื่อไรจะลืม แค่คิดขึ้นมาหน้าเธอยังพานร้อนวูบวาบอยู่เลย
สองหนุ่มสาวมานั่งรอคิวเข้าพบคุณหมออยู่ในคลินิก หลังจากลักษิกาไปแจ้งความจำนงที่เคาน์เตอร์ว่าเธอพาลูกชายมาฉีดวัคซีน พร้อมกับยื่นสมุดวัคซีนของเด็กชายจอมทัพให้เจ้าหน้าที่เรียบร้อย ขณะนี้ร่างเล็กยังซุกแก้มอยู่กับบ่าหนาของคนอุ้ม พลางมองหน้าเธอตาปริบๆ พอลักษิกาจะอุ้มก็ไม่ยอม ทำท่าจะร้องลูกเดียว จนเขาต้องออกปากจะอุ้มให้ เธอก็เลยต้องมานั่งกระอักกระอ่วนอยู่ในตอนนี้ ทั้งเกรงใจเขาก็ส่วนหนึ่ง ทั้งอายผู้คนที่พาลูกหลานมาหาหมอซึ่งกำลังนั่งรอคิวพบคุณหมอหน้าสลอนเหมือนๆ กับเธอนั่นก็ด้วย ก็แต่ละคนเล่นถามแต่ละอย่าง และชวนคุยแต่ละเรื่อง ล้วนแล้วแต่ชวนให้อายทั้งสิ้น
“ลูกชายจ้ำม่ำดีจังเลยนะคะ หน้าเหมือนคุณพ่อมากๆ”
เริ่มจากคุณแม่ของหนูน้อยที่กำลังเป็นไข้ซึ่งนั่งอยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามนั่นเป็นคนแรก
“เอ่อ...ไม่...”
ลักษิกากำลังจะอ้าปากปฏิเสธ แต่คนตัวใหญ่ที่นั่งข้างกายก็เอ่ยสวนออกไปก่อน
“ขอบคุณครับ”
เธอหันขวับไปจ้องหน้าเขาพร้อมกับเบิกตาโตค้างอยู่เช่นนั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อหูนัก ทว่าเขาก็ทำหน้าเฉยได้แนบเนียนสุดๆ
“ให้กินนมแม่หรือนมผงคะเนี่ย ตัวกลมดิกขนาดนี้”
คุณแม่อีกคนที่นั่งข้างเธอเอ่ยถามขึ้นมาบ้างเหมือนต้องการจะชวนคุย
“นม...นมผงบ้างค่ะ” ลักษิกาอุบอิบตอบเบาๆ
“หือ...ไม่ค่อยมีน้ำนมเหรอคะ”
“ค่ะ” เธอตอบส่งๆ ไป และเบาหวิวฟังแทบไม่ได้ยิน
“ไม่น่าเชื่อนะคะ หน้าอกออกจะตูม ลองประคบดูบ้างหรือยังคะ แล้วก็เอาเจ้าตัวเล็กเข้าเต้าบ่อยๆ ช่วยกระตุ้น ของภาแรกๆ ก็ไม่ค่อยมีเหมือนกัน ต้องประคบทุกวันสลับกับให้ยัยหนูดูดทุกสองชั่วโมง ตอนนี้น้ำนมเหลือเฟือมาก ปั๊มเก็บจนยัยหนูกินแทบไม่ทัน”
‘โอ๊ย...ช่วยคุยอะไรที่มันห่างไกลจากคำว่านมบ้างได้ไหม’
ลักษิกาคร่ำครวญอยู่ในอก หน้าก็แดงแล้วแดงอีก และปากก็อ้อมแอ้มตอบออกไปเสียงแผ่วๆ อยู่เช่นเดิม
“ค่ะ”
เธอพยายามจะไม่สบตากับคนพูด เพราะเกรงว่าจะถูกชวนเสวนาเรื่องในที่ลับขึ้นมาอีก บอกตรงๆ ว่าเธอไม่คุ้น และอายเกินกว่าจะมาไขในที่แจ้งกับใคร แถมยังมีผู้ชายที่เธอไม่รู้จักแม้แต่ชื่อมานั่งร่วมฟังอยู่ด้วย ถึงแม้เขาจะสวมรอยพ่อของลูกได้อย่างเนียนๆ ก็ตามเถอะ ทว่าพอเธอไม่ต่อประโยคด้วย คุณแม่ผู้ช่างจ้อก็หันไปแซวคนที่คิดว่าเป็นคุณพ่อซึ่งนั่งอยู่เงียบๆ นั้นแทน
“หรือว่า...คุณพ่อหวงหรือเปล่าคะ”
‘ฮะ! อะไรคือหวง แล้วหวงอะไร’
‘ฮะ! อะไรคือหวง แล้วหวงอะไร’
ลักษิกาทำหน้าเลิ่กลั่กอย่างตามไม่ทัน แถมเขายังยืดอกรับได้หน้าตายสนิท น้ำเสียงก็ทื่อๆ เรียบๆ ฟังไม่รู้ว่าต้องการช่วยเธอหรือแค่ตัดความรำคาญ
“ครับ”
“ก็สมควรหวงอยู่หรอกนะคะ คุณแม่ยังสาวอยู่เลย แถมสวยซะขนาดนี้ หน้าก็เด็กมากๆ”
ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มขำ หากบรรดาแม่บ้านที่กำลังมองมากลับเข้าใจว่าเขายิ้มเพราะภาคภูมิใจที่มีคนชมเมีย ส่วนทางด้านเมียที่ว่าหน้าแดงแจ๋ไปถึงติ่งหูแทบจะมุดพื้นหนีอายอยู่แล้ว
ก่อนลักษิกาจะเบิกตาโตเมื่อหันไปเห็นเจ้าตัวเล็กกัดหูเขาเล่นน้ำลายไหลยืดเต็มไปหมด
“ตายแล้ว! เจ้าขุนอย่ากัดหูคุณลุ...”
เธอชะงักคำพูดค้างเมื่อเขาหันมาจ้องตาระยะเผาขน จนลักษิกาต้องรีบกลืนคำว่าคุณลุงลงคอไป ก่อนชายหนุ่มจะก้มมากระซิบใส่หูเธอเบาๆ
“คุณพ่อสิครับ อย่าให้บรรดาคุณแม่พวกนั้นผิดหวัง”
เธอค้อนขวับ ไม่ต่อปากด้วย แล้วรีบค้นเอาผ้าอ้อมในถุงผ้าไปเช็ดปากเล็กๆ นั้น ในใจก็นึกบ่นให้คนอุ้มไปด้วย คนบ้านี่ก็แปลกคน ปล่อยให้เด็กแทะหูเล่นอยู่ได้ ความจริงเขาก็แปลกตั้งแต่มานั่งให้บรรดาคุณแม่พวกนี้เข้าใจผิดนั่นแหละ แถมยังรับสมอ้างหน้าตาเฉย และเธอก็ต้องรับผิดชอบเช็ดใบหูเปื้อนน้ำลายของเจ้าหัวขนุนตัวแสบนั่นให้เขาด้วย ทว่าภาพครอบครัวอันแสนน่ารักนั้นกลับทำให้คนนั่งอยู่รายล้อมต่างยิ้มตามกันเป็นทิวแถว
