บทที่ 5 จำเลยซาตาน (ต่อ)

'ทุเรศที่สุด ทำอะไรไม่นึกถึงเลยว่ามีคนอื่นอยู่ในบ้านด้วย'

แก้วกัลยาชะงักฝีเท้า เบือนหน้าหนีภาพตรงหน้าที่ทำให้รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งสองข้างแก้ม ตรงนั้น…สองคนที่นัวเนียกอดจูบกันอยู่ในสระน้ำสีคราม ทำให้หล่อนไม่กล้าถือถังไวน์ออกไป กลัวว่าจะเป็นการไปขัดจังหวะช่วงเวลาแห่งความสุขของคนสองคน 

คล้ายมีเซ้นส์ว่าไม่ได้อยู่เพียงลำพังเราสอง นคินทร์ปรายมองด้วยหางตา เห็นคนยืนเขินอายหน้าแดงอยู่ตรงประตูทางออก ชายหนุ่มยิ่งนึกสนุกอยากแกล้ง ในเมื่อหล่อนไม่อยากเดินออกมา เขาก็จะยิ่งจูบโชว์ ถ้าหากจะยืนมองอยู่อย่างนั้นก็แล้วแต่เรื่องของเธอ

'รีบเอาไปวางดีกว่า จะได้จบๆ เรื่องไป'

เพราะเบื่อที่จะต้องถูกเขาหาเรื่องหากว่าหล่อนช้าไม่ทันใจ คนที่กำลังอายแทนจนแข้งขาสั่นจึงพรวดพราดออกไปแล้วส่งเสียงกระแอมให้สองคนรู้ตัว...มาลีรินทร์ผงะตกใจแล้วหันมองทั้งที่สองแขนยังคล้องเกี่ยวไว้กับลำคอแกร่ง ต่างจากอีกคนที่ตวัดมองมาด้วยแววตาหาเรื่องกันอีกครั้ง

"จริงๆ เธอน่าจะรู้มารยาทบ้าง เข้ามาขัดจังหวะคนอื่นแบบนี้ คนมีสมองเขาคิดกันได้เองนะแก้วกัลยา!"

คนถูกเหน็บขบกรามแน่นทำทีเป็นไม่ได้ยิน สองมือที่กำลังเปิดไวน์สั่นพร่าเพราะความเจ็บจุกอยู่ในหัวใจซ้ำยังทำอะไรเขาไม่ได้

เป็นแค่ผู้อาศัยไม่มีสิทธิ์มีปากเสียง เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นลูกชายเจ้าของบ้านที่มีสิทธิ์มากกว่าเธอ หล่อนรินไวน์ใส่แก้วทิ้งไว้ราวกับตัวเองเป็นบริกรในร้านอาหาร นำขวดไวน์แช่ไว้ในถังตามเดิม ที่เหลือคือให้ทั้งสองจัดการต่อ เดินหนีเข้าบ้านโดยไม่ปริปากโต้ตอบอะไรกลับไปสักคำเดียว

"อาภูพูดแบบนั้นก็ไม่ถูก เธออาจไม่ได้ตั้งใจนะคะ ไม่น่าว่ากันแรงแบบนั้นเลย"

"ช่างเถอะที่รัก เลิกใส่ใจคนที่ไร้ความหมายต่อชีวิต แล้วมาพูดเรื่องของเราดีกว่า"

"แต่..." เสียงนั้นขาดช่วง เมื่อถูกฟันซี่คมขบกัดเบาๆ ตรงริมฝีปากล่าง ตามมาด้วยมือใหญ่ที่ควานลงไปใต้น้ำ ปลายนิ้วแกร่งล่วงล้ำสอดลึก...นั่นคือการบอกเป็นนัยๆ ว่าถ้าหากไม่เลิกทำตัวเป็นแม่พระ หล่อนอาจถูกเขาลงโทษขั้นรุนแรงในสระ ข้อหาสงสารคนที่ทำให้เขาต้องสูญเสียคนที่รักมากที่สุดไป

"แก้ว ไปพักเถอะนะ เรื่องอาหารเดี๋ยวแม่ดูแลต่อเอง"

แก้วกาญจน์เดินออกมาบอกคนที่กำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมโต๊ะดินเนอร์ที่ริมสระ เหตุเพราะแก้วกัลยาเพิ่งหกล้มมาหล่อนจึงนึกห่วงกลัวว่าพรุ่งนี้เช้ารอยเจ็บจะระบมเอาได้

"แก้วทำได้ค่ะคุณแม่ คุณแม่ไปเตรียมจัดโต๊ะให้คุณพ่อดีกว่า เห็นว่าใกล้กลับมาถึงแล้วนี่คะ"

สองมือยังคงจัดดอกไม้ที่ปักใส่แจกัน เทียนหอมรูปกุหลาบสีชมพูถูกจุดทิ้งไว้สร้างบรรยากาศโรแมนติก...เครื่องดื่มพร้อมสำหรับสองคนแช่อยู่ในถังไม้ เหลือแค่รอให้นคินทร์และมาลีรินทร์แต่งตัวเสร็จแล้วลงมาดินเนอร์ใต้แสงเทียน

"ดื้อจริงๆ นะเรา แม่พูดก็ไม่ฟัง"

แก้วกาญจน์ถอนหายใจให้กับความดื้อรั้นของคนเจ็บ แต่เมื่อเหลือบดูเวลาแล้วก็ต้องยอมล่าถอย เพราะยังไม่ได้จัดอาหารไว้รอนคเรศที่กำลังเดินทางกลับมาจากที่ทำงาน

คล้อยหลังมารดา แก้วกัลยาเดินกลับเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมอาหารสำหรับสองที่...วันนี้มารดาทำอาหารไทยซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะถูกปากคนทานหรือไม่ เพราะนคินทร์ไม่เคยมานั่งทานร่วมโต๊ะด้วยเลยสักครั้ง จึงไม่รู้ว่าเขาชื่นชอบอาหารแบบใด

"จัดเสร็จหรือยัง ฉันกับมิ้นต์จะได้เริ่มทานเสียที"

เสียงดังแทรกอยู่ด้านหลังขณะที่กำลังลำเลียงอาหารมาวางบนโต๊ะ...เสร็จพร้อมทุกอย่างและเขาเองที่ลงมาช้า นั่นคือสิ่งที่คิดในใจไม่กล้าคิดดัง ได้แต่สูดลมหายใจให้ลึกแล้วหันหน้ากลับไปแค่นยิ้มให้สองคนที่กำลังเดินมายังโต๊ะอาหารที่จัดเอาไว้

"พร้อมแล้วค่ะ เริ่มทานได้เลย เชิญค่ะคุณภู คุณมิ้นต์"

นคินทร์ปรายตามองไปยังอาหารบนโต๊ะท่ามกลางแสงเทียนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ก่อนจะเดินกุมมือนุ่มให้ตามมาที่โต๊ะ ดึงเก้าอี้ออกมาให้อีกฝ่ายนั่งอย่างเอาใจ...มาลีรินทร์ยิ้มเจื่อน หล่อนอยากทานสลัดกุ้งมากกว่าอาหารไทยที่ดูแล้วหนักท้อง กังวลว่ากะทิจะทำให้ไปเพิ่มน้ำหนักและไขมันส่วนเกิน และนั่นคือสิ่งที่หล่อนซีเรียสจริงจัง

"เอ่อ...ไม่มีสลัดเหรอคะ มิ้นต์ไม่ถนัด...ไม่ถนัดอาหารแบบนี้

ในมื้อเย็นน่ะค่ะ"

"สลัดอะไรดีครับ เดี๋ยวอาบอก..." เหลือบมองหน้าคนที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ ส่งรอยยิ้มหยัน ตามมาด้วยถ้อยคำกรีดใจ "คนใช้ให้..."

"มิ้นต์อยากทานสลัดกุ้งค่ะ ขอเป็นน้ำสลัดแบบโลว์แฟตนะคะ เอากุ้งแค่สองตัวก็พอ"

เพียงเท่านั้น แววตาคมกล้าก็ตวัดมองคล้ายเข้าทางกับสิ่งที่เขาต้องการ...นั่นคือแกล้งให้เจ้าตัวหัวปั่นเพื่อความสะใจ

"ได้ยินมั้ย มิ้นต์อยากทานสลัดกุ้ง รีบไปทำมาใหม่สิ เร็วๆ ด้วยนะ ฉันหิวแล้ว"

"ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ แก้วจะรีบทำออกมาให้"

แก้วกัลยาขบกรามแน่นนับหนึ่งถึงสิบในใจ ท่องเอาไว้...ทนทุกวันนี้ก็เพื่อมารดา 

"เดี๋ยว!"

เสียงทำให้ชะงักฝีเท้า หันกลับไปยังทางเดิม 

"ช่วยรินไวน์ให้หน่อย ลืมหน้าที่แล้วหรือไง"

แก้วกัลยาเดินกลับไปแบบเสียมิได้ หยิบไวน์ออกมารินใส่แก้วพอประมาณ ในขณะที่มาลีรินทร์ลอบมองเครื่องหน้าของอีกฝ่ายไปพร้อมกัน...ยอมรับว่าแก้วกัลยาเป็นคนสวยตรึงสายตาคนมอง ขนาดหล่อนเป็นผู้หญิงด้วยกันยังแอบชื่นชม

ในขณะที่กำลังเก็บไวน์ลงถังแช่ ยังไม่ทันจะเดินกลับเข้าครัวเพื่อไปเตรียมสลัด...วินาทีนั้นเอง...แก้วไวน์บนโต๊ะก็ถูกแกล้งทำให้ตกลงพื้นด้วยมือของนคินทร์

"เพล้ง!"

"อ๊ะ!" เสียงอุทานของสองสาวดังขึ้นพร้อมกัน มาพร้อมกับเศษแก้วที่แตกกระจายเต็มพื้น น้ำสีแดงกระเด็นเลอะเต็มหลังเท้าแก้วกัลยา จนแยกไม่ออกว่านั่นคือเลือดหรือว่าน้ำไวน์

"แก้ว...นั่นมัน..."

มาลีรินทร์หน้าซีดเผือด เมื่อเห็นว่ามีเศษแก้วทิ่มอยู่ปลายนิ้วเท้าของแก้วกัลยา  หล่อนเป็นคนกลัวเลือดมากกว่าสิ่งใด  เมื่อเห็น

รอยแผลประกอบกับสีแดงของไวน์ จึงรีบปิดตาหนีไม่กล้ามอง

"ขอโทษทีนะ ไม่ได้ตั้งใจให้มันตกเลยสักนิด"

เสียงนั้นช่างขัดกับสีหน้าและแววตา...เขาดูไม่ยี่หระต่อสิ่งที่ทำลงไป จนมีคนได้รับบาดเจ็บจากฝีมือตัวเอง และดูเหมือนเขาจะไม่ใส่ใจมันด้วยซ้ำ

"ถ้าไม่ได้เป็นอะไรจนถึงขั้นเดินไม่ได้ ก็ไปเอาอุปกรณ์มาเก็บทิ้งเสียสิ ยืนนิ่งทำไมฮึ แก้วกัลยา!"

นคินทร์บดกรามเข้าหากัน เขาเห็นแล้วหล่อนถูกแก้วบาด แต่เพราะความเกลียดชังทำให้ต้องใจร้าย...แผลงฤทธิ์ทุกทางเพื่อให้สองแม่ลูกทนอิทธิฤทธิ์ของเขาไม่ไหว จนยอมออกไปจากบ้านหลังนี้ นั่นคือเป้าหมายสูงสุดที่เขาต้องการ

"เกิดอะไรขึ้น แก้วถึงต้องมานั่งทำแผลล่ะคุณ"

เสียงเข้มทำให้แก้วกัลยาหลุบตาหนี มองไปยังแผลที่โดนเศษเล็กๆ กระเด็นใส่จึงไม่เป็นอะไรมาก ที่ดูน่าตกใจก็เพราะคราบไวน์บนเศษกระดาษที่นำมาเช็ดทำความสะอาด ความเป็นห่วงแก้วกาญจน์จึงใส่ยาเพื่อป้องกันเอาไว้ พร้อมดูให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอมหลงเหลืออยู่ในเนื้อ คิดไปพร้อมกันว่าพักนี้ลูกสาวดวงไม่ดีเอาเสียเลย คงต้องพาไปทำบุญเสียบ้าง นั่นคือความเชื่อของแก้วกาญจน์

"แก้วทำแก้วไวน์ตกใส่เท้าค่ะ แต่โชคดีไม่ได้เป็นอะไรมาก กิ่งดูแล้วแค่แผลเล็กๆ คล้ายหนามตำ ใส่ยาแล้วพรุ่งนี้ก็ค่อยยังชั่ว"

"อ้าวเหรอ ว่าแต่แก้วไวน์อะไร ใครดื่มไวน์กันล่ะ"

แก้วกาญจน์ไม่ตอบหลุบตาหนี แววตาคาดคั้นที่จับจ้องยามเหลือบมองทำให้แก้วกัลยายอมเปิดปาก ตอบแบบไม่เต็มเสียงซ้ำยังไม่ยอมสบตา

"คุณภู...ค่ะ..."

"ตาภูใช้งานอะไรหนูแก้วอีกฮึ!"

"เอ่อ..."

สองแม่ลูกเอาแต่มองหน้าสบตา ไม่มีใครกล้าพูดอะไรมากกว่านี้ ด้วยรู้ในอิทธิฤทธิ์กันดีว่าขืนพูดอะไรออกไป หลังจากนี้ลูกชายคนกลางของบ้านจะอาละวาดหนักขึ้น

"เงียบแบบนี้...ถูกตาภูแผลงฤทธิ์ใส่มาใช่มั้ย"

นคเรศคาดคั้น…คิดไปพร้อมกัน ระยะหลังมานี้ความสัมพันธ์กับลูกๆ นั้นไม่ค่อยดีเอาเสียเลย ภาพเก่าๆ หายไปนับตั้งแต่พาสองแม่ลูกเข้าบ้าน แต่...จะให้เขาขับไล่ไสส่งทั้งสองไปอยู่ที่อื่นก็ทำไม่ได้อีกเช่นกัน ทุกวันนี้จึงให้เวลาช่วยกล่อมเกลาทุกสิ่ง หวังว่าสักวันลูกๆ จะยอมรับในตัวแก้วกาญจน์

"ใครจะกล้ารังแกลูกสาวคนใหม่ของคุณพ่อล่ะครับ"

เสียงมาก่อนตัว นคเรศเหลือบมองแค่หางตา เห็นลูกชายตัวดี

เดินควงผู้หญิงเข้ามาในบ้านด้วยท่าทีไม่สะทกสะท้าน...เด็กสาวที่เขาไม่ปลื้มสักเท่าไหร่นัก ไม่เต็มใจหากลูกชายจะให้ไปเป็นเถ้าแก่สู่ขอเพื่อหมั้นกันเอาไว้ ทั้งที่ฝ่ายหญิงยังอยู่ในวัยเรียน

มาลีรินทร์ยกมือไหว้บิดาคนรัก อีกฝ่ายรับไหว้ด้วยการพยักหน้าตอบ ก่อนจะเบนสายตาไปยังลูกชายที่กระตุกยิ้มไปให้แก้วกัลยา

"เพื่อความสบายใจของคุณพ่อ...พูดความจริงต่อหน้าทุกคนสิแก้ว...พูดมาเลยว่าฉันทำอะไรเธอ อย่าเอาแต่ปากดีลับหลัง พูดต่อหน้าฉันเลยว่าเธอถูกรังแก เอาสิ เอาเลย"

คนมั่นหน้าท้าทายอย่างไม่ยี่หระในสิ่งที่ทำลงไป หากแต่ว่าแววตากลับทรยศ มันถูกดึงให้โฟกัสไปยังเท้าที่วางพาดอยู่บนตักแก้วกาญจน์ มองสำรวจว่าหล่อนได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ขณะที่แก้วกัลยาสูดลมหายใจให้ลึก เพื่อยุติเรื่องทั้งหมดหล่อนจึงตัดบทไม่ยืดเยื้อ

"คุณภูไม่ได้ทำอะไรแก้วค่ะคุณพ่อ เรื่องแก้วไวน์ก็เพราะความซุ่มซ่ามของตัวเองแท้ๆ แค่หวังดีเพราะเห็นคุณภูกลับมาเหนื่อยๆ แต่ก็พลาดทำแก้วตกใส่เท้าตัวเอง"

'.....' นคเรศมองหน้าคนสองคนสลับกันไปมา เห็นแววตาขุ่นขวางจับจ้องไปทางแก้วกัลยาอย่างไม่เป็นมิตร 

"บอกกี่ครั้งแล้วให้เรียกตาภูว่าพี่ เรียกแบบนี้ดูห่างเหินเหมือนเป็นคนอื่นเลยนะแก้ว ทีหลังเรียกใหม่นะ แบบนี้ไม่เอา"

'อย่าสะเออะมาเรียกฉันแบบนั้นเชียวนะ!' 

เพียงเท่านั้น แววตาลุกเป็นไฟก็เปลี่ยนเป้าหมายมาจ้องหน้าบิดา นคเรศรู้ทันในท่าที และนาทีนี้เขาควรอยู่กับลูกชายสองคน

"ทุกคนแยกย้ายไปก่อน ยกเว้นตาภู ส่วนหนู...ฉันขออนุญาตคุยอะไรกับลูกชายเป็นการส่วนตัวสักครู่นะ"

แววตาที่มองมายังสองมือที่เกี่ยวเกาะท่อนแขนแกร่งเอาไว้ ทำให้มาลีรินทร์ปล่อยมือออก...นคินทร์สบตาคนข้างกาย เป็นอันรู้กันว่าให้ไปนอนรอในห้อง เดี๋ยวเขาจะรีบตามไป หากจะไม่ให้เสียเวลาก็ให้เปลี่ยนเสื้อผ้ารอได้เลย

ทุกคนไปกันหมดแล้ว...ความเงียบงันมาห่มคลุมจนอึดอัด ได้ยินเพียงเสียงถอนหายใจสลับกันไปมาของคนสองคน

"บอกไว้ตรงนี้เลยนะครับคุณพ่อ ผมมีน้องสาวคนเดียวก็คือยายภา ใครหน้าไหนก็อย่าเจ๋อมาเรียกพี่ ผมไม่ยอมรับหากจะมีน้องสาวเพิ่มขึ้นมาอีกคน น้องสาว...ที่เป็นลูกเมียน้อยคุณพ่อ ใครยอมรับก็รับไป แต่ผมไม่!"

"ตาภู!" คำว่าเมียน้อยนั้นฟาดหน้านคเรศจนยืนนิ่งแขนขาชา เขาสูดลมหายใจเข้าออกยาวๆ เพื่อข่มอารมณ์โกรธไม่ให้ขาดสติจนทะเลาะกับลูกชายตัวเอง

"หนูแก้วไม่ใช่คนอื่น ถ้าลำดับญาติกันแล้ว เธอก็เป็นน้องสาวนายนั่นแหละ ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เรียกแบบนั้นมันใช่หรือไงฮึตาภู"

"ผมไม่ยอมรับน้องสาวที่อายุห่างกันเกือบสองรอบขนาดนั้นหรอกครับคุณพ่อ อย่า...พยายามยัดเยียดใครมาให้ผม แต่ถ้าหากคุณพ่อเลือกเข้าข้างคนอื่นมากกว่าคนในครอบครัว ผมก็จะขอแยกออกไปจากตรงนี้ ไปมีครอบครัวเป็นของตัวเอง"

"ถ้าจะหมายถึงเรื่องให้ฉันไปสู่ขอมิ้นต์ ตอนนี้มันยังเร็วเกินไป ฉันอยากให้นายใจเย็นๆ อย่าเพิ่งรีบ ดูกันไปอีกสักพัก ดูนานๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เลือกแม่ของลูกผิดคน"

"ผมรักมิ้นต์ และก็คิดดีแล้ว ไปสู่ขอเพื่อหมั้นกันเอาไว้ เรียนจบแล้วก็ค่อยแต่งงาน ถ้ายังหลงเหลือความรักให้ลูกชายตัวเองอยู่บ้าง ก็ควรจะสนับสนุนด้วยการทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ไปสู่ขอให้เป็นเรื่องเป็นราวเพื่อเป็นการให้เกียรติเธอ"

นคินทร์ทิ้งท้ายเอาไว้แล้วเดินหนีเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะคารมอันมาจากความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานขึ้นทุกวัน...นคเรศมองตามแล้วถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม ก็เพราะความรักเขาจึงอยากให้ลูกชายตัดสินใจให้รอบคอบ ไม่อยากให้เลือกเมียพลาดเพราะความลุ่มหลง มองปราดเดียวก็รู้ว่าลูกชายหลงในความสดใหม่และการเอาใจเก่งของมาลีรินทร์ แต่อีกฝ่ายกลับไม่เข้าใจ มองเจตนาของตนผิดไปว่ากำลังขัดขวางเส้นทางรักที่กำลังไปได้ดี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป