บทที่ 3 พายุแห่งเกาะแก้วมุกดา
เที่ยวบินแรกสุดจากสุวรรณภูมิแตะรันเวย์สนามบินนานาชาติกระบี่ในเวลาเจ็ดโมงสี่สิบห้านาที
นปาลิลไม่ได้เสียเวลาแวะพักหรือหาอาหารเช้ารองท้อง ทนายสาวเรียกรถรับจ้างจากสนามบินตรงดิ่งไปยังท่าเรือเอกชนทันที
แสงแดดยามสายสะท้อนผิวน้ำทะเล ท่าเรือคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่เป้าหมายของนปาลิลไม่ใช่การต่อคิวซื้อตั๋วเรือโดยสาร เธอเดินตรงดิ่งไปยังคิวเรือสปีดโบ๊ตเช่าเหมาลำที่จอดเทียบท่าอยู่
"ไปเกาะแก้วมุกดาค่ะ ออกเรือเดี๋ยวนี้เลย" ทนายสาวบอกความต้องการเสียงเรียบ
คนขับเรือวัยกลางคนที่กำลังนั่งสูบบุหรี่ชะงักมือ ช้อนสายตามองหญิงสาวในชุดสูทหรูหราตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะโบกมือไล่ลวกๆ
"ไปไม่ได้หรอกคุณ เกาะแก้วมุกดามันไม่ใช่เกาะท่องเที่ยว มันเป็นเกาะสัมปทานรังนกส่วนตัว"
"ฉันทราบค่ะ และฉันมีธุระต้องไปที่นั่น"
"ธุระอะไรก็ไปไม่ได้ทั้งนั้นแหละคุณผู้หญิง" คนขับเรือส่ายหน้าหวือ ทิ้งบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้
"นายหัวภูแกสั่งเด็ดขาด ห้ามคนนอกเฉียดกรายเข้าใกล้เกาะ ขืนผมขัดคำสั่งพาคุณไปสุ่มสี่สุ่มห้า มีหวังโดนลูกน้องนายหัวเอาปืนเป่าไส้แตกทั้งคนขับทั้งผู้โดยสาร ไปๆ ไปหาเรือลำอื่น ผมไม่เสี่ยงตายด้วยหรอก"
นปาลิลไม่ได้ขยับหนี เธอไม่เสียเวลาอ้อนวอน มือเรียวรูดซิปกระเป๋าสะพาย หยิบเงินสดที่เพิ่งกดมาจากตู้เอทีเอ็มเมื่อคืนออกมา
ธนบัตรสีเทาปึกหนาถูกวางแหมะลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าคนขับเรือ
"ฉันจ่ายค่าเสียเวลาให้สองเท่า ไม่สิ เหมาลำนี้เลย ไม่ต้องรับผู้โดยสารคนอื่น" นปาลิลสบตากับคนขับเรือด้วยแววตาเด็ดขาด
"และถ้าจะมีใครโดนเอาปืนจ่อหัว ฉันจะเป็นคนรับกระสุนเอง ออกเรือได้รึยังคะ"
คนขับเรือชะงักกึก สายตาจ้องปึกธนบัตรสีเทาตรงหน้าไม่กะพริบ เขามองเงินก้อนโตสลับกับใบหน้าสวยเฉี่ยวที่ไม่มีแววหวาดหวั่น ลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ก่อนจะรีบตะครุบเงินปึกนั้นมายัดใส่กระเป๋ากางเกง
"ช... เชิญครับคุณผู้หญิง ใส่ชูชีพด้วย"
เมื่ออำนาจเงินสดทำงาน เครื่องยนต์สปีดโบ๊ตก็คำรามลั่น ทะยานแหวกเกลียวคลื่นออกสู่ทะเลอันดามันทันทีโดยไม่ต้องรอคิว
ลมทะเลตีปะทะใบหน้าจนผมที่ถูกเซตมาอย่างดีเริ่มหลุดลุ่ย นปาลิลสวมแว่นกันแดดสีดำแบรนด์เนม นั่งหลังตรงยึดสายกระเป๋าแล็ปท็อปไว้แน่น สายตาจับจ้องไปยังเกาะหินปูนขนาดใหญ่ที่เริ่มปรากฏให้เห็นลิบๆ เบื้องหน้า
เกาะแก้วมุกดา อาณาจักรรังนกสัมปทานที่ทำเงินมหาศาลที่สุดในน่านน้ำแดนใต้ และเป็นรังของมัจจุราชที่เธอเพิ่งทำเงินร้อยแปดสิบเจ็ดล้านของเขาหายไป
ทันทีที่กราบเรือสปีดโบ๊ตเทียบท่า สะพานปลาไม้กระดานแผ่นหนาก็ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดต้อนรับผู้มาเยือน
นปาลิลก้าวขึ้นฝั่งด้วยรองเท้าส้นสูงสามนิ้ว ชุดสูททำงานสีครีมเข้ารูปและกระเป๋าหนังราคาเหยียบแสน ช่างขัดแย้งกับบรรยากาศของเกาะสัมปทานอย่างสิ้นเชิง
กลิ่นเค็มของน้ำทะเลผสมกับกลิ่นคาวปลาจางๆ ลอยเตะจมูก รอบบริเวณท่าเรือเต็มไปด้วยชาวประมงผิวกร้านแดด และคนงานเสื้อซอมซ่อที่กำลังแบกลังไม้สำหรับใส่รังนก ทุกการเคลื่อนไหวบนท่าเรือชะงักงัน
สายตานับสิบสิบดวงหันมามองผู้หญิงแปลกหน้าเป็นตาเดียว บางคนซุบซิบ บางคนมองหัวจรดเท้า ผู้หญิงสวยจัดในชุดหรูหราเดินเข้ามาในถิ่นมาเฟียตัวเปล่า... ถ้าไม่บ้า ก็คงรนหาที่ตาย
ทนายสาวไม่สนใจสายตาอยากรู้อยากเห็นเหล่านั้น เธอถอดแว่นกันแดดออก กวาดสายตามองหาคนที่จะให้คำตอบได้ ก่อนจะเดินตรงไปหาชายวัยกลางคนผิวเข้มที่กำลังยืนจดรายการของส่งขึ้นฝั่ง
"ขอโทษนะคะ อาคารสำนักงานของเกาะแก้วมุกดาคอร์ปอเรชันไปทางไหน"
ชายคนนั้นชะงัก มองสำรวจเธอด้วยแววตาหวาดระแวง
"คุณผู้หญิงเป็นใคร มีธุระอะไรที่ออฟฟิศ บนเกาะนี้ไม่อนุญาตให้คนนอกขึ้นมาเพ่นพ่านหรอกนะ"
"ฉันเป็นทนายความจากกรุงเทพฯ มีนัดด่วนกับนายหัวพายุ" นปาลิลตอบเสียงเรียบ หยิบนามบัตรแข็งพิมพ์ทองยื่นให้
"กรุณาบอกทางด้วยค่ะ"
ชายชาวใต้รับนามบัตรไปดูพลางเกาหัว ก่อนจะชี้มือไปยังถนนลูกรังที่ตัดขึ้นไปบนเนินเขา
"ออฟฟิศนายหัวอยู่บนยอดเนินนู่น เดินเท้าไปไม่ไหวหรอก ทางมันชัน"
นปาลิลมองตามนิ้ว อาคารสไตล์โมเดิร์นทรอปิคอลหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของเกาะ ระยะทางไกลพอสมควรและทางลาดชันเกินกว่าจะใส่ส้นสูงเดินขึ้นไป
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเก่าๆ ของชาวบ้านจอดอยู่ใกล้ศาลาพักรอ
ไม่มีเวลามาห่วงสวยหรือกลัวชุดเปื้อน
หญิงสาวเดินตรงไปหาวัยรุ่นชายที่นั่งคร่อมมอเตอร์ไซค์คันนั้นอยู่ เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า ดึงธนบัตรสีเทาออกมาสองใบแล้วยื่นไปตรงหน้า
"ไปส่งฉันที่ออฟฟิศนายหัวบนเนินนั่นที ฉันรีบ... ส่วนนี่ไม่ต้องทอน"
เด็กหนุ่มถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบคว้าแบงก์เทามายัดใส่กระเป๋าเสื้อ สตาร์ตเครื่องยนต์เสียงดังสนั่น นปาลิลก้าวขึ้นนั่งบนพ่วงข้างที่เต็มไปด้วยกลิ่นตะกร้าปลาอย่างระมัดระวัง มือหนึ่งยึดโครงเหล็ก อีกมือประคองแฟ้มเอกสารไว้แน่น
รถพ่วงข้างกระชากคันเร่งพุ่งทะยานขึ้นเนินเขา ฝุ่นคลุ้งกระจายตามหลัง ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที มอเตอร์ไซค์ก็มาจอดเทียบหน้าสำนักงานกระจกบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านตัดกับธรรมชาติของเกาะ
"ขอบใจมาก"
นปาลิลก้าวลงจากรถ ปัดฝุ่นตามเสื้อสูทลวกๆ ดันแว่นสายตาให้เข้าที่ แล้วก้าวฉับๆ เข้าไปด้านในอาคาร
แอร์เย็นฉ่ำปะทะผิวทันทีที่บานประตูกระจกเลื่อนเปิดออก พนักงานบัญชีและฝ่ายธุรการสองสามคนที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เงยหน้ามองผู้มาเยือนด้วยความประหลาดใจ
"นายหัวพายุอยู่ห้องไหน"
นปาลิลถามพนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจจนอีกฝ่ายเผลอตอบรับตามสัญชาตญาณ
"น... นายหัวกำลังประชุมบอร์ดบริหารอยู่ห้องประชุมใหญ่ชั้นสองค่ะ แต่สั่งห้ามใครรบกวนเด็ดขาด"
"ขอบคุณค่ะ"
