บทที่ 5 ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ลง

แต่ก่อนที่นปาลิลจะได้ตอกกลับ ผู้ชายที่เพิ่งรู้ตัวว่าสูญเงินมหาศาลก็ประสานมือไว้บนโต๊ะ

สายตาคมกริบตวัดมองดำเกิง แววตาดุดันนั้นกดดันจนญาติผู้ใหญ่ต้องผงะถอย

"ผมยังไม่ได้สั่งให้ใครอ้าปาก" ภูรวิชกดเสียงต่ำ ท่าทีคุกคามจนอีกฝ่ายต้องกลืนน้ำลายลงคอ

เขาละความสนใจจากบอร์ดบริหาร หันกลับมาเหลือบมองชื่อบนแฟ้มสัญญาว่าจ้าง ก่อนจะช้อนตาขึ้นประเมินผู้หญิงตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์

นปาลิลไม่มีอาการขาสั่น ริมฝีปากยังคงเม้มสนิทอย่างเย่อหยิ่งและมั่นใจ

ภูรวิชมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น มุมปากของเขาค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ไม่ใช่รอยยิ้มเยาะเย้ย แต่เป็นความถูกใจที่ปิดไม่มิด

เขาไม่ได้สนใจความสวยงามหรือท่าทีจองหองของเธอ แต่สัญชาตญาณนักธุรกิจค่อนไปทางมาเฟียบอกเขาว่า คนฉลาดอย่างผู้หญิงคนนี้ไม่มีทางหอบข่าวร้ายมาเสิร์ฟถึงถิ่นด้วยมือเปล่า สิ่งที่เขาสนใจคือ ‘ไพ่’ ในมือของทนายความใจเด็ดคนนี้ต่างหาก

ชายหนุ่มขยับตัวโน้มไปข้างหน้า บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งขึ้นจนแทบขาดใจ ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะดังทำลายความเงียบ

"คุณน่าจะฉลาดพอที่จะไม่เดินมาบอกข่าวร้ายมือเปล่า" ภูรวิชเคาะนิ้วชี้ลงบนหน้าปกแฟ้มสัญญา แววตาเปลี่ยนเป็นคุกคามอย่างเปิดเผย 

"เพราะถ้าสิ่งที่คุณกำไว้ในมือ ไม่สามารถดึงเงินร้อยแปดสิบเจ็ดล้านกลับมาได้ เตรียมหาที่ฝังกลบตัวเองบนเกาะนี้ได้เลย คุณทนาย"

นปาลิลเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาไม่มีแววหลบหลีก 

"คนตายหาเงินร้อยแปดสิบเจ็ดล้านคืนให้คุณไม่ได้หรอกค่ะ นายหัว"

"งั้นก็พิสูจน์มาว่าคุณมีค่าพอให้ผมรั้งชีวิตไว้" ภูรวิชตอกกลับทันควัน ก่อนจะปรายตามองผู้บริหารรอบโต๊ะ 

"การประชุมบอร์ดวันนี้จบแค่นี้ ทุกคนออกไปให้หมด"

"แต่พายุ พรุ่งนี้เราต้องเอาแคชเชียร์เช็คไปวางประกันที่จังหวัดแล้วนะ ถ้าเงินไม่มี แกจะเอาสัมปทานที่ไหนไปต่อรอง" ดำเกิงดันทุรังแย้ง หน้าตาตื่นตระหนก

"ผมบอกให้ออกไป" น้ำเสียงของภูรวิชไม่ได้ดังขึ้น แต่ความเย็นชาในประโยคนั้นทำให้ทุกคนสะดุ้ง 

"เท่ง ไข่ คุมตัวอาเกิงกลับไปที่บ้านพัก อย่าให้ใครเข้าออกจนกว่าฉันจะสั่ง"

ดำเกิงอ้าปากจะเถียง แต่เมื่อเจอสายตาวาวโรจน์ของหลานชายและบอดี้การ์ดที่ขยับเข้ามาประกบ ชายสูงวัยก็จำต้องสบถฟึดฟัดแล้วยอมเดินกระแทกส้นเท้าออกไป บอร์ดบริหารคนอื่นๆ รีบก้มหน้าก้มตาเก็บเอกสารและทยอยออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อบานประตูไม้สักปิดสนิท ทั้งห้องประชุมกว้างใหญ่ก็เหลือเพียงเขากับเธอ

นปาลิลไม่รอให้เขาเชิญ เธอถือวิสาสะดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วนั่งลง หลังเหยียดตรงอย่างคนที่มีแต้มต่อในมือ นิ้วเรียวเลื่อนแท็บเล็ตไปตรงหน้าเขา หน้าจอแสดงประวัติการทำธุรกรรมและล็อกไฟล์ที่ถูกถอดรหัสแล้ว

"เมื่อคืนตอนตีสอง มีคนโคลนนิ่งแฟลชไดรฟ์ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ของฉัน โอนเงินทั้งหมดออกไป" ทนายสาวอธิบายฉะฉาน 

"คนทำคือธัชกิจจ์ ทนายหุ้นส่วน และอดีตคู่หมั้นของฉันเอง"

ภูรวิชก้มมองหน้าจอแท็บเล็ตเพียงแวบเดียว ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ 

"ผัวคุณขโมยเงินผม แล้วคุณก็หอบหลักฐานพวกนี้มาฟ้องเพื่อปัดสวะให้พ้นตัว คุณคิดว่าผมโง่หรือไง"

"หนึ่ง เขาไม่ใช่ผัว" นปาลิลสวนควันทันที น้ำเสียงเฉียบขาด 

"สอง ฉันถอดแหวนหมั้นทิ้งและล็อกระบบสำนักงานกฎหมายไปหมดแล้ว และสาม ถ้าฉันฮั้วกับเขา ป่านนี้ฉันคงนั่งจิบแชมเปญรอเขาแบ่งเงินอยู่ที่ต่างประเทศ ไม่ถ่อมาเสนอหน้าให้คุณเล็งปืนใส่หรอกค่ะ"

คำตอบสวนกลับฉับไวและตรรกะที่ไร้ช่องโหว่ทำเอามาเฟียหนุ่มเลิกคิ้ว ผู้หญิงที่เคยเข้ามาหาเขามีแต่พวกพยายามทำตัวอ่อนแอเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่ทนายความคนนี้ทันเกมและใจเด็ดกว่าผู้ชายหลายคนบนเกาะเสียอีก

"คุณรู้ว่าผมพร้อมจะฆ่าคุณ แต่คุณก็ยังมา"

"คุณมีเวลาแค่สิบโมงเช้าวันศุกร์ ในการเอาแคชเชียร์เช็คไปวางต่อหน้าคณะกรรมการจังหวัด" นปาลิลไม่ตอบคำถาม แต่เลือกกางข้อเท็จจริงขึ้นมากดดัน 

"ถ้าเงินก้อนนี้ไม่กลับมา คุณจะหลุดจากสัมปทานเกาะรังนกทันที และมูลค่าความเสียหายมันมากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดล้านหลายเท่าตัว"

"แล้วคุณมีปัญญาเสกเงินคืนมาให้ผมทันพรุ่งนี้เช้าหรือไง"

"ฉันทำได้ดีกว่าการเสกเงิน" เธอสบตาเขานิ่ง 

"เพื่อนฉันกำลังเจาะเส้นทางการเงินทั้งหมดของเขา ฉันมีเส้นสายใน ปปง. ขอคำสั่งอายัดบัญชีข้ามแดนได้เร็วกว่าตำรวจที่คุณมีเป็นสิบเท่า ระหว่างนี้ ฉันจะใช้ช่องโหว่ในสัญญา ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว ดึงเช็งเวลาประมูลสัมปทานกับทางจังหวัดออกไปก่อน นี่คือวิธีเดียวที่จะรักษาเกาะแก้วมุกดาเอาไว้ได้"

ภูรวิชเคาะนิ้วลงบนโต๊ะไม้สักเป็นจังหวะ ประมวลผลข้อเสนอด้วยสมองของนักธุรกิจที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน 

"ข้อเสนอของคุณคืออะไร"

"ฉันจะเป็นคนตามล่าเงินก้อนนี้กลับมาให้คุณทุกบาททุกสตางค์" นปาลิลยื่นเงื่อนไข 

"แลกกับการที่คุณแต่งตั้งฉันเป็นหัวหน้าทีมกฎหมายจัดการสัญญาสัมปทานทั้งหมด และห้ามคนของคุณคุกคามบริษัทของฉันเด็ดขาด"

"ออกหน้าปกป้องบริษัทสุดชีวิตเลยนะ" ภูรวิชเหยียดยิ้ม 

"แล้วชีวิตคุณล่ะ ไม่ขอความคุ้มครองหน่อยหรือไง"

"ถ้าฉันหาเงินมาคืนไม่ได้ คุณคงไม่ปล่อยฉันไว้ ฉันจะไม่ขอในสิ่งที่คุณให้ไม่ได้หรอกค่ะ"

ความเด็ดเดี่ยวของเธอทำเอาภูรวิชรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นพล่าน เขาคุ้นเคยกับคนที่เข้ามาคุกเข่าร้องขอชีวิต แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับกล้าเอาใบอนุญาตทนายความและลมหายใจตัวเองมาวางเดิมพันบนโต๊ะเจรจาอย่างหน้าตาเฉย

ชายหนุ่มลุกจากเก้าอี้ เดินอ้อมโต๊ะไม้สักมาก้าวช้าๆ จนมาหยุดยืนซ้อนหลังเก้าอี้ของนปาลิล

บทก่อนหน้า
บทถัดไป