บทที่ 6 อาณาเขตของภูรวิช
เขาวางมือทั้งสองข้างลงบนพนักพิง โน้มใบหน้าลงมาจนระดับสายตาอยู่เหนือศีรษะเธอเพียงนิดเดียว ไอความร้อนแผ่ซ่านมาถึงแผ่นหลัง แต่นปาลิลไม่ขยับหนี เธอเบี่ยงหน้าไปมองเขาในระยะประชิด
"ตัวแค่นี้ เอาความกล้ามาจากไหนถึงมาต่อรองกับผม" ภูรวิชกดเสียงต่ำชิดใบหู
นปาลิลเชิดหน้าขึ้น ห่างจากปลายจมูกโด่งสันของเขาแค่คืบ
"ทำไมจะไม่กล้า เงินคุณหาย ไม่ใช่เงินฉัน"
มุมปากของมาเฟียแดนใต้ที่มักจะเหยียดตรง ค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก
"ผมจะรับข้อเสนอของคุณ" ภูรวิชกระซิบ กลิ่นยาสูบเจือซีตรัสคุกคามจนคนฟังรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนในอก
"แต่ในเมื่อคุณเสนอตัวเป็นหลักประกัน คุณก็ต้องอยู่ที่นี่ ภายใต้สายตาของผมตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง จนกว่าเงินทุกบาทจะกลับมา"
นปาลิลขมวดคิ้ว
"ฉันมีคดีความอื่นต้องจัดการ"
"นั่นคือปัญหาของคุณ ไม่ใช่ปัญหาของผม" ภูรวิชยืดตัวขึ้น ทอดสายตามองเธอด้วยแววตาของผู้คุมกฎที่ถือไพ่เหนือกว่า
"ยินดีต้อนรับสู่กรงขังใหม่ครับ คุณทนาย"
......................................
รถจี๊ปโฟร์วีลคันใหญ่แล่นไปตามถนนลูกรังที่ทอดยาวขึ้นสู่เนินเขาฝั่งตะวันตกของเกาะ ทิ้งกลุ่มอาคารสำนักงานและท่าเรือไว้เบื้องหลัง นปาลิลนั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ สายตาทอดมองทิวทัศน์ของทะเลอันดามันที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาผ่านกระจกรถ ขณะที่มือเรียวยังคงพิมพ์ข้อความรัวเร็วลงในแอปพลิเคชันสนทนา
[มายด์ ฉันถึงรังโจรแล้ว ปลอดภัยดี กำลังเข้าพื้นที่ไข่แดงของเกาะ] เธอส่งพิกัดจีพีเอสล่าสุดตามไปติดๆ
[ถ้าฉันขาดการติดต่อเกินยี่สิบสี่ชั่วโมง ส่งข้อมูลที่เจาะได้ทั้งหมดให้ ปปง. กับตำรวจน้ำได้เลย]
"รายงานตัวกับตำรวจ หรือกำลังสั่งเสียล่วงหน้าล่ะคุณทนาย"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงแววขบขันเอ่ยแทรกขึ้นมาแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ ภูรวิชไม่ได้หันมามอง เขายังคงบังคับพวงมาลัยด้วยมือเดียว แต่หางตาคมกริบสังเกตเห็นทุกการเคลื่อนไหวของคนข้างตัว
"ส่งพิกัดให้เพื่อนสนิทค่ะ" นปาลิลกดล็อกหน้าจอแล้วเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าอย่างใจเย็น
"เผื่อว่าลูกหนี้ร้อยแปดสิบเจ็ดล้านของคุณ บังเอิญสะดุดยอดหญ้าตกหน้าผาไปซะก่อน"
"บนเกาะนี้ ไม่มีใครกล้าแตะต้องตัวประกันของผม" มาเฟียหนุ่มปรายตามามองเสี้ยวหน้าหยิ่งทะนงนั้น แววตาดุดันแฝงความหมายบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศในรถแคบๆ ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
"ถ้าผมไม่อนุญาต"
นปาลิลเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธคำประกาศกร้าวนั้น แต่ลอบประเมินผู้ชายข้างกายเงียบๆ เขาอันตราย นั่นคือเรื่องจริง แต่ในความดิบเถื่อนนั้นกลับมีเส้นแบ่งของความเด็ดขาดที่พร้อมจะเป็นโล่กำบังให้คนของตัวเองเช่นกัน
ไม่นานนัก คฤหาสน์ไม้สักทองสไตล์ทรอปิคอลโมเดิร์นก็ปรากฏให้เห็น มันตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผา โอบล้อมด้วยแนวป่าร่มครึ้มและมีเส้นทางเข้าออกเพียงทางเดียว นี่คือพื้นที่ส่วนตัวที่หวงห้ามที่สุดของเกาะแก้วมุกดา และนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป มันคือ ‘กรงขัง’ ที่เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สายตาของผู้ชายที่อันตรายที่สุดบนเกาะแห่งนี้
ภูรวิชดับเครื่องยนต์ ชายหนุ่มไม่ได้ขยับลงจากรถทันที เขาวางท่อนแขนแกร่งพาดกับพวงมาลัย เอี้ยวตัวหันมามองผู้หญิงที่เพิ่งเอาชีวิตตัวเองมาผูกติดกับเขาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ทนายสาวในชุดสูทสีครีมยังคงนั่งหลังตรง ท่าทางเยือกเย็น ไม่มีแววตาของสัตว์ป่าที่ตื่นกลัวการถูกกักขังให้เห็นแม้แต่น้อย
"เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วนะคุณทนาย"
"คนอย่างฉัน ก้าวเท้าไปข้างหน้าแล้วไม่เคยถอยหลังกลับค่ะ" นปาลิลหันมาสบตาเขาตรงๆ
"หวังว่ากรงขังของคุณจะมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตแรงพอให้ฉันทำงานรื้อสัญญาสัมปทานได้ก็พอ"
มุมปากของนายหัวหนุ่มกระตุกขึ้นเล็กน้อย เขาไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ความประทับใจลึกๆ ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในอก ผู้หญิงคนนี้มีความเด็ดขาดและใจสู้ในแบบที่เขานึกไม่ถึง สัญชาตญาณบางอย่างบอกเขาว่า การมีเธอเข้ามาอยู่ในอาณาเขตของเขา จะทำให้เกาะแก้วมุกดาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ชายหนุ่มเปิดประตูลงจากรถ นปาลิลก้าวตามลงมาพร้อมกระเป๋าแล็ปท็อป ทันทีที่บานประตูไม้บานใหญ่ของคฤหาสน์เปิดออก สิ่งแรกที่ต้อนรับเธอไม่ใช่ความหรูหราของโถงรับแขก แต่เป็นสายตาประเมินค่าจากหญิงวัยกลางคนในชุดแม่บ้านที่ยืนคอยท่าอยู่
"กลับมาแล้วหรือคะนายหัว" ป้าจันทร์ หัวหน้าแม่บ้านเก่าแก่ค้อมศีรษะรับผู้เป็นนาย ดวงตาเรียวรีที่ตวัดมามองผู้มาเยือนเยียบเย็นและแฝงความไม่เป็นมิตรอย่างเปิดเผย สายตานั้นกราดมองตั้งแต่รองเท้าส้นสูงแบรนด์เนมขึ้นมาจนถึงใบหน้าสวยจัดของทนายสาว
นปาลิลไม่ได้หลบสายตา เธอเพียงแค่มองตอบด้วยแววตาเรียบเฉย สัญชาตญาณของคนทำงานกับมนุษย์มานับไม่ถ้วนบอกเธอได้ทันทีว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มองเธอเป็นแค่แขก แต่กำลังมองเธอเป็น ‘ศัตรู’
ยังไม่ทันที่ป้าจันทร์จะได้เอ่ยปากถามถึงผู้มาเยือน เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็กระแทกบันไดลงมาจากชั้นสอง พร้อมกับน้ำเสียงแหลมปรี๊ดที่ดังก้องไปทั่วโถง
