บทที่ 1 บทที่ 1 แก๊งสามทหารเสือกับหนึ่งตัวตึง
บทที่ 1 แก๊งสามทหารเสือกับหนึ่งตัวตึง
มหาลัย
ภายในมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง คณะนิเทศศาสตร์วันนี้คึกคักเป็นพิเศษ แต่ที่ลานจอดรถด้านหลังตึกเรียนดูจะคึกคักมากกว่า เมื่อกลุ่มเพื่อนสนิทสี่คนกำลังเล่นพิเรนทร์กันอยู่
“พะแพง! หยุดเลยนะเว้ย อย่าปีนขึ้นไปตรงนั้น มันลื่น”
‘บาส’ เพื่อนผู้ชายคนเดียวในกลุ่มที่ทำหน้าที่เป็น ‘สนามอารมณ์’ และ ‘คนคอยเตือนสติ’ ประจำแก๊ง เขาอ้าปากค้างพลางวิ่งหอบเข้ามารองใต้ล่าง มือกางออกพร้อมรับสถาปนาตัวเองเป็นเบาะมนุษย์
“โอ๊ย! บาส แกจะบ่นเป็นพ่อฉันทำไมเนี่ย แค่จะขึ้นไปถ่ายรูปบนขอบปูนกั้นล้อรถเฉยๆ เอง รูปนี้ลงไอจีรับรองยอดไลค์ทะลุแสน”
‘พะแพง’ สาวสวยตากลมโตผู้มีความแสบซนเป็นชีวิตจิตใจ เสียงใสเจื้อยแจ้วขณะใช้เท้าเหยียบขึ้นไปบนขอบปูนกั้นล้อรถที่เพิ่งเปียกน้ำฝนหมาดๆ มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์มือถือหันหน้าเข้าหาตัวเองเตรียมเซลฟี่
“ฉันว่าที่บาสมันพูดก็มีเหตุผลนะแก ขอบปูนนั้นมันลื่นมากนะ แถมแกใส่ส้นสูงสามนิ้วอีก”
‘จอย’ เพื่อนสาวตัวเล็กพริกขี้หนูขยับแว่นสายตา พร้อมเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง ในมือหิ้วชีทเรียนพะรุงพะรัง
“พวกแกสองคนนี่ขัดฟีลจริง ดูอย่างยายกิ๊บดิ เงียบกริบเตรียมกดชัตเตอร์ให้ฉันแล้วเนี่ย” พะแพงหันไปมองที่เพื่อนอีกคน
“เออ! ฉันสแตนด์บายมุมกล้องต่ำให้ละพะแพง แกกางแขนออกหน่อยสิ เออๆ ทรงตัวดีๆ หนึ่ง สอง...”
‘กิ๊บ’ สาวสวยหุ่นนางแบบย่อตัวลงต่ำชูกล้องมือถือขึ้น ทว่ายังไม่ทันที่นิ้วจะกดปุ่มชัตเตอร์
“เหวออ!”
“เฮ้ย!! / ว้าย!!!”
ตุบ! ปึก!
คนตัวเล็กลื่นไถลตามมาด้วยเสียงเนื้อกระทบกับขอบปูนอย่างแรงพอดิบพอดี ร่างเล็กร่วงหล่นลงมาจากขอบปูนอย่างรวดเร็ว เกินกว่าที่บาสจะเข้าไปรับทัน หัวของเธอฟาดเข้ากับมุมเหลี่ยมของขอบปูนกั้นล้อรถเข้าอย่างจัง
“โอ๊ย! เจ็บ~~”
พะแพงส่งเสียงร้องเบาๆ ในลำคอ ดวงตาพร่ามัวไปชั่วขณะ มือเรียวสวยยกขึ้นกุมขมับขวาของตัวเองตามสัญชาตญาณ ทว่าสัมผัสแรกที่ได้รับกลับไม่ใช่ความแห้งผาก แต่มันคือของเหลวอุ่นร้อนที่ไหลออกมาตามซอกนิ้วมืออย่างรวดเร็ว
“ฉิบหายแล้ว พะแพง! เลือด เลือดไหล” บาสร้องเสียงหลง หน้าถอดสีทันทีที่เห็นของเหลวสีแดงฉานเริ่มไหลเลอะลงมาตามกรอบหน้าหวานและอาบชุ่มเสื้อนักศึกษาของเพื่อนสาว
“กรี๊ดดดด! พะแพง แกอย่าเพิ่งตายนะแก” กิ๊บโยนโทรศัพท์ทิ้งลงพื้นหญ้าแล้วรีบวิ่งเข้าไปพยุงร่างเพื่อนทันที “จอย! กระดาษทิชชูอยู่ไหน เอามาอุดแผลเร็ว”
“มีแต่ชีทสรุปข้อสอบ เอาไปก่อน” จอยลนลานคว้ากระดาษเอกสารในมือยื่นให้บาสอุดขมับพะแพง แต่อุดเท่าไหร่ของเหลวสีแดงก็ยังไหลจนกระดาษเปื่อยยุ่ยและกลายเป็นสีแดงเข้มในพริบตา
“เลือดเยอะจัง...” พะแพงพึมพำ น้ำเสียงเริ่มแหบแห้ง สายตาเหม่อลอยมองมือตัวเองที่เต็มไปด้วยเลือด “เสื้อตัวนี้ฉันเพิ่งซื้อมาใหม่เองนะ”
“ยายบ้า! ห่วงชีวิตตัวเองก่อนเถอะ” บาสช้อนอุ้มร่างเล็กขึ้นมาแนบอกด้วยความตื่นตระหนก “ไปโรงพยาบาล! ใกล้สุดตรงสี่แยกข้างหน้านี่แหละ”
“โรงพยาบาลนั่นเหรอ? ที่เขาว่าค่ารักษาแพงหูฉี่น่ะนะ” จอยถามเสียงสั่นขณะวิ่งนำทางไปที่รถหรูของบาส
“จะแพงแค่ไหนก็ช่างหัวมันก่อนเถอะ ดูเลือดมันดิ ไหลเป็นน้ำก๊อกแล้วเนี่ย! กิ๊บ! เปิดประตูรถเร็ว!” บาสตะโกนสั่งพลางเร่งฝีเท้าอย่างรวดเร็ว
ณ โรงพยาบาลเอกชน ‘ธนดลการแพทย์’
รถหรูเลี้ยวเบียดโค้งเข้ามาจอดเทียบหน้าแผนกฉุกเฉินอย่างรวด จนล้อเบรกดังเอี๊ยด ทำให้ผู้คนที่อยู่แถวๆ นั่น ต้องหันมามองทันทีด้วยความตกใจ
“หมอครับ! ช่วยด้วยครับ เพื่อนผมหัวแตก เลือดไหลไม่หยุดเลยครับ!”
บาสเปิดประตูลงจากรถแล้วตะโกนลั่นลานจอดรถหน้าทางเข้าแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินทันที น้ำเสียงร้อนรนปนหวาดกลัวทำเอาเจ้าหน้าที่เวรเปลสองคนรีบเข็นเตียงวิ่งกรูออกมาทันที
“เกิดอะไรขึ้นคะ? คนไข้รู้สึกตัวดีไหม” พยาบาลเวรเอ่ยถามขณะที่บาสประคองพะแพงลงมาจากเบาะหลัง
“รู้สึกตัวครับ แต่เลือดไหลเยอะมาก หัวฟาดขอบปูนครับ” บาสพูดพลางพยุงร่างของเพื่อนสาว โดยมีกิ๊บและจอยคอยช่วยประคองซ้ายขวา
ในจังหวะนั้นก็มีชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมคอสองเม็ด ทับด้วยเสื้อกาวน์สั้นสีขาวสะอาดสะอ้าน กำลังเดินพ้นประตูทางออกของโรงพยาบาล
ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาสีน้ำตาลทอง ฉายแววเรียบนิ่ง ทรงผมสีน้ำตาลทองอ่อนๆ ยุ่งนิดๆ เขากำลังจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง ทว่าเสียงโวยวายและกลิ่นคาวเลือดที่ลอยโชยมาตามลมทำให้ฝีเท้าต้องหยุดชะงักลง
ชายหนุ่มหันไปมองกลุ่มวัยรุ่นสี่คนที่กำลังห้อมล้อมเตียงรถเข็นด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ และผู้ป่วยหญิงที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงมีเลือดอาบครึ่งซีกหน้า เสื้อนักศึกษาสีขาวเปื้อนไปด้วยสีแดงเป็นวงกว้าง
“คนไข้หัวกระแทกพื้นขอบปูนเหรอครับ?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลังของกลุ่มเพื่อน เขาก้าวเข้ามาประชิดเตียงอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีใครทันตั้งตัว
“ครับหมอ! เพื่อนผมลื่นล้มหัวฟาดขอบปูนครับ เลือดไหลเยอะมาก!” บาสรีบรายงานตัวสั่น เมื่อเห็นชายหนุ่มในชุดกาวน์ที่แผ่รังสีความน่าเชื่อถือออกมาอย่างชัดเจน
เขาเอื้อมมือหนาเรียวยาวสะอาดสะอ้านเชยคางมนของพะแพงขึ้นเบาๆ เพื่อสำรวจบาดแผล ดวงตาคมดุจ้องมองผ่านนิ้วมือที่เต็มไปด้วยเลือดของเธอเพื่อดูขนาดของรอยแยกที่ขมับ
ในวินาทีนั้น... ดวงตากลมโตของพะแพงที่เคยปรือด้วยความอ่อนแรงพลันเบิกกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ
ตึกตัก... ตึกตัก...
เสียงหัวใจของพะแพงเต้นรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงคืบทำเอาเธอลืมความเจ็บ ลืมความกลัว ลืมแม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังเลือดไหลจะหมดตัวอยู่แล้ว
‘คุณพระช่วย... นี่หมอหรือดาราเนี่ย? หล่อฉิบหาย หล่อวัวตายควายล้ม หล่อจนอยากจะหัวแตกซ้ำอีกรอบเลยแม่เอ๊ย!’ พะแพงกรีดร้องในใจ
“หมอคะ... ?” ดวงตาหวานเยิ้มจ้องมองใบหน้าด้านข้างของคุณหมอตาไม่กะพริบ มือเรียวแกล้งปัดป่ายไปมาเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว
คุณหมอขมวดคิ้วมุ่น ดึงกระดาษก๊อซจากพยาบาลมาอุดกดที่แผลขมับเธอไว้ด้วยน้ำหนักมือที่เบาที่สุด
“เลือดยังไหลอยู่ครับ แผลลึกพอสมควร อาจจะต้องเย็บ... พาเข้าห้องฉุกเฉินเลยครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง”
“หมอชื่ออะไรคะ? หนูจะได้บอกยมบาลถูก ว่ามีหมอหล่อขนาดนี้คอยดึงวิญญาณหนูไว้...” พะแพงแกล้งพูดจาเพ้อเจ้อเพื่อเต๊าะคุณหมอหนุ่ม
ชายหนุ่มละสายตาจากแผลมาสบดวงตากลมโตของเธอ นัยน์ตาสีน้ำตาลทองคู่นั้นราบเรียบไร้ความรู้สึก ก่อนจะเอ่ยพูดน้ำเสียงเย็นชา
“ถ้ายังมีแรงพูดจาไร้สาระแบบนี้ได้ แปลว่าวิญญาณยังแข็งแรงดีครับ คงยังไม่ถึงคิวยมบาลหรอก... รีบย้ายคนไข้เข้าไปครับ”
