บทที่ 2 บทที่ 2 กลัวเข็ม

บทที่ 2 กลัวเข็ม

ภายในห้องฉุกเฉิน

บรรยากาศภายในห้องสว่างจ้าด้วยแสงไฟนีออน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแอลกอฮอล์ลอยแตะจมูกจนพะแพงเริ่มรู้สึกตัวและตระหนักถึงความจริงบางอย่าง... ความจริงที่น่ากลัวกว่าการหัวแตก

เข็ม!

บนถาดเครื่องมือแพทย์สีเงินวาว มีกระบอกฉีดยาขนาดกลางและเข็มเย็บแผลทรงโค้งวางเรียงรายอยู่ พะแพงหน้าถอดสีทันทีที่สายตาเหลือบไปเห็นความแหลมคมเหล่านั้น อาการหลงเสน่ห์หมอหนุ่มเมื่อครู่หายไปในพริบตา เหลือเพียงความหวาดกลัวเท่านั้น

“ไม่เอา!! ไม่เย็บ หนูไม่เย็บแผลแล้ว”

พะแพงดีดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันที ร่างเล็กพยายามจะกระโดดลงจากเตียงเพื่อหนีออกไปข้างนอก ทำให้เพื่อนทั้ั้้งสามคนต้องรีบเข้ามาจับตัวไว้ทันที

“พะแพง! แกอย่าดื้อสิ หัวแบะขนาดนี้ไม่เย็บได้ยังไง” กิ๊บพยายามกดไหล่เพื่อนสาวไว้แน่น ไม่ให้เพื่อนได้ขยับไปไหน

“ใช่ ถ้าไม่เย็บ แผลอักเสบติดเชื้อขึ้นมา หัวเน่าไม่รู้ด้วยนะ” จอยขู่เสียงดุๆ พร้อมช่วยจับขาพะแพงเอาไว้อีกแรง

“ปล่อย ฉันไม่เอาเข็ม! ฉันกลัวเข็มนะแก” พะแพงโวยวายเสียงดังลั่น น้ำตาเริ่มเอ่อคลอด้วยความหวาดกลัว มือไม้ปัดป่ายจนถาดเครื่องมือแพทย์เกือบคว่ำ

“หยุดโวยวายได้แล้วครับ!!”

เสียงทุ้มตวาดเสียงดังฟัังชัดทำเอาทุกคนในห้องหยุดชะงักทันที คุณหมอเดินกลับเข้ามาในห้องหลังจากล้้างมือและใส่ถุงมือยางเรียบร้อยแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงจนทำให้คนที่บนเงียบปากลงทันที

“โตจนป่านนี้แล้ว ไม่ใช่เด็กสามขวบ แค่เย็บแผลทำไมต้องทำตัวมีปัญหาขนาดนี้ โรงพยาบาลไม่ใช่สนามเด็กเล่น และหมอก็ไม่มีเวลามานั่งเล่นกับคนไข้ที่ไม่มีวุฒิภาวะ”

คำพูดตรงๆ ทำเอาพะแพงถึงกับหน้าชา เธออ้าปากค้าง น้ำตาคลอเบ้าจ้องมองใบหน้าดุๆ ของชายหนุ่มด้วยความรู้สึกกลัว อาย และแอบเจ็บจี๊ดในใจ

“ก็หนูกลัวจริงๆ นี่คะ หมอไม่ได้กลัว หมอก็พูดได้สิ ปากร้ายชะมัด...” พะแพงบ่นพึมพำ ก้มหน้าหลบสายตาคมกริบคู่นั้น

ชายหนุ่มถอนหายใจยาวๆ ก่อนจะหันไปสั่งเพื่อนทั้งสามคนของพะแพงน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ญาติเชิญออกไปรอข้างนอกก่อนครับ อยู่ตรงนี้เกะกะการทำงานของหมอและพยาบาล”

“เอ่อ... ครับหมอ ฝากยายตัวแสบด้วยนะครับ ฝากเย็บปากมันด้วยก็ดีครับหมอ ปากเก่งเหลือเกิน” บาสรับคำอย่างรวดเร็ว พร้อมลากกิ๊บและจอยออกจากห้องไปทันที ทิ้งให้พะแพงนั่งเบะปากมองตามเพื่อนทรยศอย่างเคียดแค้น

ภายในห้องเหลือแค่คุณหมอกับ พยาบาลผู้ช่วยอีกหนึ่งคน และพะแพงที่นั่งตัวสั่นอยู่บนเตียง

“นอนลงครับ” ชายหนุ่มสั่งเสียงเรียบ

“ไม่นอน... หนูจะกลับบ้าน” พะแพงยังคงดื้อไม่ยอมทำตาม น้ำตาหยดแหมะลงบนตัก

คุณหมอมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา ใบหน้าหวาน ที่ตอนนี้ซีดเซียวและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ

ดูแล้วก็น่าเอ็นดูปนน่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มขยับก้าวเข้าไปใกล้เตียงคนไข้มากขึ้นจนเข่าชิดขอบเตียง

“กลัวเข็มมากขนาดนั้นเลยเหรอ?” น้ำเสียงที่เคยดุดันพลันอ่อนโยนลงหนึ่งระดับโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว

“อื้อ... กลัวมากค่ะ หนูเคยโดนฉีดยาตอนเด็กๆ แล้วเข็มหักคาเนื้อ ฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้เลย...” พะแพงเงยหน้าขึ้นเอ่ยบอกน้ำตาซึม สะอื้นเบาๆ

ชายหนุ่มสบตาคนไข้สาวตัวแสบแวบหนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือหนาไปจับมือเรียวเล็กที่กำลังสั่นของเธอขึ้นมากุมไว้หลวมๆ

“งั้นฟังหมอนะ... ถ้ากลัว ก็หลับตาซะ” คุณหมอเอ่ยพูดเสียงทุ้มต่ำ “แล้วก็จับชายเสื้อหมอไว้แน่นๆ”

พะแพงก้มลงมองมือตัวเองที่ถูกหมอหนุ่มนำไปวางไว้ที่ชายเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดของเขาใต้เสื้อกาวน์ เธอขยับนิ้วเรียวสั่นเทากำชายเสื้อของเขาไว้แน่นตามคำสั่ง

กลิ่นสะอาดหอมละมุนสไตล์ผู้ชายดูแลตัวเองผสมกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออ่อนๆ ลอยเข้ามากระทบประสาทสัมผัส ช่วยปลอบประโลมความหวาดกลัวในใจให้บรรเทาลงอย่างไม่น่าเชื่อ

“เย็บแป๊บเดียวก็เสร็จครับ แผลไม่ลึกมาก เย็บแค่ 3 เข็มเอง อดทนหน่อยนะ ยัยตัวแสบ”

ประโยคสุดท้ายที่แฝงไปด้วยความอบอุ่นและคำเรียกขานกึ่งเอ็นดูทำเอาหัวใจของพะแพงพองโตจนแทบจะระเบิด เธอหลับตาลงแน่น มือดึงชายเสื้อหมอไว้แน่นราวกับมันคือหลักยึดเหนี่ยวเดียวที่เหลืออยู่

“เจ็บนิดเดียวนะ ยาชาเริ่มจะออกฤทธิ์แล้ว...”

ความรู้สึกจี๊ดๆ เหมือนมดกัดเกิดขึ้นที่ขมับขวาเพียงครู่เดียว จากนั้นความรู้สึกก็เริ่มชา คุณหมอใช้ทักษะการเย็บแผลศัลยกรรมที่ประณีตระดับมือหนึ่ง บรรจงเย็บไหมสอดประสานบาดแผลอย่างรวดเร็วและแผ่วเบาที่สุดเพื่อไม่ให้คนไข้รู้สึกเจ็บปวดเพิ่มขึ้น

พะแพงหลับตานิ่งพยายามจินตนาการถึงใบหน้าหล่อๆ ของหมอเพื่อเบี่ยงเบนความเจ็บปวด สัมผัสจากมือหนาของหมอที่คอยแตะซับคราบเลือดบนกรอบหน้าของเธออย่างทะนุถนอม ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิงที่กำลังได้รับการเยียวยาจากเจ้าชายในฝัน

“เสร็จแล้วครับ 3 เข็มพอดิบพอดี”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการเย็บแผลสิ้นสุดลงแล้ว พะแพงค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ สบเข้ากับดวงตาคมคู่เดิมที่ตอนนี้ฉายแววโล่งใจเล็กๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

“เสร็จแล้วเหรอคะ ไม่เจ็บเลยจริงๆ ด้วยค่ะ” พะแพงยิ้มกว้างจนตาปิด ลืมความเศร้าไปจนหมด มือยังคงกำชายเสื้อหมอไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

“เสร็จแล้วก็ปล่อยชายเสื้อได้แล้วครับ กำซะยับหมดแล้ว” เขาก้มลงมองมือเล็ก

“อุ๊ย! ขอโทษค่ะหมอ” พะแพงรีบปล่อยมือออกแสร้งทำเป็นเขินอาย แต่สายตายังคงจ้องมองแผงอกแกร่งใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอ้านด้วยความเสียดาย “ก็หนูกลัวนี่คะ แต่มีหมออยู่ใกล้ๆ แล้วอุ่นใจจังเลยค่ะ”

“พูดมากจริง... นอนพักสักสิบนาทีให้ยาชาหมดฤทธิ์แล้วค่อยออกไปรับยาครับ” หมอแทนคุณส่ายหน้าไปมา พลางดึงถุงมือยางออกโยนลงถังขยะติดเชื้อ

“คุณหมอคะ” พะแพงเอ่ยเรียกเสียงเบา

ชายหนุ่มที่กำลังจะเดินออกจากห้องหันกลับมาขมวดคิ้วมองคนบนเตียง ด้วยสายตาเฉยชา

“มีอะไรอีกครับ?”

“เย็บแผลเสร็จแล้ว หนูต้องมาล้างแผลวันไหนบ้างคะ? แล้วหมอเข้าเวรวันไหนบ้างคะ หนูจะได้มาล้างแผลกับหมอคนเดียว” พะแพงยิงคำถามหยอดอย่างรวดเร็ว สายตาเจ้าเล่ห์จ้องมองหาคำตอบอย่างจริงจัง

ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ยิ้มที่ดูร้ายกาจแต่มีเสน่ห์จนพะแพงแทบจะละลายลงไปกองกับพื้น

“หมอเป็นเจ้าของโรงพยาบาลครับ ไม่ใช่หมอล้างแผลทั่วไป ถ้าแผลอักเสบก็มาหาหมอเวรคนอื่นได้ครับ ผมไม่ได้มีเวลามานั่งบริการคนดื้อบ่อยๆ”

พูดจบ ร่างสูงใหญ่ในชุดกาวน์ก็เดินออกจากห้องฉุกเฉินไปทันที ทิ้งให้พะแพงนอนมองตามหลังตาไม่กระพริบ หัวใจเต้นรัวยิ่งกว่าตอนลื่นล้มหัวฟาดขอบปูนเสียอีก

‘เจ้าของโรงพยาบาลซะด้วย! ทั้งหล่อ ทั้งรวย ทั้งปากจัดเร้าใจขนาดนี้ พะแพงคนนี้สู้ตายค่ะหมอ’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป