บทที่ 11 อยากทำหน้าที่บิดาหรือ

บทที่ 11

อยากทำหน้าที่บิดาหรือ

วังโมลี่มีแขกครั้งแรกหลังจากที่หนิงเซียนย้ายเข้ามาอยู่ ซึ่งแขกคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นอันเกาหมิงที่ใจกล้าหน้าด้านถึงขนาดเดินทางมาขอเข้าพบนางด้วยตัวเอง หลังจากที่หนิงเซียนเคยฉีกหน้าอีกฝ่ายไม่เหลือชิ้นดีมาแล้วครั้งหนึ่ง

ความใจกล้านี้ทำเอาหนิงเซียนยิ้มไม่หุบ ไม่คิดเลยว่าเขาจะมาหานางถึงที่นี่ ไหนจะยังพาจูอินมาด้วยอีก สองคนกำลังคิดอะไรอยู่ถึงได้กล้าทำขนาดนี้

“ท่านหญิง ตอนนี้พวกเขาเข้ามารอด้านในตามที่สั่งแล้ว”

“อี้เยว่ละ”

“อยู่กับท่านอ๋องฉีหลางเพคะ เห็นท่านอ๋องบอกว่าวันนี้ท่านหญิงน้อยจะค้างที่นั่น”

“อืม ดีแล้ว ท่านพ่ออยู่แต่ชายแดน รับศึกมานาน การมีเด็กน้อยไปอยู่ด้วยคงทำให้รู้สึกว่าตนเองหนุ่มแน่นมากขึ้น เป็นท่านตาที่ดูแลหลาน เสียงหัวเราะสดใสของเด็กมันก็มีความ

สำคัญตรงนี้”

เรื่องความสัมพันธ์ของนางและบิดาบุญธรรมเป็นไปด้วยดีมาก ฝ่ายนั้นแสดงออกชัดเจนว่าเอ็นดูอี้เยว่มากจนออกนอกหน้า ส่วนนางที่เป็นบุตรสาวก็ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยว ปล่อยให้นางจัดการทุกอย่างเต็มที่ เพียงเท่านี้ก็เห็นแล้วว่าบิดาบุญธรรมเลือกถือหางให้นางชัดเจน

“แล้วท่านหญิงจะออกไปพบพวกเขาเลยหรือไม่”

“ไปสิ นานกว่านี้เดี๋ยวเขาจะหาว่าข้าไร้มารยาทได้ เขาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่คนหนึ่งของแคว้นเชียวนะจิงฮวา”

“แม่ทัพที่ฝ่าบาทไม่โปรดปราน ยังไม่สำคัญพอให้ท่านหญิงใส่ใจ อีกอย่างสตรีที่มาด้วยยิ่งไม่ควรใส่ใจไปใหญ่เลย”

หนิงเซียนหัวเราะให้คำพูดของคนสนิท นางลุกขึ้นเพื่อให้จิงฮวาและข้ารับใช้คนอื่น ๆ เข้ามาช่วยกันแต่งตัวจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ก่อนจะออกไปพบหน้าแขกที่นางไม่ได้เชิญพวกเขาทั้งคู่มา การมาของอันเกาหมิงไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของหนิงเซียน เพียงไม่คิดว่าคนที่เขานำมาด้วยจะเป็นจูอิน

เรื่องของจูอินตอนนี้แม้คนจะพูดถึงน้อยลง แต่ใช่ว่าจะไม่มีคนพูดถึงเลย การมาของพวกเขาไม่ใช่มาเพื่อไถ่ถามความสุขของนางและบุตรสาวอย่างแน่นอน

ด้านในโถง ทั้งสองลุกขึ้นทันทีที่เห็นว่าหนิงเซียนเข้ามาในห้อง

“ตามสบายท่านแม่ทัพ”

หนิงเซียนเอ่ยปากอนุญาต สายตาของนางจับจ้องไปที่

จูอินที่ใบหน้าอีกฝ่ายก้มต่ำ แสดงท่าทางราวกับแม่กวางน้อยที่ถูกนายพรานจับมา มันช่างดูไร้เดียงสาน่ารัก ดูบริสุทธิ์ใสซื่อจริง ๆ มิน่าอันเกาหมิงถึงได้หลงนักหนา เพราะตบตาคนอื่นเก่งแบบนี้

เมื่อทั้งสามนั่งลง ความเงียบก็เกิดขึ้น แขกทั้งสองคนล้วนไม่พูดอะไรสักคำ ส่วนหนิงเซียนก็ไม่คิดพูดอะไร นางไม่ได้เชิญพวกเขามาเสียหน่อย แล้วนางก็ไม่ได้มีอะไรอยากจะพูดอีกด้วย พวกเขามาที่นี่ก็ควรเอ่ยปาก

นานทีเดียวกว่าแขกทั้งสองจะเริ่มแสดงท่าที

“คิดว่าท่านหญิงคงสบายดี”

อันเกาหมิงพูดขึ้น เขาพยายามรักษาสีหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าการมาอยู่ต่อหน้าคนที่เขาไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะเป็นเขาเองที่ต้องก้มหัวให้ ทั้งยังเป็นอดีตสตรีที่นางเคยนอบน้อมต่อเขาอีกด้วย เมื่อเปลี่ยนมาเป็นเขาเองที่ต้องรักษากิริยาและก้มหัวให้จึงทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง

เรื่องนี้ตอนแรกทำให้เขาแทบยอมรับไม่ได้ด้วยซ้ำ

“ข้าสบายดี ท่านแม่ทัพเองก็คงสบายดี เห็นว่าฝ่าบาทให้ท่านพักที่เมืองหลวง คงจะทำให้ท่านใช้ชีวิตดีขึ้น หลังจากที่ต้องทำงานหนักมานานก็ได้พักบ้างแล้ว”

คำพูดของหนิงเซียนเหมือนมีดที่ปักบนหลังของอันเกา-

หมิง ใบหน้าของเขาเขียวคล้ำลงหลายส่วน แต่ก็พยายามอดกลั้นความรู้สึกเอาไว้ ด้วยฐานะของสตรีที่เอ่ยปากตอนนี้หาใช่ทั่วไป

หนิงเซียนมองท่าทางของอดีตสามีของร่างนี้แล้วยิ่งอารมณ์ดีมากกว่าเดิม อันเกาหมิงเป็นบุรุษที่ทะนง หยิ่งในศักดิ์ศรีของตนเองมาก นางจึงรู้ว่าพูดอย่างไรเขาถึงรู้สึก อำนาจทางการทหารของเขาและงานที่ชายแดนสร้างชื่อให้เขามาหลายปี การที่เขาถูกสั่งในอยู่ที่เมืองหลวงมันคือการลงโทษมากกว่า

“ใช่ ได้พักมากขึ้น ถือว่าฝ่าบาทเมตตา”

“นั่นสิ พักนานหน่อยก็ดี นานจนอนุจูอินนางคลอดเลยก็คงจะดี ท่านแม่ทัพจะได้มีโอกาสอยู่กับบุตร ชายแดนห่างไกลมาก ไปมาไม่สะดวก การเดินทางแต่ละครั้งยังกินเวลายาวนาน จะให้เร่งมาดูหน้าบุตรที่กำลังเกิดคงไม่สะดวกเท่ากับอยู่รอเขาเกิดเลยถึงจะดี หากท่านแม่ทัพคิดว่าดี ข้าจะช่วยส่งเสริมเอ่ยปากกับท่านพ่อให้ออกหน้าทูลขอฝ่าบาท”

“ไม่จำเป็น เรื่องนี้ไม่คิดว่าต้องรบกวนท่านหญิง อีกอย่างเรื่องการคลอด ข้าเป็นบุรุษ อยู่ไปก็ช่วยอะไรมากไม่ได้ ไม่สู้ไปทำหน้าที่ตามสมควรจะดีกว่า”

“อ่า เป็นเช่นนี้ ที่แท้ท่านแม่ทัพก็รักบ้านเมือง เพื่อบ้าน

เมืองแม้แต่บุตรที่จะเกิดมายังไม่มีความสำคัญเท่า”

คำพูดของหนิงเซียนทำให้จูอินที่ก้มหน้าอยู่ถึงกับกำมือแน่น พลางปรายตาไปมองร่างของสามี พูดแบบนี้ช่างไม่รักษาน้ำใจนางเอาเสียเลย ตอนที่นางคลอดบุตรสาวให้เขาก็ครั้งหนึ่งแล้วที่เขาไม่แม้แต่จะมาดูหน้า เอาแต่ทำงานจนอายุบุตรสาวได้สามวัน เขาถึงโผล่หน้ามา

“ที่ข้ามาที่นี่เพื่อมาบอกความต้องการ”

หนิงเซียนเลิกคิ้วขึ้น นางรู้สึกว่าความต้องการของคนตรงหน้าดูท่าจะเป็นความต้องการที่ขัดกับความต้องการของตัวนางเอง ยิ่งเห็นท่าทางของเขา หนิงเซียนก็พอจะเดาความต้องการออก

“ท่านแม่ทัพ ข้ามีความสงสัย ข้าสงสัยว่าความต้องการของท่านเกี่ยวข้องอะไรกับข้า ท่านถึงได้มาบอกความต้องการของตนเองกับข้าเช่นนี้”

คำถามของหนิงเซียนเป็นผลให้ทั้งอันเกาหมิงและจูอินถึงกับชะงักไป

สายตาของหนิงเซียนจับจ้องใบหน้าหล่อเหลาของอัน-

เกาหมิง นางไม่มีความหวาดกลัวปรากฏออกมาทางสายตาด้วยซ้ำ แต่ในสายตาของหนิงเซียน คนทั้งสองคือก้อนหินข้างทางที่นางจะเหยียบผ่าน ไม่ได้มีอันตรายอะไรต่อนางมากกว่านี้

“เรื่องอี้เยว่ อย่างไรนางก็เป็นบุตรสาวของข้า”

หนิงเซียนหัวเราะเสียงเบา ใบหน้างดงามแย้มยิ้มราวกับบุปผาเบิกบาน ความงดงามของหนิงเซียนยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทำเอาอันเกาหมิงถึงกับใบหน้าแข็งค้าง ความงดงามของนางคือสิ่งที่ทำให้เขาเอ่ยปากสัญญาว่าชีวิตนี้จะมีสตรีเพียงหนึ่ง และคือนางตรงหน้า

จูอินเห็นความงามของสตรีที่ตนเองถือเป็นศัตรูก็ได้แต่เจ็บช้ำ นางหันไปมองสามีก็ยิ่งเจ็บใจมากกว่าเดิม เมื่อเห็นว่าผู้เป็นสามีก็มองอีกฝ่ายตาค้าง นางเกลียดความงามนี้ที่ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองแพ้ เกลียดดวงตาสดใสไม่หวาดกลัว เกลียดท่าทางสูงส่งที่นางไม่อาจเทียบเคียงได้

จูอินได้แต่กำมือให้แน่นมากขึ้นเพื่อเรียกสติให้ตนเองไม่ทำอะไรไปมากกว่านี้

“ขอโทษที ที่ข้าหัวเราะเพราะคิดไม่ถึงว่าท่านแม่ทัพจะยังจดจำได้ว่าแท้จริงแล้วอี้เยว่ก็คือบุตรสาวคนหนึ่งของท่าน และเป็นบุตรสาวคนแรกที่มีความสำคัญมาก มิใช่บุตรสาวชั้นต่ำอย่างบุตรสาวของอนุทั่วไปในจวนอัน”

อันเกาหมิงพูดไม่ออก เขาไม่คิดว่าตนเองจะละเลยพวกนางสองแม่ลูกมานานมากขนาดนี้ ตลอดเวลาที่กลับมาเมืองหลวงก็ไม่เคยอยู่นาน จดจำใบหน้าบุตรสาวแทบไม่ได้ ไร้ความ

ใส่ใจในฐานะบิดาตามที่สมควร หากนางจะว่าเขาลืม ไม่สนใจ เขาก็เถียงไม่ออก

ส่วนความสำคัญของอี้เยว่ นับว่าเป็นเขาที่มองผ่านจนทำพลาดอย่างการยอมหย่ากับสตรีตรงหน้าง่าย ๆ

จูอินถึงกับอยากจะด่าทอ แต่ทำได้เพียงอดกลั้น อีกฝ่ายกล้าต่อว่าบุตรสาวของนางว่าชั้นต่ำ ส่วนสามีก็นิ่งเฉย ทำให้จูอินทำอะไรไม่ได้

“ข้าจะมารับนางกลับจวนอัน อย่างน้อยนางก็คือบุตร

สาวข้า เป็นคุณหนูจวนอันคนหนึ่ง หวังว่าท่านหญิงจะไม่คัดค้าน บุตรกับบิดาย่อมขาดกันไม่ได้ ท่านหญิงหย่ากับข้าแล้ว ส่วนอี้เยว่นางยังคงมีชื่อในตระกูลอัน เป็นคุณหนูใหญ่ อย่างไรตอนนี้อี้เยว่ควรอยู่จวนอันมากกว่าที่นี่”

สิ่งที่อันเกาหมิงเอ่ยออกมาไม่ผิด ชื่อของอี้เยว่ยังมีในจวนอัน แสดงว่าอี้เยว่ยังเป็นคุณหนูใหญ่ของจวนอันเช่นเดิมไม่เปลี่ยน

“ท่านจะพาบุตรสาวข้าไปไม่ได้ ท่านแม่ทัพ”

น้ำเสียงของหนิงเซียนราบเรียบ ดวงตานางไม่มีแววหยอกล้ออีกต่อไป รอยยิ้มที่เคยมีก็จางหายเหลือไว้เพียงใบหน้าไร้อารมณ์ สายตาที่จับจ้องอดีตสามีก็เย็นชาจนอันเกาหมิงรู้สึกได้

“หากไม่อยากให้นางห่างตัว เราแค่กลับมาเป็นสามีภรรยา”

ถ้อยคำที่หลุดออกมาจากปากของอันเกาหมิงสร้างคลื่นลมให้ความรู้สึกของหนิงเซียนตอนนี้ ที่แท้ที่อยากได้อี้เยว่เพียงอยากให้นางกลับไปกับเขา ช่างหน้าด้านเสียจริง เพราะผล

ประโยชน์จากนางมากขึ้น เขาจึงเลือกทำ

กลายเป็นว่าคนที่ตกใจมากที่สุดคือจูอิน ที่ตกลงกันไว้ในตอนแรกไม่ใช่เช่นนี้ เขาเพียงจะมาพาบุตรสาวกลับจวน ส่วนนางจะมาทำหน้าที่มารดาอีกฝ่าย เป็นสตรีที่ดี ที่รักและใส่ใจบุตรของสามี แต่นี่เขากลับเอ่ยปากร้องขอให้อีกฝ่ายกลับไปกับตนเองอีกแล้ว

“ท่านคงไม่รู้ตัวว่าพูดอะไรออกมา”

หนิงเซียนพูดเสียงเย็น นางมองท่าทางและใบหน้าที่ราวกับไร้สติของบุรุษตรงหน้าอย่างไม่พอใจ

“ข้ารู้ว่าตนเองพูดอะไรออกไป อี้เยว่คงไม่มีความสุขมากนักหากบิดามารดาแยกจากกัน”

“ผิดแล้ว นางจะมีความสุขมากที่ไม่ต้องมีบิดาเช่นท่านที่เอาแต่สนใจงาน ไม่สนใจบุตร ไม่ต้องมีสตรีที่นิสัยดั่งอสรพิษข้างกาย ไม่ต้องอยู่ท่ามกลางคนที่เห็นนางเป็นเครื่องมือ”

“ท่านหญิงพูดอะไรออกมา จวนอันคือบ้านของนาง คนที่จวนอันรักอี้เยว่มาก นางคือบุตรของข้า แล้วจะบอกว่าใช้นางเป็นเครื่องมือได้ยังไงกัน”

“บ้านหรือ…ตลกแล้วท่านแม่ทัพ ข้าจะขอพูดเรื่องนี้เพียงครั้งเดียว อี้เยว่ต่อจากนี้จะไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับจวนอันอีก ท่านยังคงเป็นบิดาของนาง ข้อนี้ข้าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่นางจะไม่มีทางไปที่จวนอันอีก หากวันหนึ่งข้าตาย คนที่จะดูแลนางคือท่านพ่อของข้า นั่นคือท่านอ๋องฉีหลาง ตอนนี้ฐานะของ

อี้เยว่หาใช่บุตรของท่านแล้ว แต่เป็นท่านหญิงน้อยอี้เยว่ หลานสาวชินอ๋องฉีหลาง หากท่านมีความสามารถ คิดว่าตนเองจะสามารถนำอี้เยว่ไปได้ ก็ลองดู ลองดูว่าข้าหรือท่านจะชนะ”

อันเกาหมิงถึงกับนิ่งไปทันที ไม่คิดเลยว่าจะได้ยินเรื่องเช่นนี้ มีอย่างที่ไหน ไม่ให้เขายุ่งเกี่ยวบุตรสาวตนเอง

“อี้เยว่ ข้าต้องการถามนางกับตนเองว่าจะอยู่ที่นี่หรือกลับไปกับข้า”

หนิงเซียนเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมง่าย ๆ ก็ยิ้มเย็น

“ข้าคิดว่าที่จริงท่านก็พอจะรู้อยู่ลึก ๆ แล้วว่าอี้เยว่จะเลือกใคร หรือท่านจะโต้เถียงข้า วันนี้ข้าเสียเวลากับท่านมานานแล้วท่านแม่ทัพ กลับไปเสีย แล้วอย่าพูดเรื่องนี้อีก เพราะถ้าเรื่องนี้ถึงหูฝ่าบาท ข้าคิดว่าไม่ใช่ข้าที่ต้องเสียอะไร แต่คนที่เสียจะเป็นท่านคนเดียว”

อันเกาหมิงได้แต่กำหมัดเพื่อระงับอารมณ์ มันเป็นอย่างที่นางว่า เพราะเขาเองก็ไม่พร้อมเอาตระกูลของตัวเองเข้ามาเสี่ยง

เมื่อทำอะไรไม่ได้ มีแต่ต้องกลับไปตั้งหลักก่อนเท่านั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป