บทที่ 9 บิดาบุญธรรม

บทที่ 9

บิดาบุญธรรม

การกลับมาเมืองหลวงของชินอ๋องฉีหลางทำให้แต่ละจวนอยากรู้ว่า พอชินอ๋องรู้เรื่องที่ว่าตนเองมีบุตรมาคนหนึ่งจะมีผลออกมาเช่นใด แต่ถึงจะไม่ชอบก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันคือราชโองการจากฝ่าบาท เพียงกลัวว่าทั้งพ่อบุญธรรมและตัวท่านหญิงเองจะเข้ากันในฐานะบิดากับบุตรไม่ได้

เรื่องนี้ทำให้ทุกคนพูดถึง บ้างก็กังวลแทนท่านหญิงเพราะชินอ๋องเป็นบุรุษที่ใช้ชีวิตกว่าครึ่งในสนามรบ ไม่ได้ชอบสตรีสักเท่าไร ในชีวิตเขามีสตรีเข้ามาวุ่นวายน้อยมาก จึงกลัวว่าผลจะออกมาไม่ดี

หนิงเซียนยืนรอบิดาบุญธรรมที่หน้าตำหนักใหญ่ในวังของผู้เป็นบิดา ใบหน้างดงามราบเรียบไม่ได้แสดงออกว่าตอนนี้ตัวหนิงเซียนมีความรู้สึกใด นางยืนรออย่างสงบ ด้านข้างคือบุตรสาวที่ยืนนิ่งเหมือนมารดา สายตามองรถม้าคันใหญ่ที่กำลังเคลื่อนเข้ามาด้วยสายตาสนใจ

“ท่านแม่ รถม้าใหญ่มาก”

หนิงเซียนหันไปยิ้มให้บุตรสาว นางมองดวงตาใสซื่อแล้วได้แต่นำมือไปลูบเส้นผมของบุตรสาวด้วยท่าทางรักใคร่

“คนผู้นี้ จากนี้เขาคือท่านตาอีกคนของเจ้า”

“ท่านตาหรือ”

“ใช่ ท่านตาของเจ้า อี้เยว่ของแม่ต้องเป็นเด็กดี เชื่อฟังทั้งแม่และท่านตา เข้าใจหรือไม่”

หนิงเซียนพูดกับบุตรสาวเสียงอ่อนโยน นางไม่รู้ว่าบิดาบุญธรรมของนางจะพอใจที่ได้หญิงหย่าสามีอย่างนางกับบุตรสาวมาเป็นครอบครัวเดียวกันหรือไม่ แต่รู้เพียงว่าเขาปฏิเสธนางไม่ได้

จากข่าวที่ได้ยินมา ชินอ๋องคือบุรุษที่ชอบการอยู่อย่างสงบ ไม่เคยสนใจอิสตรี ไม่สนใจเรื่องราววุ่นวายในเมืองหลวง เป็นคนที่ตัดขาดจากโลกภายนอกที่แสนวุ่นวาย นิสัยของชินอ๋องเย็นชา ไร้ใจ ข้อนี้ทำให้หนิงเซียนกังวลเล็กน้อย

แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทันทีที่รถม้าหยุดลง ชายร่างใหญ่ในชุดเกราะสีทองอร่ามก็เดินลงมาจากรถม้า ทำให้สองแม่ลูกเงียบเสียงลง ใบหน้าหนิง-

เซียนมองต่ำ ด้วยการมองหน้าโดยตรงในยุคสมัยนี้คือการไม่ให้ความเคารพผู้อาวุโส

เสียงฝีเท้าหนักที่เหยียบลงพื้นทำให้หนิงเซียนย่อกายทำความเคารพผู้เป็นบิดาบุญธรรม เสียงหวานใสของแม่ลูกดังขึ้นพร้อมเพรียง

“ถวายพระพรชินอ๋องเพคะ”

“ลุกขึ้น”

หนิงเซียนลุกขึ้นแล้วหันไปยิ้มให้บุตรสาวที่กำลังเงยหน้ามองบุรุษแปลกหน้าร่างโตตรงหน้าด้วยสายตาตกใจ

“อี้เยว่ อย่ามองท่านอ๋องเช่นนั้น”

อี้เยว่ละสายตาพร้อมก้มหน้าลงมองพื้น กลัวว่าจะถูกมารดาดุไปมากกว่านี้ ด้วยตัวนางเสียมารยาท

“เรียกข้าว่าท่านพ่อ ส่วนเจ้าชื่ออี้เยว่หรือ”

หนิงเซียนยิ้มรับอย่างว่าง่าย อย่างไรนางยังต้องอาศัยอำนาจของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาบุญธรรม ฉะนั้นจะละเลยไม่ได้

อี้เยว่เองที่ถูกถามก็เงยหน้าขึ้น ยิ้มหวานออกมา

“เพคะ หม่อมฉันชื่ออี้เยว่”

หนิงเซียนไม่ขัด นางเชื่อว่าความสดใสน่ารักของบุตรสาวจะมัดใจผู้อื่นได้ ในวัยนี้บุตรสาวของหนิงเซียนน่ารัก ช่างพูด มีความสดใส และอยากรู้อยากเห็น

“มานี่สิ”

ร่างสูงใหญ่นั่งลง ยื่นมือมาตรงหน้า อี้เยว่เงยหน้าหามารดา นางไม่กล้าแต่พอเห็นว่ามารดายิ้มให้ เท้าน้อย ๆ ก็เคลื่อนไปด้านหน้าจนไปหยุดหน้าร่างสูงที่ตอนนี้นั่งลงจนใบหน้าเท่ากับหน้าเด็กน้อย ไม่นานรอยยิ้มอบอุ่นจากร่างสูงใหญ่ก็ทำให้สองแม่ลูกคลายใจ

“น่ารักจริง ๆ มาเถอะ ตาจะพาเจ้าไปเล่นด้านใน”

ชินอ๋องฉีหลางยื่นมือไปอุ้มร่างผู้เป็นหลานสาวขึ้นมาอุ้มไว้ เขาหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจที่เด็กน้อยร่างเล็กน่ารักอย่าง

อี้เยว่ยอมให้อุ้มง่าย ๆ ไม่หวาดกลัวบุรุษอย่าเขาที่ถือว่าแปลกหน้าสำหรับเด็กน้อยอย่างนาง

หนิงเซียนเองก็พลอยรู้สึกดีไปด้วย นางเห็นใบหน้าอบอุ่นของบิดาบุญธรรมก็พาลให้นึกถึงบิดาเจ้าของร่างนี้ ทั้งสองเหมือนกันมา ภายนอกเย็นชา ไร้ใจ แต่ที่จริงคือเป็นคนอบอุ่นคนหนึ่ง แค่แสดงออกไม่เก่งก็เท่านั้น

“เจ้าเองก็มาได้แล้ว ยืนนานไม่ดี”

“เพคะ”

หนิงเซียนเดินตามร่างของบิดาบุญธรรมและบุตรสาวที่หัวเราะเสียงใสเข้าไปด้านใน

หลังจากที่อี้เยว่ถูกพี่เลี้ยงพากลับไปพักที่วังโมลี่ที่อยู่ด้านข้าง ตอนนี้ในห้องเหลือเพียงหนิงเซียนและชินอ๋องที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง คนหนึ่งนั่งนิ่งเงียบ อีกคนก็มองด้วยสายตาประเมิน

“ดูเจ้าจะไม่กังวลหรือหวาดกลัวข้าเลย”

หนิงเซียนที่ถูกจับจ้องมานานได้แต่ยิ้มรับ เพราะที่เขาพูดนั้นถูกต้อง นางไม่ได้กลัว สำหรับหนิงเซียน คนตรงหน้าไม่ได้มีความน่ากลัวเลย และนางก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องกลัวเขาด้วย

“หม่อมฉันไม่มีเหตุผลที่ต้องกลัวเพคะ”

“คนส่วนใหญ่กลัวข้าเพราะข้าเป็นคนเงียบขรึม ไม่ค่อยพูด เป็นคนน่ากลัวสำหรับพวกเขา น่าแปลกที่ทั้งตัวเจ้าและบุตรสาวกลับไม่หวาดกลัว นางยังใจกล้าให้ข้าอุ้มตั้งแต่ครั้งแรกที่เจออีกด้วย ส่วนเจ้า มองเท่านี้ก็รู้ว่าใจกล้ากว่าที่ข้าได้ยินข่าวมา”

“คนเรามองเพียงวันสองวันคงไม่รู้นิสัย แต่ท่านอ๋องพูดได้ตรงยิ่ง”

“ข้าบอกแล้วว่าให้เจ้าเรียกว่าท่านพ่อ อย่างไร้เจ้าก็คือบุตรสาวข้าแล้ว ส่วนบุตรสาวของเจ้าตอนนี้นางคือหลานสาวของข้า ชินอ๋องหลาง เจ้าสองแม่ลูกคือคนของจวนชินอ๋องตั้งแต่วันที่รับราชโอการ”

“ท่านพ่อ…”

อีกฝ่ายเมื่อได้ฟังคำเรียกก็ยิ้มออกมา เขาพยักหน้าชอบใจที่ได้ยินคนเรียกตนเองว่าท่านพ่อตามที่ต้องการ

“ดี…ดียิ่ง แล้วก็ไม่ต้องมากพิธี ข้าไม่ชอบ”

หนิงเซียนเข้าใจง่าย ชินอ่องคือผู้ที่เดินออกจากเมืองหลวง ไม่ต้องการวุ่นวายหรือเป็นเป้าให้คนมอง ฉะนั้นเขาจึงชอบความเรียบง่าย ไม่ติดฐานะ

“ได้ยินมาว่าเจ้าเพิ่งหย่ากับอันเกาหมิง”

“หย่าได้เกือบเดือนแล้วเพคะ”

หนิงเซียนตอบตามตรง นางไม่ได้แสดงความละอายออกมาตอนที่พูด เรื่องการหย่าสำหรับหนิงเซียนคือชีวิตที่ไม่ได้แปลก คนเราไปกันไม่ได้ก็แค่หย่า อีกอย่างนางไม่คิดเล็กคิดน้อยเหมือนคนที่นี่ที่มองเรื่องการหย่าเป็นเรื่องที่ผิด

“อันเกาหมิง ข้าเคยเป็นอาจารย์ให้เขาช่วงที่เขายังหนุ่มแน่น ตอนนั้นข้าเห็นแววของเขาจึงผลักดันเขาขึ้นมาเป็นรอง

แม่ทัพ ให้โอกาสในการสร้างผลงานมากมาย ด้วยความสามารถของเขาทำให้เขาขึ้นมาเป็นแม่ทัพได้ในเวลาไม่ถึงสามปี ไม่น่าเชื่อว่าพอเป็นแม่ทัพ เขาจะสายตามืดบอดจนทิ้งสิ่งล้ำค่าอย่างเจ้าสองแม่ลูก ข้าไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่ข้าสอนมาตอนนี้จะกลาย

เป็นคนโง่งม”

“คงเพราะลูกเป็นคนหัวแข็งดื้อรั้น และมักจะก้าวเคียงข้างเขาเสมอ ท่านแม่ทัพเลยไม่ชมชอบ เขาชอบสตรีหัวอ่อน ว่าง่าย และอ่อนหวาน”

“สตรีเช่นนั้นมีประโยชน์เพียงบนเตียง เอาเถอะ อย่างไรเจ้าก็หย่าแล้ว จากนี้อย่าไปคิดให้มาก ส่วนเรื่องของเจ้าข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยว ให้เจ้าทำทุกอย่างได้ตามใจ ขอเพียงอย่าให้มันส่งผลจนเกิดสงคราม”

หนิงเซียนยิ้มรับ นางถือว่านี่คือคำอนุญาตที่อีกฝ่ายเอ่ยให้นางใช้คนของเขาหรืออำนาจของเขาได้ตามที่ตนเองต้องการ ส่วนเรื่องสงคราม หนิงเซียนไม่คิดก่อมันขึ้นมาอยู่แล้ว

“ท่านพ่อวางใจได้ ลูกไม่คิดให้มันใหญ่โต”

“ความสัมพันธ์ของเจ้ากับเขาคงจบไม่ค่อยดี”

“เพคะ เขาทำให้หม่อมฉันอับอาย แต่นั้นยังไม่เท่ากับที่เขาเปิดโอกาสให้สตรีผู้นั้นวางยาข้ากับบุตรสาวได้ อันเกาหมิงต้องชดใช้เรื่องนี้ รวมถึงสตรีผู้นั้นด้วย”

หนิงเซียนเลือกที่จะพูดความต้องการของนางออกมาด้วยตนเอง จากที่สังเกตบิดาบุญธรรมของนางเป็นคนตรงไป

ตรงมาและมองเรื่องราวออก

“ตระกูลอันอย่างไรก็เป็นตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่ง เป็นตระกูลรับใช้แผ่นดินมานานหลายอายุคน การที่เจ้ามีปัญหากับพวกเขามันจะทำให้เจ้ายุ่งยากเอง ระวังตัวเอาไว้ด้วยหากจะลงมือกระทำสิ่งใด ส่วนข้าจะทำหน้าที่บิดาให้เจ้า”

คำว่าทำหน้าที่บิดายิ่งเน้นย้ำว่าทุกอย่างเขาจะช่วยเหลือ

“ลูกไม่ทำให้ท่านพ่อยุ่งยากแน่นอน”

“เจ้าไปพักเถอะ ส่วนเย็นนี้ค่อยพาอี้เยว่มากินข้าว ไม่ได้มีคนร่วมโต๊ะนาน หากกินข้าวกับบุตรสาวและหลานสาวคงทำข้ากินได้มากกว่าปกติ”

หนิงเซียนยิ้มรับสิ่งที่บิดาต้องการ นางเดินออกมาด้านนอกตำหนักขนาดใหญ่ ถือว่าอีกฝ่ายสืบเรื่องมามากพอสมควรถึงได้ออกปากจะให้ความช่วยเหลือนางด้วยตนเอง ซึ่งแบบนี้เข้าทางหนิงเซียน

นางมีเกราะเพิ่มขึ้นมาอีกชั้น ดูท่าคนที่ลำบากจากนี้จะเป็นศัตรูของนางแล้ว

สามีที่ไม่สนใจดูแลบุตรสาว นังสารเลวที่กล้าทำให้บุตร

สาวนางต้องตายในอนาคต แม่สามีที่เข้าข้างคนผิดจนทำให้อี้เยว่เดินตกหุบเหวจนเงยหน้าขึ้นมาไม่ได้ คนพวกนี้ต้องชดใช้ให้นาง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป