บทที่ 10 น้องชาย
น้องชาย
ทั้งสี่หนุ่มนั่งดื่มกันไปเรื่อยๆ สลับกับพูดคุยกันบ้างเป็นบางครั้งซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปาร์คกับเลโอที่ขยันเหน็บแนมกันไปมาตามประสาคู่กัดส่วนโฟล์คกับซันก็เพียงนั่งเงียบๆ ส่ายหัวไปมาอย่างเอือมระอากับเพื่อนทั้งสองคน
“ไอ้ซันแล้วเรื่องเด็กคนนั้น มึงต้องรับผิดชอบจริงๆ เหรอวะ” โฟล์คขมวดคิ้วถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึมโดยที่ซันก็หันหน้ามามองก่อนจะพยักหน้าตอบกลับ
“อืม แม่กูรับปากไปแล้วนี่ ก็คงทำอะไรไม่ได้”
“แต่มันไม่ใช่ความผิดมึงเลยนะเว้ย” ปาร์คเองที่นั่งฟังอยู่ก็พูดขึ้นมาบ้างเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่ครอบครัวของซันเดย์ต้องรับผิดชอบซึ่งเลโอเองก็พยักหน้าเบาๆ อย่างเห็นด้วยกับปาร์ค
ซันถอนหายใจอย่างไม่พูดอะไรเพราะตอนนี้ในหัวของเขามันเอาแต่นึกถึงคนตัวเล็กที่พึ่งจะกลับออกไป เขาก้มมองแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือเพราะตอนนี้มีรูปโปรไฟล์ของคนตัวเล็กเด้งขึ้นมาหลังจากที่ทั้งสองคนได้เพิ่มเพื่อนกันในโทรศัพท์
“กูกลับก่อน วันนี้แม่กูให้กลับบ้าน” ซันลุกขึ้นยืนบอกเพื่อนทั้งสามคนด้วยสีหน้านิ่งเรียบ
“โอเค เจอกันพรุ่งนี้” โฟล์คตอบกลับอย่างเข้าใจซึ่งสองหนุ่มที่เหลือก็เพียงพยักหน้าและนั่งดื่มกันต่ออย่างไม่ได้เซ้าซี้อะไรให้มากความเพราะพวกเขาไม่ได้เป็นประเภทต้องตัวติดกันตลอดเวลาขนาดนั้น...
สามสาวรีบเร่งออกจากผับเพราะกลัวว่าจะเจอเข้ากับน้องชายของมินตราแต่ก่อนที่จะพ้นมุมอับไปยังบริเวณโซนด้านนอกทั้งสามคนก็รีบดึงกันหลบเข้ามาเพราะตอนนี้น้องชายของมินตรากำลังเดินออกมาจากห้องน้ำชายฝั่งตรงข้ามพอดี
“เฮ้ออ...กูนึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว องค์น้องเกือบลงแล้วมั้ยล่ะ” โบลิ่งพูดออกมาด้วยความโล่งใจที่สามารถหลบหนีน้องชายเพื่อนรักออกมาได้ทันเวลา
เฟิร์นหลุดขำกับคำพูดและท่าทางของเพื่อนที่ดูโล่งใจมากจริงๆ เธอชักอยากจะรู้แล้วสิว่าตอนนี้พวกเธอกำลังหลบหนีอะไรกันแน่
“สรุปว่าอะไรคือองค์น้อง?” เฟิร์นถามเพื่อนด้วยความไม่รู้จริงๆ แม้ว่าเมื่อสักครู่เธอพึ่งจะผ่านเหตุการณ์ลุ้นระทึกมาก็ตามทีแต่เธอก็ยังคงไม่รู้เรื่องอะไรอยู่ดี
“คืองี้…กูเล่าได้มั้ย” ก่อนจะเล่าโบลิ่งหันหน้าไปถามเพื่อนสนิทก่อนเพราะไม่รู้ว่ามินตราจะโอเคกับการเล่าถึงคนในครอบครัวหรือเปล่า ซึ่งมินตราก็ไม่ได้ว่าอะไร เธอพยักหน้าอนุญาตเพราะไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรเพื่อนตัวเองอยู่แล้ว แต่ที่เธอไม่ค่อยพูดถึงครอบครัวเพราะมันทำให้เธอนึกถึงช่วงเวลาที่เธอเคยมีความสุขกับครอบครัวที่เคยอบอุ่นของเธอก็เท่านั้น
“มินมันมีน้องชายอยู่หนึ่งคนชื่อน้องมิกห่างกับมินแค่ปีเดียวแต่อยู่กันคนละบ้านน่ะ ส่วนรายละเอียดก็ค่อยให้มินเล่าให้ฟังก็แล้วกันนะ น้องชายมันเนี่ยค่อนข้างดูโตเป็นผู้ใหญ่ที่สำคัญหวงและห่วงพี่สาวมาก ถ้ารู้ว่ามิน มาทำงานที่ผับนะ องค์น้องลงแน่ บอกเลย!” โบลิ่งพูดด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดหวั่นเพราะเธอค่อนข้างสนิทกับน้องชายมินตราเนื่องจากทั้งสามคนเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ อีกทั้งบ้านของทั้งสามคนก็อยู่ติดกันด้วย
“มิกค่อนข้างโตและความคิดก็ดูโตเป็นผู้ใหญ่มากซ้ำยังไม่ยอมเรียกมินว่าพี่เพราะมิกชอบมองว่าพี่สาวตัวเองเป็นเหมือนเพื่อนหรือน้องสาวของเขามากกว่า ขนาดเราเอง มิกยังไม่ยอมเรียกว่าเจ้เลย ต้องบังคับถึงจะยอมเรียก” พอเล่ามาถึงตรงนี้โบลิ่งก็หลุดขำออกมากับวีรกรรมพวกเธอในวัยเด็กที่แสบซ่าส์กันพอสมควร
เฟิร์นได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มตามไปกับคำบอกเล่าที่ดูน่าสนุกไม่น้อยเพราะเธอไม่เคยรู้เรื่องอะไรแบบนี้มาก่อนเลยทั้งๆ ที่เธอก็รู้จักมินตรามาปีกว่าแล้ว
“แล้วโบลิ่งทำไงให้น้องยอมเรียกว่าเจ้?” เธอถามด้วยความอยากรู้และรู้สึกสนุกกับเรื่องเล่าสมัยเด็กของเพื่อนๆ เป็นอย่างมาก
“จะทำไงล่ะ ก็จับหอมแก้มน่ะสิ เอ่อ...เราหมายถึงตอนเด็กนะตอนนั้นก็จับหอมจริงแต่ตอนนี้น้องโตแล้วทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว เดี๋ยวโดนหักคอตาย” หญิงสาวเล่าขำๆ พร้อมกับทำหน้าสยดสยองออกมาเพราะถ้าหากเธอทำแบบนั้นอีกในวัยที่โตกันหมดแบบนี้แล้ว มีหวังน้องชายเพื่อนตีหน้ายักษ์ใส่เธออย่างไม่พอใจแน่นอน
“ฮ่าๆ แสบมาก หมายถึงโบลิ่งอะแสบสุดเลย” เฟิร์นหัวเราะลั่นออกมารวมถึงมินตราที่ฟังอยู่ก็หลุดขำออกมาด้วยก่อนจะส่ายหัวไปมากับวีรกรรมของเพื่อนรักในวัยเด็ก
“คนที่แสบจริงๆ ยัยมินนู้น ตอนเด็กอย่าให้ต้องเล่านะ” โบลิ่งยักคิ้วกวนๆ ใส่เพื่อนที่ตอนนี้มองมายังเธอด้วยสายตาคาดโทษ
“เล่าเลยๆ เราอยากฟัง” เฟิร์นยังคงกระตือรือร้นอยากจะฟังต่อแม้ว่าตอนนี้เธอจะขับรถอยู่ก็ตาม แต่เพราะการได้ฟังอะไรแบบนี้มันทำให้พวกเธอดูสนิทสนมกันมากขึ้นจนสามารถบอกเล่าเรื่องราวสนุกๆ มาแบ่งปันกัน
“คิกๆ ได้ๆ เดี๋ยวเราเล่าให้ฟังแต่ตอนนี้ไปหาข้าวกินกันเถอะร้านข้าวต้มเจ้จิตต์ก็ได้” โบลิ่งลูบท้องแสดงถึงความหิวโหยเพราะตั้งแต่เข้าไปผับพี่ชายเพื่อน พวกเธอยังไม่ได้กินอะไรกันเลยตอนนี้หิวจนแสบท้องไปหมดแล้ว
เฟิร์นพยักหน้าและรีบเหยียบคันเร่งมายังร้านข้าวต้มที่เป็นร้านประจำของพวกเธอ ไม่นานก็มาถึงร้านสามสามรีบลงจากรถอย่างหิวโหยไม่ต่างกัน
“เจ้ เอาข้าวต้มสามที่ค่ะ” โบลิ่งเป็นคนยกมือสั่งโดยส่งยิ้มสดใสให้กับเจ้าของร้านที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
“ได้จ้า วันนี้มาครบเลยนะ” เจ้าของร้านเองก็ส่งยิ้มตอบลูกค้าขาประจำของเธอเหมือนกัน
ซึ่งหญิงสาวทั้งสามคนก็พยักหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเดินไปสั่งอาหารตามความชอบของตัวเองและหลังจากได้ทุกอย่างครบแล้วทั้งหมดก็ลงมือทานกันด้วยความหิวโหยและรสชาติอาหารที่นี่ยังถูกปากเหมือนเดิม
“โคตรหิวอะ ตั้งแต่เลิกเรียนยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย” โบลิ่งตักนั่นตักนี่ทานอย่างเอร็ดอร่อยก่อนจะลุกเดินไปสั่งข้าวต้มอีกถ้วย ทำให้อีกสองสาวที่กำลังนั่งทานถ้วยแรกอยู่ถึงกับหลุดยิ้มขำ
ครืด ครืด~
เสียงโทรศัพท์ของมินตราดังขึ้นในขณะที่เธอกำลังตักข้าวต้มเข้าปากและเมื่อเห็นเบอร์ที่โทรเข้ามาทำให้เธอรีบวางช้อนลงและหันหน้าจอให้กับโบลิ่งดูเพราะคนที่โทรเข้ามาคือน้องชายแท้ๆ ของเธอเอง
ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะสงสัยอะไรหรือเปล่าถึงได้โทรมาในช่วงเวลาแบบนี้คงไม่ใช่ว่าเห็นเธออยู่ที่ผับหรอกนะ
“เชี่ยละ น้องมึงจะรู้เรื่องหรือเปล่าวะ” โบลิ่งเองก็วางช้อนลงเช่นกัน สีหน้าของเธอเป็นกังวลมากกว่ามินตราที่เป็นพี่สาวแท้ๆ ของเด็กหนุ่มที่โทรเข้ามาด้วยซ้ำ
“ไม่หรอก เดี๋ยวกูกดรับล่ะนะ” มินตราสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกดรับสายและกรอกเสียงผ่านโทรศัพท์ลงไปอย่างสดใสไร้พิรุธ
“ว่างายย ทำไมวันนี้โทรหาพี่ได้”
(มินอยู่ไหน) ปลายสายถามออกมาเสียงเข้มโดยที่ไม่สนใจคำถามของเธอเลยสักนิด
“เอ่อ พี่อยู่ร้านข้าวต้มน่ะ มาทานข้าวกับเพื่อน” มินตราตอบกลับก่อนจะเปลี่ยนเป็นเปิดกล้องและแพลนกล้องไปทั่วร้านรวมถึงใบหน้าของเฟิร์นและโบลิ่งที่กำลังตักข้าวต้มเข้าปากกันพอดี
“หวัดดี เป็นไงบ้างเรา” โบลิ่งรีบตีสีหน้ายิ้มแย้มอย่างเก็บอาการสุดๆ เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเห็นพิรุธของเธอเข้า
ด้านเฟิร์นเองก็เพียงส่งยิ้มบางๆ อย่างเก็บอาการเช่นกันไม่ใช่ว่าเธอกลัวหลุดโป๊ะหรอกนะแต่เธอพึ่งเคยเห็นน้องชายมินตราชัดๆ แบบนี้และน้องคือหล่อมากเธอรู้สึกขัดเขินกับสายตาของหนุ่มรุ่นน้องยังไงก็ไม่รู้
(อยู่ร้านข้าวต้มกันนานหรือยังครับ) ปลายสายถามย้ำด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ เช่นเดิม แววตาคมคู่นั้นหรี่มองอย่างจับผิด
(ไม่ได้ไปไหนมาก่อนหน้านี้ใช่ไหม) เด็กหนุ่มจับจ้องไปยังพี่สาวตัวเองก่อนจะเบนสายตาไปมองโบลิ่งอย่างคาดคั้น
“ไม่ได้ไปไหนกันเลยจ้า เรียนเสร็จก็มาทานข้าวกันเลย เนี่ยเราจะมาจับผิดอะไรนักหรือคิดถึงเจ้? เดี๋ยวเจ้ก็กลับแล้วน่า” โบลิ่งแกล้งพูดจาเย้าแหย่อย่างเบี่ยงประเด็นเพราะบ้านทั้งสองคนอยู่ติดกันทำให้เธอได้พูดคุยกับเด็กหนุ่มอยู่ตลอดแม้ว่าอีกฝ่ายจะชอบทำสีหน้าเย็นชาใส่เธอก็ตามที แต่เธอก็ไม่ได้ถือสาอะไรเพราะรู้ว่าหนุ่มรุ่นน้องก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว
ด้านเด็กหนุ่มที่ได้ยินแบบนั้นก็กลอกตาแสดงออกถึงความเบื่อหน่ายก่อนจะขอวางสายไปในที่สุด
“ฮ่าๆ “ เฟิร์นที่มองอยู่ถึงกลับขำลั่นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอหัวเราะจนท้องแข็งเพราะไม่คิดว่าโบลิ่งจะเจอคู่ปรับเป็นเด็กหนุ่มข้างบ้านที่เธอดูก็รู้ว่าแสบๆ อย่างโบลิ่งยังต้องยอมแพ้อะ
มินตราเองก็ส่ายหัวเบาๆ กับสองคู่ปรับเพราะไม่คิดว่าเวลาผ่านมานานขนาดนี้แล้วน้องชายของเธอยังคงเย็นชาและชอบทำสีหน้าเหนื่อยหน่ายใส่เพื่อนของเธอไม่เคยเปลี่ยน
ด้านโบลิ่งที่ถูกหนุ่มรุ่นน้องทำหน้าเบื่อหน่ายใส่ก่อนกดวางสายไปก็เพียงยกยิ้มมุมปากอย่างไม่คิดอะไร เพราะเธอชินแล้วกับนิสัยของน้องชายเพื่อนที่มักเป็นแบบนี้กับเธอเสมอ
ดีนะที่อีกฝ่ายโตแล้วไม่งั้นจะจับหอมแก้มซะให้เข็ดเลย…
