บทที่ 2 จากลา
จากลา
หลังจากเด็กน้อยช่างพูดกลับไปแล้ว อัยร์ญาดาก็หันไปมองยังลูกชายตัวเองด้วยความไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ออกมาหาเจ้าตัวเล็กดีๆ ไปแอบฟังอยู่ตรงนั้นทำไม
“ลูกได้ยินแล้วใช่มั้ย แล้วลูกไม่ชอบน้องเขาเหรอ” พอมารดาถามออกไปแบบนั้นหนุ่มน้อยก็เอาแต่นิ่งเงียบไม่ตอบอะไรกลับมา
“อะ...นี่! น้องเขาฝากมาให้เรา อย่าไปโกรธน้องเลยนะลูก น้องขอโทษแล้วก็ให้อภัยกันไปเนอะ”
“ครับม๊า” เด็กชายตอบผู้เป็นแม่ไปตามความรู้สึกจริงๆ ของเขา เพราะเขาไม่ได้โกรธอะไรเธอมากมายจริงๆ เพียงแค่ไม่พอใจเท่านั้นที่อีกคนเอาแต่วิ่งเล่นโดยไม่มองว่าเขากำลังเล่นรถบังคับอยู่แถวนั้น
อีกอย่างเด็กนั่นก็แกล้งร้องไห้เพื่อเอาตัวรอดอย่างน่าหมั่นไส้ ท่าทางจะแสบใช่เล่น นั่นคือความคิดของเขา
“อ่อ แล้วก็...น้องเขาชื่อมินนี่นะ เผื่อลูกอยากจะรู้” อัยร์ญาดาบอกลูกชายพร้อมกับยิ้มแซวด้วยรอยยิ้มเอ็นดู เพราะดูเหมือนว่าลูกชายในวัยเจ็ดขวบของเธอจะโตเกินวัยของตัวเองไปมาก ความคิดและท่าทางก็ดูเป็นผู้ใหญ่จนบางทีคนเป็นแม่ยังตามไม่ทันและเธอดูออกว่าเจ้าตัวดูสนใจเจ้าคนตัวเล็กไม่น้อย
เด็กชายในวัยเจ็ดขวบถือของที่อีกคนให้มากลับขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเองพร้อมกับเปิดดูว่าเธอให้อะไรมา พอเห็นของในกล่องแล้วเขาเองก็ต้องชะงักนิ่งไปและต้องขมวดคิ้วงุนงงแทนเพราะสิ่งที่เขาได้มามันคือเครื่องอัดเสียงเครื่องเล็กๆ สีชมพู ซึ่งดูแล้วมันไม่เหมาะกับเขาเลยสักนิด
หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เดินไปหยิบเอาหูฟังมาเสียบด้วยความอยากรู้ว่าเธออัดอะไรมาให้เขา ซึ่งในนั้นมันมีเสียงเพลงที่คลอไปกับเสียงเปียโนและเสียงนี้คงเป็นเสียงคนตัวเล็กที่มาขอโทษเขาเมื่อสักครู่เพราะทำนองที่คลอไปกับเปียโนยังดูไม่ไหลลื่นเท่าไหร่
แต่ไม่น่าเชื่อว่าเสียงน่ารักๆ ของเธอกลับเป็นสิ่งที่ทำให้เขายิ้มได้อย่างไม่น่าเชื่อ คงเป็นเพราะความไพเราะแปลกๆ ล่ะมั้ง และอีกอย่างเขาก็ไม่ได้โกรธอะไรเธอขนาดนั้นสักหน่อย ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้เลย
แต่เอาเถอะเขาจะรับคำขอโทษแปลกๆ ของเธอไว้ก็แล้วกัน
หลังจากวันนั้นเด็กชายในวัยเจ็ดขวบก็ชอบแอบดูคนตัวเล็กที่เอาแต่วิ่งเล่นไล่จับกับเด็กผู้ชายที่น่าจะอายุน้อยกว่าเธอและเด็กผู้หญิงอีกคนที่น่าจะวัยเดียวกันอยู่เสมอ
ผมหน้าม้าที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและท่าทางน่ารักเหล่านั้นมันกลับอยู่ในสายตาของเขาแบบไม่รู้ตัว เขาพยายามจดจำใบหน้า แววตาและท่าทางของเธออยู่เงียบๆ จนสามารถที่จะจดจำเธอเอาไว้ได้ทั้งหมดในความทรงจำ
จนกระทั่งวันเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนนับจากนั้น ครอบครัวของเขาก็ต้องประกาศขายบ้านและเตรียมตัวย้ายไปอยู่ต่างประเทศเพราะธุรกิจของผู้เป็นพ่อต้องไปปักหลักอยู่ที่นั่น ซึ่งตัวเขาเองก็ต้องไปอยู่ที่นู่นด้วยเช่นกัน โดยไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกตอนไหน
เด็กชายได้แต่กำเครื่องอัดเสียงอันเล็กๆ ของเธอที่ให้มาเอาไว้ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เขาไม่ได้แม้กระทั่งลาเธอด้วยซ้ำและยังไม่เคยพูดคุยกันกับเธอดีๆ เลยด้วย
หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้เจอเธออีกเลยแต่เขาคิดว่าสักวันหากโตขึ้น เขาจะต้องจำเธอได้อย่างแน่นอนถ้าเราได้เจอกันอีกครั้งนะ ‘ตัวแสบ’
“ประกาศขายบ้าน เนื่องจากเจ้าของบ้านย้ายไปอยู่ต่างประเทศ”
ป้ายขนาดใหญ่ติดอยู่ก่อนหน้านั้นเป็นสัปดาห์แล้ว แต่ดูเหมือนว่าอีกไม่นานก็คงจะขายออกเพราะภายในบ้านสวยงามและตกแต่งดีมากๆ ใครได้ไปคงโชคดีไม่น้อย
“พี่ชายไปแล้วจริงๆ เหรอ” เด็กน้อยผมเปียได้แต่พึมพำและชะเง้อมองเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ด้วยความรู้สึกหงอยซึมอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากที่เธอรู้ว่าบ้านหลังนั้นไม่มีใครอยู่อีกต่อไปก็ได้แต่เฝ้ามองบ้านหลังนั้นทุกวันและนึกถึงพี่ชายที่เธอชอบแอบมองเขาอยู่บ่อยๆ จนกลายเป็นความเคยชินและเมื่อเขาจากไปมันเหมือนกับว่าเธอได้จากลากับคนที่เธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างไรอย่างนั้น…
