บทที่ 5 มินตรา

มินตรา

คอนโดใกล้มหาวิทยาลัย

​เมื่อถึงคอนโดที่พักมินตราก็ไม่รอช้าที่จะเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกายเพื่อให้ตัวเองสดชื่นเพราะเธอได้ทานข้าวมาจากด้านนอกเรียบร้อยแล้ว

​เมื่อได้พักผ่อนอยู่คนเดียวเธอชอบที่จะฟังเพลงและทำในสิ่งที่ตัวเองชอบเพราะเธอค่อนข้างเป็นคนโลกส่วนตัวสูงและมีอารมณ์ศิลปินที่พลุ่งพล่านอยู่ในตัวเพราะตอนเด็กเธอชอบเล่นดนตรีและร้องเพลงโดยมีผู้เป็นแม่เป็นคนสอนให้กับเธอและเรื่องราวเหล่านั้นน่าจะเป็นความทรงจำที่เธอมีความสุขที่สุดแล้วในชีวิต

​เมื่อนึกถึงช่วงเวลานั้นก็ทำให้อารมณ์ของเธอดำดิ่งลง แววตาที่เคยสดใสก็หม่นหมองลง เธอนั่งฟังเพลงที่ชอบและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งความทรงจำเมื่อสี่ปีก่อนหลั่งไหลเข้ามา เธอเหม่อมองออกไปยังนอกระเบียงห้องของตัวเองและหวนนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานอีกครั้ง…

​มินตราในตอนนั้นอายุย่างเข้าสิบหกปี เธอและน้องชายได้รับข่าวร้ายว่ามารดาอันเป็นที่รักได้เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์

​เธอกับน้องชายในตอนนั้นเสียใจมากแทบทำอะไรไม่ถูกเพราะถือว่าทั้งสองคนยังเด็กมากถ้าเทียบกับต้องมารับรู้ข่าวร้ายที่เกิดขึ้น แต่ทั้งสองคนก็ได้แต่เก็บความเสียใจเอาไว้และพยายามเข้มแข็งทำตามที่ผู้ใหญ่บอก

​แม่เป็นผู้หญิงที่เก่งและแกร่งมาก ครอบครัวของเธอในตอนนั้นจัดว่าฐานะดีและร่ำรวยมาก เรียกได้ว่าอยู่กันแบบสุขสบายเลยก็ว่าได้เพราะบิดามารดาทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็นการลงทุนที่ดีมากทำให้บริษัทเติบโตเร็วแบบก้าวกระโดด แต่เมื่อมารดาเสียชีวิตทำให้ผู้ถือหุ้นหลายรายเกิดความไม่สบายใจที่จะต้องอยู่ในความดูแลและการบริหารงานของบิดา ซึ่งต้องยอมรับว่ามารดาของเธอบริหารงานได้ดีกว่าและที่บริษัทเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเพราะมารดาของเธอทั้งนั้น แต่ถึงแม้จะมีคนถอนหุ้นไปบ้างทุกอย่างก็ต้องดำเนินต่อไปในแบบของมันอยู่ดี

​เมื่องานศพมารดาผ่านไปได้ไม่นานก็มีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้นที่บ้านของเธออีกครั้ง เมื่อผู้เป็นพ่อได้พาผู้หญิงคนหนึ่งกับลูกสาวของเธอเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านและบอกกับพวกเธอว่าเป็นภรรยาอีกคนของผู้เป็นพ่อและเด็กคนนั้นก็เป็นน้องสาวของพวกเธอด้วย

​ในตอนนั้นมินตรารู้สึกเสียใจมากแม้ว่าเธอพึ่งจะจบมัธยมต้นมาหมาดๆ แต่เธอก็ไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าพ่อของเธอแอบมีใครอีกคนมานานแล้ว เธอรู้สึกผิดหวังในตัวบิดามากๆ พ่อเธอเป็นคนใจดีอบอุ่นและรักครอบครัวมากและท่านดูแลพวกเธออย่างดีเสมอมา ทำให้เธอไม่อยากจะเชื่อว่าท่านจะทำแบบนี้กับมารดาของเธอได้

​เธอยอมรับว่าโกรธแต่ความเสียใจนั้นมีมากกว่า บิดาแอบมีคนอื่นลับหลังมารดาของเธอได้ยังไงกัน เธอเฝ้าถามตัวเองอยู่แบบนั้นซ้ำๆ จนกระทั่งเรื่องราวมันไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เมื่อผู้หญิงที่พึ่งเข้ามาในบ้านได้ไม่นานบอกกับผู้เป็นพ่อของเธอว่าคงจะเลี้ยงดูเด็กทั้งหมดสามคนในเวลาแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ

​บริษัทก็กำลังมีปัญหาไหนจะค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องประหยัดลงอีกเนื่องด้วยมินตราและน้องชายซึ่งมีอายุห่างกันแค่หนึ่งปีเป็นช่วงที่ต้องใช้จ่ายเยอะพอสมควรในช่วงวัยเรียนติดๆ กันแบบนี้ทำให้ผู้หญิงคนนั้นเปรยๆ กับบิดาว่าไม่ต้องการแบกภาระไว้ทั้งหมด

​พ่อของเธอค่อนข้างลำบากใจแต่สุดท้ายก็ยอมทำตามความต้องการของผู้หญิงคนนั้นเพราะไม่อยากมีปัญหาไปมากกว่านี้ แต่มีข้อแม้ว่าขอเลี้ยงลูกจากภรรยาเก่าไว้หนึ่งคนเพราะถึงยังไงเขาเองก็รักลูกๆ เท่าๆ กัน

​มินตราในตอนนั้นตัดสินใจได้ทันทีว่าเธอจะเป็นคนไปอยู่กับยายที่ต่างจังหวัดเองให้น้องชายได้มีชีวิตที่ดีอยู่ที่นี่แทน แม้จะเป็นห่วงน้องมากแค่ไหนแต่เธอเป็นพี่ย่อมเสียสละเพื่อน้องชายคนเดียวได้เสมอ หลังจากตกลงกันเรียบร้อยตากับยายก็มารับมินตราไปเลี้ยงและส่งเสียให้เธอได้เรียนจนถึงตอนนี้

​ครืด ครืด~

​เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นทำให้คนที่ตกอยู่ในภวังค์ในอดีตสะดุ้งตกใจก่อนจะมองมือถือตัวเองและพบว่าผู้เป็นยายโทรเข้ามา เธอยิ้มกว้างด้วยความดีใจก่อนจะรีบกดรับสายทันที

​“ฮัลโหลค่ะยาย หนูคิดถึงยายที่สุดเลยยย” ไม่ทันที่ผู้เป็นยายได้พูดอะไร เธอก็รีบชิ่งบอกคิดถึงไปก่อนเหมือนกับทุกครั้งที่ได้คุยกัน

​(คิดถึงยายก็กลับมาเยี่ยมยายบ้างสิลูก ยายก็คิดถึงหนู) ผู้เป็นยายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเพราะความคิดถึงหลานรัก

​“เอาไว้มีวันหยุดหนูจะกลับไปหานะคะ”

​(จ้ะ แล้วนี่หนูทำอะไรอยู่ล่ะ)

​“หนูพึ่งกลับจากทำงานค่ะ ว่าจะโทรหายายอยู่พอดี” มินตราตอบด้วยน้ำเสียงสดใส เธอรักยายของเธอเอามากๆ ตั้งแต่ย้ายไปอยู่กับยายและเรียนต่อมัธยมปลายที่นู่นเธอก็มีความสุขมาก คุณยายดูแลเธอเป็นอย่างดีและยายก็บอกเธอเสมอว่าถ้าถึงเวลาต้องเข้ามหาวิทยาลัยให้เธอเลือกเรียนคณะที่ชอบได้เลยเพราะยายอยากให้เธอมีความสุขกับสิ่งที่เลือก คงเพราะลึกๆ ยายคงอยากให้เธอทำความฝันของผู้เป็นแม่ให้เป็นจริงโดยการได้เปิดโรงเรียนสอนร้องเพลงเพราะตอนมีชีวิตอยู่แม่เธอไม่สามารถที่จะทำตามความฝันตัวเองได้ ต้องเลือกทำในสิ่งที่มันจะก้าวหน้าและดูแลครอบครัวได้

​(เฮ้อ...ยายบอกแล้วว่าไม่ต้องไปทำงาน เรียนอย่างเดียวก็พอ หลานคนเดียวยายเลี้ยงได้ บ้านเราก็ไม่ได้ยากจนสักหน่อย)

​เมื่อยายบ่นออกมาแบบนั้นมินตราก็ยิ้มออกมาด้วยความซึ้งใจ เหตุการณ์ที่ทำให้เธออยากทำงานด้วยตัวเองเพื่อไม่ให้ยายต้องลำบากคงเป็นตอนที่คุณตาป่วยด้วยโรคร้ายและต้องใช้เงินรักษาเป็นจำนวนมาก ตอนนั้นถึงกับต้องขายสวนส่วนหนึ่งเลยมั้งแต่สุดท้ายก็รักษาชีวิตคุณตาเอาไว้ไม่ได้ ท่านเสียชีวิตลงตอนที่เธอกำลังจะจบมัธยมปลายพอดี

​บ้านตากับยายของเธอทำสวนผลไม้ที่จันทบุรีแม้จะมีสวนขนาดใหญ่และมีคนงานมากมายแต่เธอก็อยากทำอะไรเพื่อที่จะได้ช่วยค่าใช้จ่ายและรับผิดชอบต่อตัวเองเพราะตอนนี้คุณยายเริ่มอายุมากแล้วและที่สำคัญเธออยากเริ่มเก็บเงินด้วยตัวเองตั้งแต่ตอนนี้ เพราะเวลาซื้อของที่ตัวเองอยากได้จะได้ไม่ต้องรบกวนคุณยายมากเกินไป

​“ให้หนูทำเถอะนะคะสัญญาว่าจะทำน้อยลงไม่ให้กระทบกับการเรียนและไม่ทำให้ยายต้องเป็นห่วงค่ะ” เธอบอกผู้เป็นยายอย่างจริงจัง ปลายสายที่ได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจในความดื้อรั้นของหลานรัก ถึงแม้จะอายุเยอะมากแล้วแต่ก็ยังแข็งแรงพอจะอยู่ดูความสำเร็จของหลานได้

​(ตามใจหนูแล้วกัน แต่ห้ามหักโหมนะ ไม่งั้นยายจะโกรธจริงๆ ด้วยและถ้าหนูว่างก็กลับมาเยี่ยมยายด้วยนะยายคิดถึงชวนน้องมิกมาด้วยนะยายไม่ได้เจอนานแล้ว” มิกกี้คือน้องชายของเธอที่ตอนนี้น่าจะยุ่งอยู่เพราะเจ้าตัวพึ่งเข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้

​“ได้ค่ะ หนูคิดถึงยายนะคะ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ” หลังจากพูดคุยกันอีกนิดหน่อยคุณยายก็ขอวางสายไปก่อนโดยให้เหตุผลว่าถึงเวลาพักผ่อนของท่านแล้ว

​พอได้คุยกับคุณยายที่เธอรักมากที่สุดก็ทำให้ยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ ในตอนที่ต้องเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ในช่วงปีหนึ่งเธอคิดหนักมากเพราะไม่อยากห่างจากผู้เป็นยายเลย แต่คณะที่เธออยากเรียนดันเปิดสอนที่มหาวิทยาลัยเอกชนที่กรุงเทพฯ ที่สำคัญค่าเทอมที่นี่ค่อนข้างแพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

​ทำให้เธอลังเลมากอีกครั้งเพราะไม่อยากรบกวนคุณยายมากจนเกินไป แม้คุณยายจะบอกว่าส่งเธอเรียนได้ก็ตาม เธอจึงคิดหาวิธีโดยการหางานพาร์ตไทม์ทำไปด้วยเรียนไปด้วยทำให้เธอได้มาเรียนที่นี่ตามความตั้งใจเดิม

​ส่วนคอนโดที่อยู่ในตอนนี้คงเป็นความโชคดีของเธอ ที่มารดาซื้อไว้เกร็งกำไรเมื่อนานมาแล้วและก่อนมารดาจะเสียท่านได้โอนเป็นชื่อของเธอเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดในปีนั้น

​ห้องชุดที่เธออยู่ในตอนนี้จึงมีเธอเป็นเจ้าของอย่างถูกต้องและที่สำคัญใกล้มหาวิทยาลัยที่เธอเรียนด้วย ทำให้เธอสะดวกและไม่ต้องจ่ายค่าห้องพัก แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายจุกจิกอีกมากมายแต่มันเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่มารดาตั้งใจทิ้งเอาไว้ให้ มินตราจึงเต็มใจที่จะอยู่ที่นี่แม้ว่ามันจะค่อนข้างหรูหรามากก็ตามที

​“มินนี่คิดถึงแม่นะคะ” เธอพึมพำและกอดรูปมารดาไว้แนบอกก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ให้กับรูปที่ถืออยู่อย่างคิดถึงสุดหัวใจ…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป