บทที่ 6 เจอกันอีกครั้ง
เจอกันอีกครั้ง
มหาวิทยาลัยเอกชนZK
ตึก ตึก ตึก! เสียงฝีเท้าที่วิ่งมาอย่างกระหืดกระหอบจากทางเดินในบริเวณมหาวิทยาลัยทำให้มินตราและเพื่อนสนิทอีกคนหันหน้าไปมองด้วยความเหนื่อยใจแต่ก็อดยิ้มขำออกมาไม่ได้
“มินนี่! เพื่อนร๊ากกก” น้ำเสียงแสนทะเล้นของโบลิ่งตะโกนมาก่อนที่ร่างเล็กของเธอจะมาถึงด้วยซ้ำ
โบลิ่งเป็นเพื่อนสนิทสมัยเด็กของมินตราเนื่องจากบ้านของพวกเธอทั้งสองอยู่ติดกัน แต่หลังจากที่มินตราย้ายไปอยู่กับยายที่ต่างจังหวัดทั้งสองคนก็ไม่ค่อยได้เจอกันแต่ยังคงติดต่อกันอยู่เสมอ จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยโบลิ่งจึงตัดสินใจมาสมัครเรียนและสอบเข้าที่นี่เพื่อจะได้เจอเพื่อนสนิทของตัวเองบ่อยๆ อีกครั้ง ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะเรียนกันคนละคณะก็ตามแต่เพียงได้กลับมาอยู่ใกล้ๆ กันก็พอแล้ว
“อะไรของแกเรียกซะเสียงดังเชียว” มินตราถามกลับด้วยรอยยิ้มขำและเธอก็รู้สึกปวดหัวกับความเหมือนเด็กไม่รู้จักโตของเพื่อนรัก แต่ถึงแบบนั้นเธอก็ยิ้มได้ทุกครั้งเพราะเพื่อนคนนี้ ไม่ว่าจะเจอกับสถานการณ์แบบไหน โบลิ่งยังเป็นคนที่ทำให้เธอหัวเราะได้เสมอ
เฟิร์นที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พลอยหัวเราะไปด้วยเพราะเธอเอ็นดูความน่ารักของโบลิ่งเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะพึ่งมารู้จักกันตอนมาเรียนที่นี่ก็ตามแต่ทั้งคู่ก็เข้ากันได้เป็นอย่างดี มินตราเป็นคนแนะนำให้เธอรู้จักกับโบลิ่ง ทำให้ตอนนี้ทั้งสามคนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน สามารถพูดคุยกันได้เกือบทุกเรื่องอย่างสบายใจ
“แหะ! หวัดดีจ้ะเฟิร์น” โบลิ่งยิ้มอย่างเขินๆ ก่อนจะหันไปทักทายเพื่อนอีกคนด้วยความสนิทสนม เฟิร์นพยักหน้ายิ้มๆ และทักทายกลับ
“หวัดดี ว่าแต่ทำไมวิ่งมาล่ะ” เฟิร์นมองไปข้างหลังเพื่อนและขมวดคิ้วเพราะดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างที่ทำให้โบลิ่งต้องเร่งรีบ
“นั่นดิ ตกลงมีอะไรกันแน่ วิ่งมายังกับหนีเจ้าหนี้” มินตราแซวขำๆ เพราะดูท่าทางน่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ร่างบางวิ่งมาด้วยความเร็วแสงขนาดนี้ โบลิ่งที่ได้ยินแบบนั้นก็ตาโตออกมาพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นทำแก้มป่องใส่เพื่อนรัก
“ปากเสียนะแกเนี่ย คนอย่างโบลิ่งวิ่งหนีได้อย่างเดียวคือวิ่งหนีผู้ชายจ้ะ” ร่างบางจีบปากจีบคอตอบเพื่อนอย่างน่าหมั่นไส้ ทำให้มินตราและเฟิร์นหัวเราะออกมากับท่าทีโก๊ะๆ ของอีกฝ่ายเพราะพวกเธอรู้ดีว่าโบลิ่งค่อนข้างฮอตในคณะบริหารที่เจ้าตัวเรียนอยู่ แต่เจ้าตัวกลับไม่ค่อยสนใจใครเท่าไหร่เพราะสเปกดันชอบหนุ่มหล่อสไตล์ไอดอลเกาหลีมากกว่า
“ฉันไม่พูดกับแกละ ขอถามเฟิร์นดีกว่า” พูดจบก็หันไปยิ้มหวานใส่เพื่อนอีกคนด้วยแววตาเพ้อฝันชวนขนลุกแปลกๆ
“เอ่อ...โบลิ่งมีอะไรกับเราหรือเปล่า” เฟิร์นถามด้วยความแปลกใจกับท่าทีของเพื่อนที่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะมีเรื่องพึงพอใจกับอะไรบางอย่าง
“มาๆ พวกเธอทั้งคู่มานั่งคุยกันตรงนี้ดีกว่า” โบลิ่งจัดการลากเพื่อนสาวทั้งสองคนมานั่งยังบริเวณม้าหินอ่อนใกล้ๆ กับบริเวณทางเดินเมื่อสักครู่ ทำให้สองสาวที่ไม่ทันตั้งตัวขยับตัวเดินตามข้อมือเล็กที่กึ่งลากกึ่งจูงไปนั่งยังโต๊ะม้าหินอ่อนใกล้ๆ ซึ่งมันทำให้ทั้งสามสาวตกเป็นเป้าสายตาของหนุ่มๆ ที่เดินผ่านไปผ่านมาที่มีทั้งแอบมองและมองตรงมาอย่างเปิดเผยเพราะทั้งสามสาวถือว่าสวยกันยกแก๊งเลยก็ว่าได้
ทั้งรูปหน้าที่สวยดูดี แถมหุ่นและผิวพรรณก็ดีกันมากๆ ด้วย โดยเฉพาะมินตราที่มีผิวขาวอมชมพูน่าสัมผัสและดวงตาของเธอก็กลมโตอย่างเป็นธรรมชาติ มันมีเสน่ห์ชวนมอง ส่งให้เธอดูเป็นสาวสวยและน่ารักในเวลาเดียวกัน เธอเป็นที่หมายปองของรุ่นพี่รุ่นน้องหลายคนไม่ว่าจะทั้งในคณะตัวเองและต่างคณะ แต่เธอก็ยังไม่เคยตกลงคบกับใครเลยสักคนเพราะเธอไม่สนใจเรื่องความรักเท่าไหร่
“คืองี้...เราได้ยินมาว่าเพื่อนพี่ชายของเฟิร์นพึ่งย้ายมาเรียนที่นี่เหรอ ที่คณะเราเขาพูดกันว่าตัวจริงหล่อมากกกก” โบลิ่งลากเสียงยาวตามที่ได้ยินมาก่อนจะรีบเขย่าแขนของเพื่อนให้รีบบอกออกมา
“จริงมั้ยแกๆ” แววตากระตือรือร้นอย่างเก็บอาการไม่อยู่ทำให้มินตราขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“หืม ทำไมรอบนี้แกดูสนใจผิดปกติ ปกติแกไม่สนใจใครง่ายๆ ไม่ใช่เหรอ” มินตราหรี่ตามองอย่างจับผิดและเธอเองก็อยากจะรู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ต้องหล่อขนาดไหนถึงทำให้สาวๆ คลั่งไคล้กันได้ขนาดนี้
“แกไม่รู้อะไร เพื่อนๆ ที่คณะฉันพูดว่า ตัวจริงพี่เขาหล่อมาก สูงขาวเหมือนดาราไอดอลอะไรแบบนี้เลยนะเว้ย” โบลิ่งพูดด้วยรอยยิ้มเพ้อฝัน หน้าตาดูมีความสุขจนมินตราส่ายหน้าไปมาอย่างขำๆ
“อ๋อออ...สเปกว่างั้น” มินตราลากเสียงยาวอย่างกวนอารมณ์ เธอหยอกล้อเมื่อเห็นว่าเพื่อนดูจะสนใจรุ่นพี่คนนี้เป็นพิเศษทั้งๆ ที่แค่ฟังเขาพูดมายังไม่เห็นกับตาตัวเองเลยด้วยซ้ำ
“แหม มึงก็แซวกูเก่ง” โบลิ่งจิกกัดเพื่อนคืนตามประสาคนสนิทกันเพราะปกติเธอกับมินตราก็พูดกูมึงกันอยู่แล้วตามแต่สถานการณ์จะพาไป เธอค้อนใส่เพื่อนอย่างงอนๆ ทำให้เฟิร์นและมินตราหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“ฮ่าๆ หยอกเล่นน่าา” มินตรายื่นมือไปหยิกแก้มเพื่อนอย่างอ้อนๆ ทำให้โบลิ่งอารมณ์ดีขึ้นมาและจับจ้องไปยังเพื่อนอีกคนต่อ
“คิก~ เรื่องจริง ชื่อพี่ซันเดย์น่ะ พึ่งย้ายมาจากต่างประเทศตัวจริงก็…” เฟิร์นทำสีหน้าครุ่นคิดและแกล้งลากเสียงยาวกว่าปกติให้โบลิ่งได้ลุ้นตามซึ่งอีกฝ่ายก็จ้องมองอย่างลุ้นระทึกในคำตอบจริงๆ
“แกกำลังทำเราลุ้นนะ” โบลิ่งดักคออย่างงอแงแต่ก็รอคอยอย่างไม่กะพริบตาอีกครั้ง เฟิร์นยิ้มกว้างและพยักหน้า
“หล่อจริง คอนเฟิร์มเลย!”
“กรี๊ดดด!” แล้วโบลิ่งก็กรีดร้องออกมาอีกครั้งอย่างพอใจกับคำตอบ มินตราเองก็พลอยอยากเห็นรุ่นพี่คนนั้นไปด้วยเลยแต่ก็ต้องหัวเราะออกมากับท่าทีของเพื่อนรักซะก่อนเพราะสีหน้าโบลิ่งทั้งดูโล่งใจและพอใจกับคำตอบซ้ำยังกรีดร้องใส่ฝ่ามือตัวเองไม่หยุด จะไม่ให้เธอหัวเราะกับท่าทีเหล่านี้ได้ยังไง...
อีกด้าน
“ทำไมต้องมากินข้าวที่คณะนี้วะ เดินก็ไกลไอ้สัส!” เสียงเลโอหนึ่งในเพื่อนสนิทของโฟล์คพี่ชายแท้ๆ ของเฟิร์นบ่นออกมาอย่างไม่พอใจเพราะมันทั้งไกลและก็ร้อนมากด้วย
“มึงจะบ่นทำไมฮะ มึงรู้มั้ยสาวๆ คณะนี้มีแต่คนสวยๆ ทั้งนั้น” ปาร์คเพื่อนในกลุ่มอีกคนตอบออกไปด้วยสีหน้ายิ้มๆ แววตาเป็นประกายเมื่อนึกถึงสาวๆ คณะบริหารที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยเกินกว่าครึ่งคณะ
“พอๆ เลิกทะเลาะกัน กูหิวข้าวจะตายละ” โฟล์คส่ายหัวไปมาอย่างนึกรำคาญที่ทั้งสองคนมักจะเหน็บแนมกันเป็นประจำแบบนี้อยู่ตลอดและตอนนี้เขาเองก็หิวข้าวมากๆ ด้วย แถมยังต้องเดินไกลมาถึงโรงอาหารคณะบริหารตามคำชวนของเพื่อนที่ดูเหมือนว่ามันไม่ได้อยากจะมากินข้าวสักเท่าไหร่ แต่อยากมาหาอาหารตามากกว่า
“น่าเบื่อจริงๆ” ได้แต่พึมพำและส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอาให้กับไอ้คนต้นคิดแต่ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วก็โดนหลอกมาถึงที่นี่แล้วหนิ ยังไงก็ต้องไปต่อ โฟล์คหันไปสะกิดเพื่อนรักอีกคนที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ กันอย่างไม่นึกสนใจไอ้เพื่อนตัวดีอีกสองคนที่กำลังผลักกันไปมา
“ไปกันเถอะซัน ปล่อยให้พวกมันตีกันอยู่ตรงนี้แหละ” ซันที่ยืนเงียบอยู่ก็พยักหน้าอย่างไม่เรื่องมาก
“อืม ไปดิ” ทั้งสองคนเดินออกไปทันที ทิ้งให้ปาร์คบ่นตามหลังอย่างหัวเสีย
“โห...ทิ้งพวกกูสองคนได้ไง” บ่นเสร็จก็รีบเดินตามเพื่อนๆ ไปกระทั่งตามทันร่างสูงก็รีบกอดคอเลโออย่างกวนอารมณ์อีกครั้งและก็เกิดการผลักกันไปมาอีกครั้งจนกระทั่งสายตาของปาร์คเหลือบไปเห็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี
“ไอ้โฟล์คนั่นน้องมึงเปล่าวะ นั่งอยู่ตรงม้าหินอ่อนตรงนั้นอะ” ทั้งสามคนที่เหลือหยุดเดินและหันไปมองยังทิศทางที่ปาร์คชี้ไป โฟล์คหรี่ตามองและพยักหน้าว่าใช่
“อืม น้องกูเอง”
“เดี๋ยวนะ คนข้างๆ ใช่น้องที่อยากมาทำงานที่ผับมึงป่าว เชี่ย โคตรสวยเลยว่ะ” ปาร์คใช้สายตาแพรวพราวของตัวเองจ้องมองไปยังหญิงสาวรุ่นน้องด้วยความพึงพอใจอย่างเก็บอาการไม่อยู่
“ใช่ น้องคนนั้นแหละที่อยากมาทำงาน มึงมีปัญหาอะไรอีกมั้ย ห้ามมองน้องกูนานด้วย” โฟล์คกระแทกเสียงใส่อย่างไม่พอใจและจัดการลากคอเพื่อนให้หันไปมองทางอื่นเพราะเขาเป็นพี่ชายที่หวงน้องสาวมากและไอ้ความหวงน้องนี่แหละมันทำให้ปาร์คกับเลโอส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอาพร้อมๆ กัน
“กูมองอีกคนเหอะ” ปาร์คตอบกลับด้วยท่าทีหมั่นไส้ก่อนจะจ้องมองไปยังหญิงสาวอีกคนไม่วางตา
“มองไกลๆ ยังโคตรสวยเลยว่ะ ถ้าได้มองใกล้ๆ จะขนาดไหน เป็นกูนะรับเข้าทำงานแล้วโว้ย ไม่คิดห่าอะไรทั้งนั้นแหละ แต่กูก็เข้าใจมึงก็แม่งเด็กเสิร์ฟที่ผับจะเยอะกว่าลูกค้าแล้ว” ปาร์คว่าอย่างขำๆ เพราะรู้ดีว่าผับของเพื่อนตัวเองค่อนข้างดังและคนใช้บริการเยอะแต่คนหารายได้พิเศษก็เยอะเช่นเดียวกัน มีคนเข้ามาสมัครงานไม่เว้นแต่ละวันจนต้องปิดป้ายประกาศว่างดรับชั่วคราวเพราะไม่อย่างนั้นต้องคอยมาวุ่นวายปฏิเสธกันไม่รู้จบ
“ใคร?” จู่ๆ คนที่นิ่งเงียบที่สุดและไม่เคยสนใจใครอย่างซันก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขาเองยืนมองหญิงสาวคนนั้นนานแล้วเหมือนกัน
“หืม มึงหมายถึงใคร?” โฟล์คถามเพื่อนสนิทด้วยความสงสัยเพราะไม่คิดว่าซันเดย์จะสนใจอะไรแบบนี้ด้วยและเมื่อกี้ถ้าเขาฟังไม่ผิดอีกฝ่ายน่าจะถามถึงใครสักคนในกลุ่มของน้องสาวเขา
“เด็กคนนั้น...ชื่ออะไร” ซันจับจ้องไปยังบุคคลที่เพื่อนๆ พูดถึงทำให้ทุกคนหันไปมองยังสาวรุ่นน้องเป็นตาเดียว ในตอนแรกเขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายนักแค่เพียงยืนฟังเงียบๆ ก็เท่านั้น
กระทั่งได้ยินปาร์คบอกว่ามีคนอยากมาทำงานที่ผับของเขากับโฟล์คที่ทั้งสองคนเป็นหุ้นส่วนกัน ทำให้ร่างสูงหันหน้าไปมองคนที่เพื่อนตัวเองพูดถึงและคนตรงหน้ามันทำให้เขาใจกระตุกวูบด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แม้จะมองเห็นอีกคนไกลๆ แต่เขากลับรู้สึกว่ามองเห็นเธอได้อย่างชัดเจนจนอยากจะรู้ว่าเธอชื่ออะไรและเป็นใครมาจากไหน
“คนที่นั่งข้างน้องกูอะเหรอ” โฟล์คถามย้ำและมองไปยังสาวรุ่นน้องที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีและยิ่งเพื่อนสนิทที่ไม่เคยสนใจใครมาก่อนถามแบบนี้ก็ยิ่งทำให้โฟล์คอดแปลกใจไม่ได้
“อืม” ซันพยักหน้าแต่สายตาไม่ได้ละไปจากใบหน้าสวยของเธอคนนั้นเลย
“น้องชื่อมิน น้องมิน” โฟล์คตอบและหรี่ตามองอย่างจับผิดแต่ก็ไม่ได้อะไรจากท่าทีนิ่งๆ ของเพื่อนนักเพราะหลังจากได้คำตอบ ซันเดย์ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงเบนสายตาหนีและเดินไปยังโรงอาหารเหมือนเดิมทิ้งให้ทั้งสามคนงุนงงกับท่าทีของเพื่อน
แต่สุดท้ายทั้งสามคนก็ยอมเดินตามหลังซันไปยังโรงอาหารตามที่ตั้งใจกันตั้งแต่แรก ทุกคนมองหาที่นั่งก่อนจะเดินเข้าไปยังโต๊ะริมสุดทางขวามือ
ด้านซันเขาหยุดยืนอยู่ตรงทางเข้าโรงอาหารปล่อยให้เพื่อนๆ เดินไปนั่งกันก่อน เขาเหลือบไปมองยังร่างบางอีกคนที่นั่งอยู่ม้าหินอ่อนตัวเดิมด้วยสีหน้าครุ่นคิด ถึงอะไรบางอย่างอีกครั้ง แต่ก่อนจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้นเพื่อนๆ ต่างก็เรียกให้เขาเข้าไปนั่งที่โต๊ะเพราะพวกมันจะแยกกันไปซื้อข้าวกันแล้ว…
