บทที่ 7 รับเข้าทำงาน
รับเข้าทำงาน
โรงอาหารคณะบริหาร
เมื่อทั้งสี่หนุ่มหล่อจากคณะวิศวะฯ นั่งประจำที่เรียบร้อยก็ตกเป็นเป้าสายตาของนักศึกษาสาวทันที หลายคนกำลังจับจ้องมายังกลุ่มพวกเขาพร้อมกับส่งรอยยิ้มหวานๆ มาให้อย่างเปิดเผยโดยเฉพาะหนุ่มหล่ออย่างซันที่พึ่งย้ายมาเรียนที่นี่ในเทอมนี้แต่กลับเป็นที่พูดถึงในหมู่สาวๆ เป็นอย่างมากเพราะความหล่อเหลาและบุคลิกนิ่งๆ น่าค้นหา ทำให้สาวๆ หลายคนแอบปลื้มจนอดเมียงมองกันอย่างเปิดเผยไม่ได้
ซันเดย์ยังคงมีสีหน้านิ่งเรียบตามปกติ เขาไม่ได้ใส่ใจกับสาวๆ เหล่านั้นซ้ำยังรู้สึกรำคาญสายตาที่มองมาอย่างเอียงอายแต่กลับดูเปิดเผยให้เขารับรู้ความรู้สึกจนไม่มีอะไรให้น่าสนใจเลยสักนิด
“กูบอกแล้วที่นี่แจ่ม” ปาร์คพูดขึ้นด้วยความอารมณ์ดี เขายิ้มตอบสาวๆ ที่มองมาด้วยรอยยิ้มแพรวพราว ซึ่งโฟล์คกับซันไม่ได้สนใจพวกเขาลุกเดินไปซื้อข้าวกันตามปกติเพราะเมื่อสักครู่หลังจากที่ซันเดินมานั่งก็เกิดเสียงกรี๊ดกร๊าดจากสาวๆ จนพวกเขาต้องนั่งกันนิ่งๆ ก่อน
“เหอะ! มึงคนเดียวหรือเปล่าที่ชอบ” เลโอที่นั่งข้างๆ กระแทกเสียงเหน็บแนมออกมาอย่างเอือมๆ ซึ่งปาร์คก็ชักสีหน้าใส่อย่างเคืองๆ เช่นเดียวกัน แต่สุดท้ายก็ยกยิ้มออกมาเหมือนเดิมเพราะเดี๋ยวจะเสียลุครุ่นพี่หนุ่มผู้ใจดีและอบอุ่นไปหมด
เลโอพ่นลมหายใจอย่างเบื่อๆ หลังจากนั้นก็เดินตามหลังซันกับโฟล์คไปซื้อข้าวอย่างไม่ใส่ใจไอ้คนที่มันกำลังหว่านเสน่ห์ใส่สาวๆ อย่างไม่ใส่ใจที่จะไปซื้อข้าวมากิน
“เออ...ไปกันให้หมดเลยไป เดี๋ยวกูนั่งดูของสวยๆ งามๆ รอคนเดียวก็ได้” ร่างสูงยิ้มออกมาด้วยความไม่คิดอะไรในคำพูดของเลโอเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายก็เพียงแขวะเขาเล่นๆ แบบนี้เป็นประจำอยู่แล้ว
ปาร์คนั่งรอเพื่อนทั้งสามคนไปซื้อข้าวจนกระทั่งทุกคนเดินกลับมานั่งที่เรียบร้อยเขาจึงขอตัวไปซื้อบ้างแต่ไม่วายที่จะส่งยิ้มแพรวพราวให้สาวๆ เหมือนเดิม เพื่อนๆ ทุกคนจึงได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมๆ
“วันนี้มึงจะเข้าผับปะ” โฟล์คหันมาถามซันเดย์คนที่เป็นทั้งหุ้นส่วนและเพื่อนสนิทของเขา อีกฝ่ายนั่งทานข้าวเงียบๆ ไม่พูดไม่จาซึ่งเป็นภาพปกติของเพื่อนคนนี้อยู่แล้ว
“อืม เข้าและให้เด็กคนนั้นมาทำงานด้วย” ซันพยักหน้าตอบพร้อมกับบอกความต้องการของตัวเองไปด้วย ซึ่งประโยคหลังมันทำให้ทั้งโฟล์คและเลโอขมวดคิ้วออกมาพร้อมๆ กัน
“หมายถึงใครวะ” แม้จะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างแล้วแต่โฟล์คก็ยังอยากถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“เย็นนี้ให้เพื่อนน้องสาวมึงคนนั้น เข้ามาที่ผับเรา กูจะรับเข้าทำงานเอง” สิ้นประโยคเน้นย้ำของซัน สองหนุ่มก็หันไปมองหน้ากันก่อนจะเป็นโฟล์คที่กระตุกยิ้มออกมาก่อน แม้จะยังไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนรักถึงอยากรับเพื่อนน้องสาวเข้าทำงานแต่เขาก็ไม่คิดที่จะขัดอะไรเพราะความจริงแล้วเขาเองก็อยากรับอีกฝ่ายเข้าทำงานเหมือนกันแต่ติดตรงที่ตอนนี้ที่ผับเด็กเสิร์ฟเต็มมากแล้วจริงๆ
ด้านเลโอที่นั่งอยู่ไม่ไกลก็ยิ้มมุมปากออกมา เขานั่งทานข้าวเงียบๆ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ จนกระทั่งปาร์คเดินกลับเข้ามาสบทบอีกครั้ง เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัยกับบทสนทนาก่อนหน้านั้นทันที
“คุยไรกันวะ ทำไมทำหน้าแบบนั้น” ปาร์คถามเพื่อนด้วยความสงสัยแต่ยังคงไม่มีใครพูดอะไรออกมาจนกระทั่งโฟล์คที่เรียบเรียงคำพูดอยู่ถามย้ำกับคนข้างๆ อีกครั้งเพื่อเป็นการยืนยันการรับเข้าทำงาน
“ตกลงว่ามึงจะให้น้องมินเพื่อนน้องสาวกู มาทำงานที่ผับเราจริงๆ ใช่มั้ย”
“อืม”
“ทั้งๆ ที่ตอนนี้ผับเราคนเต็มอยู่ แต่มึงจะเป็นคนรับน้องเอง กูเข้าใจถูกมั้ย” โฟล์คถามย้ำจนซันพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายแต่ก็ยอมพยักหน้า
“ตามนั้น” ซันตอบสั้นๆ เช่นเดิมเพราะเขาไม่ชอบพูดอะไรซ้ำซาก แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้โฟล์คได้รับคำยืนยันอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งโดยไม่มีคำถามใดๆ อีก เมื่อซันเป็นคนเอ่ยปากที่จะรับเพื่อนน้องสาวเขาเข้าทำงานด้วยตัวเอง เขาก็ต้องหาตำแหน่งให้สาวรุ่นน้องทำจนได้นั่นแหละ
“กูเห็นด้วยกับไอ้ซัน” ปาร์คที่เข้าใจเรื่องทุกอย่างก็รีบแสดงความคิดเห็นออกมาด้วยรอยยิ้มและเขาก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้มากๆ
“น้องน่ารักมาก กูอยากเจอน้องใกล้ๆ สักครั้ง สานฝันให้กูเถอะ” ร่างสูงทำสีหน้าเพ้อฝันออกมาจนเพื่อนๆ ต้องส่ายหน้าเอือมระอาให้กับความเจ้าชู้ตัวพ่ออย่างพร้อมเพรียงกัน โฟล์คเบือนหน้าหนีและหันไปพูดกับซันเดย์ต่อ
“ถ้ามึงยืนยันที่จะรับเองขนาดนี้กูก็โอเคเพราะจริงๆ กูก็อยากรับน้องเข้าทำงานเหมือนกัน แต่กูจะตัดสินใจเองคนเดียวก็คงไม่ได้” เมื่อตกลงกันได้ตามนั้นโฟล์คก็ยิ้มมุมปากออกมาอีกครั้งเพราะเขารู้สึกว่าได้กลิ่นแปลกๆ บางอย่างแล้วสิ
เพื่อนเขาคนนี้ที่ไม่เคยสนใจใครเลยด้วยซ้ำแต่กลับรับผู้หญิงที่พึ่งเห็นไกลๆ เข้าทำงานโดยที่ยังไม่เคยพูดคุยและเจอหน้ากันด้วยซ้ำมันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ เขามั่นใจ…
อีกด้าน
“สรุปวันนี้มินไม่ได้ไปทำงานต่อใช่ปะ” เฟิร์นหันหน้ามาถามด้วยความคาดหวังเพราะถ้าหากวันนี้มินตราหยุดเธอจะได้ชวนอีกฝ่ายไปช็อปปิงต่อได้
“ใช่ๆ วันนี้เราหยุด” มินตราตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“งั้นวันนี้เราสามคนไปช็อปปิงกัน โอเคมั้ย” เฟิร์นเสนอออกไปทำให้โบลิ่งที่ได้ยินแบบนั้นรีบพยักหน้าหงึกๆ ด้วยความดีใจเพราะเธออยากไปเดินห้างดูคอลเล็ก-ชันใหม่ๆ ของบรรดาหนุ่มๆ ไอดอลที่เธอชอบ
“อืม เอาสิ เสร็จแล้วไปกินข้าวร้านประจำกันต่อดีมั้ย ไม่ได้ไปกันนานแล้ว” มินตราพยักหน้ารับก่อนจะเสนอโปรแกรมต่อไปด้วยรอยยิ้มสดใสเพราะเธอเองไม่ได้ไปไหนมาไหนกับเพื่อนทั้งสองคนนานแล้ว ไปทานข้าวและช็อปปิงกันสักวันคงสนุกไม่น้อย
วันนี้เป็นวันหยุดของเธอซึ่งตอนแรกกะจะกลับไปนอนพักผ่อนที่ห้องแต่ตอนนี้คิดว่าออกไปเที่ยวและไปทานข้าวกับเพื่อนบ้างน่าจะดีกว่าอุดอู้อยู่แต่ในห้องคนเดียว
“เย้! ตามนั้น” เฟิร์นร้องออกมาด้วยความดีใจที่ในที่สุดพวกเธอก็ได้ไปแบบครบคนสักที
“งั้นหลังเลิกเรียนมาเจอกันตรงนี้ โอเคมั้ยโบลิ่ง” เนื่องจากโบลิ่งเรียนกันคนละคณะทำให้เฟิร์นต้องนัดแนะกับอีกฝ่ายเป็นพิเศษ
“โอเคจ้า เราพร้อมเสมอเรื่องกินเรื่องช็อปขอให้บอกเราเถอะ” โบลิ่งทำสีหน้าจริงจังบ่งบอกว่าเธอพร้อมมากขอแค่ชวนมาเถอะทำให้มินตราและเฟิร์นหัวเราะออกมาด้วยความขบขันกับท่าทางของอีกฝ่าย
ครืด~ เสียงโทรศัพท์ที่สั่นเตือนทำให้เฟิร์นหยุดหัวเราะและรีบล้วงเอาโทรศัพท์ขึ้นมาจากกระเป๋าและเมื่อพบว่าเป็นพี่ชายเธอจึงรีบกดรับสายทันที ซึ่งโบลิ่งกับมินตราที่ยืนพูดคุยกันต่อก็ลดน้ำเสียงให้เบาลงอย่างเกรงใจ
“ฮัลโหลค่ะเฮีย มีอะไรหรือเปล่าคะ”
(ตอนเย็นให้เพื่อนเรามาหาเฮียที่ผับนะ พอดีมีคนลาออกแล้ว เฮียจะรับเพื่อนเราเข้าทำงาน) เฟิร์นที่ได้ยินแบบนั้นก็หันมามองมินตราด้วยความดีใจก่อนจะรีบกรอกเสียงลงไปตอบรับอย่างรวดเร็ว
“ได้ค่ะๆ เดี๋ยวเฟิร์นบอกยัยมินให้นะคะ”
(ครับ งั้นแค่นี้นะ)
“ขอบคุณเฮียมากๆ เลยย” หลังจากนั้นเธอก็กดวางสายและหันมายิ้มด้วยความดีใจแทนเพื่อนสนิทของตัวเอง ด้านมินตรากับโบลิ่งที่กำลังพูดคุยกันอยู่ก็หันมามองด้วยความสงสัยและอยากรู้ว่าเพื่อนดีใจอะไรถึงได้ยิ้มไม่หุบแบบนั้นแถมในบทสนทนายังพูดถึงชื่อเธอด้วย
“มีอะไรหรือเปล่า ยิ้มไม่หุบเชียว” มินตราถามด้วยสีหน้าสงสัยแต่เธอคิดว่าคงเป็นเรื่องน่ายินดีมากกว่าเรื่องไม่ดี
“คิกๆ วันนี้เราคงต้องเปลี่ยนที่ไปกันแล้วแหละ” เฟิร์นอมยิ้มน้อยๆ และคำพูดของเธอยิ่งทำให้ทั้งสองสาวที่รอฟังอยู่งุนงงมากกว่าเดิม
“ทำไมล่ะ!” ทั้งมินตราและโบลิ่งพูดขึ้นมาพร้อมกันเพราะยังคงไม่เข้าใจถึงเรื่องราวที่เฟิร์นกำลังจะบอกและอีกอย่างหากนัดหมายกันเรื่องช็อปปิงแล้วละก็เฟิร์นแทบจะไม่เคยเปลี่ยนใจเลย
“ก็...ต้องพามินไปสมัครงานไง พอดีพี่ชายเราโทรมาบอกว่าที่ผับมีคนออกแล้วให้มินไปทำงานได้” เฟิร์นยังคงอมยิ้มด้วยความอารมณ์ดี เธอดีใจมากไม่ต่างจากสีหน้ามินตราในตอนนี้เลย
“จริงเหรอแก พูดจริงใช่มั้ย” เฟิร์นพยักหน้าหงึกๆ เพื่อยืนยันทำให้มินตราจับมืออีกฝ่ายด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ เธอยิ้มกว้างอย่างคนดีใจสุดขีดเพราะถ้าเธอได้ทำงานที่นั่นเธอก็จะได้ทำงานอื่นน้อยลงและก็จะมีเวลาส่วนตัวมากขึ้นด้วยเพราะที่ผับรายได้ค่อนข้างดี คิดว่าน่าจะดีกว่างานอื่นที่เธอกำลังทำอยู่หลายเท่าเลยด้วยซ้ำ
“ขอบคุณมากๆ นะ” มินตรายังคงขอบคุณเพื่อนไม่หยุด เธอยิ้มสดใสออกมาด้วยความดีใจไม่หาย
“ถ้างั้นเปลี่ยนแผน หลังเลิกเรียนเข้าไปผับพี่ชายเราก่อนแล้วค่อยไปทานข้าวกันต่อ โอเคมั้ย” เฟิร์นวางแผนใหม่อย่างรวดเร็วซึ่งโบลิ่งกับมินตราก็รีบพยักหน้าอย่างไม่เรื่องมากเพราะโบลิ่งเองก็รู้ว่าเพื่อนรักอยากเข้าทำงานที่นั่นมาก เรื่องไปช็อปปิงไม่สำคัญเท่าเรื่องของเพื่อนเธอหรอกและเธอก็ดีใจที่เพื่อนได้งานที่ตัวเองต้องการสักที
อีกอย่างเธอก็อยากไปเจอหน้าเพื่อนพี่ชายของเฟิร์นด้วยถือว่าเป็นผลพลอยได้ก็แล้วกันนะ โบลิ่งคิดและอมยิ้มอยู่คนเดียวอย่างเพ้อฝัน
“หึ ยิ้มไม่หุบเลยนะ ดีใจที่เพื่อนได้งานหรือดีใจอะไรกันแน่” มินตราแซวอย่างคนรู้ทัน เธอส่งยิ้มล้อเลียนจนโบลิ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลกลอกตาใส่อย่างหมั่นไส้คนที่รู้ทันเธอแทบทุกอย่าง
“เบื่อจริงๆ คนรู้ทันเนี่ยย” เธอบ่นออกมาอย่างไม่จริงจังก่อนที่ทั้งสองคนจะแกล้งหยอกล้อกันไปมาตามประสาคนที่มักรู้ทันกันเสมอ เสียงหัวเราะของทั้งสองคนทำเอาเฟิร์นยิ้มกว้างอย่างรู้สึกดีไปด้วย…
