บทที่ 2 Scared to live, But scared to die

กรุงเทพมหานคร 

สายตาเกือบทุกคู่ในร้านกาแฟชั้นล่างของโรงแรมหรูจับจ้องไปยังหญิงสาวรูปร่างสวยสะคราญที่ยกชาขึ้นจิบด้วยกิริยาสวยงามน่ามองทุกกระเบียดนิ้ว ผมสีโรสโกลด์เกล้าเป็นมวยสูงทำให้ดูสวยเฉี่ยวสะดุดตา แต่ที่ดึงดูดใจมากกว่าเห็นจะเป็นร่องอกขาวๆ (ที่โนบรา) และหน้าท้องเนียนๆ ซึ่งเดรสสั้นรัดรูปแขนยาวสีขาวแหวกมันซะตั้งแต่อกจนถึงหน้าท้องจงใจจะโชว์ 

จินตปาตีส่ายหัวระอาเมื่อหางตาเหลือบเห็นสามีภรรยาคู่หนึ่งในร้านเขม่นกันเพราะฝ่ายชายมองมาทางเธอ ก่อนที่เสียงโทรศัพท์จะดังขึ้น 

หมอของเธอนั่นเอง 

“สวัสดีค่ะ” เธอทักทายด้วยภาษาสากล 

‘แม่บ้านที่อัมสเตอร์ดัมพบเพื่อนแท้ของคุณที่ก้นถังขยะ คุณมีอะไรจะแก้ตัวไหม’ 

จินตปาตียิ้มเย็น สายตามองทอดตรงไปยังหญิงชายคู่หนึ่งที่กำลังยื้อยุดกันอยู่หน้าลิฟต์ ดูเหมือนฝ่ายชายกำลังจะโดนทิ้ง

“เมื่อคืนฉันนอนไม่หลับ...และตอนนี้ฉันกำลังจะไปนอน คุณดูแลตัวเองบ้างนะ” 

โดยไม่ทันที่หมอของเธอจะพูดอะไรต่อ หญิงสาวก็กดวางสายแล้วปิดเครื่อง ก่อนจะลุกเดินออกไปเมื่อมั่นใจแล้วว่าผู้ชายคนนั้นโดนทิ้งจริงๆ 

เท้าเล็กบนรองเท้าส้นเข็มสีดำก้าวช้าๆ อย่างมั่นใจเข้าไปหาคนถูกทิ้งซึ่งนั่งร้องไห้หมดอาลัยตายอยากอยู่หน้าลิฟต์ เขาไม่สนใจใครทั้งนั้นแม้กระทั่งผู้หญิงสุดเซ็กซี่ที่ใครเห็นต่างก็ต้องเหลียวหลัง 

ชายหนุ่มร้องไห้น้ำตาไหลพรากก่อนจะก้มหน้าก้มตาเดินไปกดลิฟต์ จินตปาตีก้าวเร็วๆ ไปรออยู่ข้างร่างสูง พอลิฟต์เปิดต่างก็ก้าวเข้าไปข้างในพร้อมกัน 

“รู้สึกยังไงบ้าง” หญิงสาวเอ่ยขึ้นลอยๆ ทำให้ฝ่ายที่กำลังร้องไห้เสียใจอย่างน่าเวทนาแปลกใจ เขามองเธอจากด้านข้างอย่างงงๆ คราวนี้จินตปาตีจงใจหันหน้าไปหาเขาพร้อมรอยยิ้มหวานที่เย็นเยียบเสียดใจ 

“พะ...พีช” ชายหนุ่มตะลึงตะลานตาเหลือกเหมือนเห็นผี ถอยเท้าไปจนหลังชนผนังลิฟต์แต่นั่นทำให้เขาจนมุมจึงมองซ้ายขวาหาทางออกอย่างลนลาน

“เสียใจ” จินตปาตียักไหล่ “อีกสิบสองชั้น” นั่นหมายถึงเธอยังมีเวลาสะสางกับเขาอีกเป็นนาที 

“ทะ...เธอ...หะ...หาฉันเจอ...ดะ...ได้ยังไง” กว่าที่เขาจะพูดออกมาเป็นถ้อยคำได้ก็เล่นเอาเธอลุ้นจนเหนื่อย 

“ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยาก” 

ต้องขอบคุณความบังเอิญที่ทำให้เพื่อนของเธอซึ่งมาเที่ยวเมืองไทยพบเห็นคนที่น่าจะตายไปแล้วเมื่อสองปีก่อนร่อนไปร่อนมาอยู่แถวสุขุมวิท เธอคิดขณะใบหน้าสวยเฉี่ยวเกลี้ยงเกลาเผยรอยยิ้มกว้างๆ แต่ขัดกับแววตาดุดันจนน่าหวั่น ก่อนจะก้าวเข้าประชิดร่างสูง 

“นายโอเคไหม” ถามด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความห่วงไยอย่างสุดซึ้งแต่คนฟังรู้ดีว่าคือการเสแสร้ง

“พีช ฉันขอโทษ” 

ดูเหมือนเขาจะกลัวเธอมากกว่าเดิม ทั้งเนื้อทั้งตัวสั่นเทา จินตปาตีแสยะยิ้มแล้วดันร่างกายเขาจนแผ่นหลังแนบติดผนังสเตนเลสเย็นเยียบ ก่อนจะเบียดเนื้อตัวนุ่มนิ่มเข้าหาเขาอย่างยั่วยวน 

“นายจะกลัวฉันทำไมล่ะ นายอยากได้ฉันมากไม่ใช่หรือชนายุส” 

“ฉะ...ฉันไม่ได้ชื่อชนายุส ฉันชื่อชนาธิป” ความไม่มั่นใจของเขาไม่อาจสร้างความน่าเชื่อถือได้ 

“สายไปแล้วละบอม” เสียงหวานเยือกเย็นกระซิบที่ข้างหูของเขาจนขนลุกเกรียว

“ยะ...อย่ามายุ่งกับฉัน” เขาบอกเสียงสั่นเครือ เป็นจังหวะที่ประตูลิฟต์เปิดออกพอดี จึงผลักร่างเย้ายวนที่ชวนให้หวาดกลัวมากกว่าซ่านเสียวออกอย่างแรง พุ่งร่างใหญ่ออกจากช่องว่างทันที 

“นายไม่อยากรู้หน่อยหรือบอมว่าฉันทำอะไรกับชีวิตนายบ้าง” จินตปาตีเดินตามออกมาอย่างใจเย็น ทุกก้าวย่างแสดงถึงความมั่นใจจัดเจน แล้วก็ได้เห็นเขาชะงักแล้วหมุนตัวเดินกลับมา 

“เธอทำอะไรกับชีวิตฉัน!!!” ชนายุสปรี่เข้าไปหาร่างอรชรด้วยความคั่งแค้นอย่างถึงที่สุด แต่ก่อนที่ร่างสูงจะทันได้ประทุษร้าย จินตปาตียกของมีคมเงาวับที่สะท้อนเข้าตาและไปสร้างความผวาที่หัวใจของคนตรงหน้า 

“ก็แค่ทำให้พัง” เธอยิ้มพึงพอใจในทันทีที่เขาชะงักและหน้าถอดสี

“ที่ฉันต้องถูกไล่ออกและถูกแฟนทิ้งนี่มันเป็นแผนของเธอใช่ไหม” แม้จะหน้าซีดแต่เขาก็เค้นเสียงสั่นๆ ออกมาได้ 

“มันโหดร้ายนะที่ผู้หญิงคนนั้นดันเห็นแก่เงินเหมือนๆ กับเจ้านายของนาย” เสียงหัวเราะเบาๆ อย่างสาแก่ใจของจินตปาตีช่างยั่วโมโหเขานัก 

“เธอรู้ไหมว่าฉันหวังจะสร้างเนื้อสร้างตัวแล้วแต่งงานอยู่กินกับผู้หญิงคนนี้” เขาคร่ำครวญ และอยากจะฆ่าเธอให้ตายคามือนักหากไม่ติดที่หน้าอกเขาตอนนี้มีมีดคมวาบวับจ่ออยู่ 

“เศษเงินที่นายจะใช้สร้างเนื้อสร้างตัวมันเทียบไม่ได้กับเงินของฉันหรอก” จินตปาตีตอบอย่างไม่ใส่ใจ 

“คนที่โหดร้ายก็คือเธอนั่นแหละพีช!” สายตาเขายังลอบมองมีดปลายแหลมที่อยู่ใกล้หัวใจของเขาเพียงแค่คืบ

“ก็เหมือนที่นายทำกับฉันไง” 

มือบางคว้าต้นแขนเรียวที่มีมัดกล้ามเพียงพอดีแล้วเหวี่ยงจนติดฝา ตามเข้าไปกดไหล่เขาพร้อมจรดปลายมีดเข้าที่ลูกกระเดือก ชนายุสเป็นผู้ชายเจ้าสำอางตัวสูงโปร่ง ผิวขาว มองเผินๆ ก็ดูเก้งก้างในแบบที่แรงผู้หญิงอย่างเธอสามารถยื้อยุดฉุดกระชากได้ในระดับหนึ่ง 

“มีอะไรจะสารภาพไหม” เสียงหวานถามอีกพลางออกแรงกดมีดเล่มนั้นมากขึ้น ชายหนุ่มดิ้น “ฉันไม่รับประกันนะบอกไว้ก่อน” 

วินาทีนั้นหญิงสาวถามตัวเองในใจว่าถ้าถึงที่สุดเธอจะสามารถฆ่าผู้ชายสารเลวคนนี้ได้โดยจะไม่ลังเลสักนิดได้หรือไม่...เธอจะโหดร้ายได้ขนาดนั้นเชียงหรือ

แต่หากมันจำเป็นเธอก็ต้องทำ

“ฉะ...ฉันไม่มีอะไรจะพูด” น้ำเสียงของเขาสั่นพร่า ความกลัวทำให้หายใจหอบสะท้าน 

“ฉันคงไม่หยุดแค่นี้หรอกบอม พ่อแม่นาย ตายายของนายก็อาจจะมีชะตากรรมเดียวกันกับนายตอนนี้” 

ยิ่งพูดก็ยิ่งออกแรงกดมากขึ้น ด้วยความที่มีดคมทำให้บาดเนื้อหนุ่มจนเลือดไหล ชั่วขณะหนึ่งหญิงสาวตกใจ ก่อนสายตาคู่งามเบนออกจากภาพชวนสยองนั่นเสียแล้วกลบเกลื่อนด้วยการมองจ้องดวงตาขลาดกลัว 

“อยากให้มันบาดลึกกว่านี้ไหม” เธอถาม

“นังโรคจิต ฮือๆ” ชนายุสโพล่งใส่หน้าเธอพลางเหลือบมองมีดในมือราวกับคนเสียสติ 

“เมื่อก่อนฉันไม่ใช่คนแบบนี้เลยบอม ฉันดีกับนาย ฉันช่วยเหลือนายทุกอย่าง...แล้วดูนายทำกับฉันสิ ใครโรคจิตกว่ากัน แล้วจะบอกอะไรให้นะ การที่เราจะรับมือกับคนโรคจิตบางทีเราก็อาจจะต้องทำตัวเป็นโรคจิตด้วย  จริงหรือไม่จริง” จินตปาตีออกแรงกดมีดอีกนิด มีดคมกรีดเข้าเนื้อลึกๆ เน้นๆ จนชายหนุ่มถึงกับหน้าเหยเก

“ฉันยอมแล้วพีช ฉันยอมแล้ว” เขาละล่ำละลักบอกทั้งน้ำตา นับว่าไม่ได้ทำให้เธอผิดหวังเพราะเธอรู้อยู่แล้วว่าคนขี้ขลาดอย่างเขาจะต้องลงเอยแบบนี้

“สารภาพมา” เธอทำเสียงต่ำๆ อย่างที่ลอกเลียนแบบมาจากนักฆ่าสัญชาติอเมริกันในภาพยนตร์ 

“ทั้งหมดเป็นแผนของเขา เขาจ้างฉัน และจัดฉากทุกอย่าง แล้วเธอก็คงรู้นะว่าเขาต้องการอะไร” 

คำสารภาพของชายหนุ่มทำให้จินตปาตีรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อทุกส่วนสัดไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ‘เขา’ ที่ชนายุสพูดถึงนำพาความกลัวอันดำมืดเข้ามาเยือนจิตใจของเธอ หญิงสาวค่อยๆ ผละออกจากร่างสูงโดยไม่เสียจริต เขารีบยกมือขึ้นกุมแผลสดๆ นั่นทันที

“เธอจะหยุดแค่นี้ไหมพีช” เขาหมายถึงจะหยุดทำลายครอบครัวของเขาหรือเปล่า

จินตปาตีกะพริบตาไล่น้ำใสๆ ออกไปก่อนจะเชิดหน้าขึ้นพูดเสียงดุ 

“นายไปจากที่นี่ซะ!”

ชนายุสรู้ดีว่านี่เป็นความปรานีอย่างที่สุดแล้วที่จินตปาตีจะมีให้กับผู้ชายอย่างเขา ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณเธอทั้งน้ำตาและจะกราบแทบเท้าเธอเพราะรู้สึกผิด แต่หญิงสาวกลับขยับหนี เท้าของเธอสูงส่งเกินกว่าจะแปดเปื้อนเพราะผู้ชายอย่างชนายุส

“ไปซะ!!!” แผดเสียงสั่งดังลั่น 

ชนายุสเช็ดน้ำตาแล้วรีบวิ่งไปที่ห้องของตัวเองทันที

ส่วนคนที่เพิ่งรับรู้ความจริงทั้งหมดนั้นกลับรู้สึกราวกับว่าทั้งโลกเอนเอียงและร่างกายกำลังจะเสียศูนย์ ถามตัวเองในใจว่าตอนนี้กำลังเผชิญอยู่กับอะไรที่มันยากเกินจะรับมืออยู่ใช่ไหม แล้วคำตอบก็คือใช่!

จินตปาตีมีบ้านที่เมืองไทยสองหลัง ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุสิบห้าเธออยู่กับยายที่กรุงเทพ หลังจากนั้นก็ย้ายไปอยู่กับพ่อที่เชียงรายก่อนจะประสบอุบัติเหตุตกบันไดจนขาพิการเดินไม่ได้และอยู่ที่นั่นต่ออีกสามปีถึงจะย้ายไปซิดนีย์ เบอร์ลิน เวนิซ และอัมสเตอร์ดัมตามลำดับ 

นึกถึงเมื่อวานตอนที่เธอกลับถึงบ้านที่กรุงเทพแล้วก็ยังปลื้มไม่หาย เพราะคุณยายจินดาร้องห่มร้องไห้ด้วยความปลื้มปีติ ท่านไม่คิดว่าชาตินี้จะได้พบหน้าหลานสาวที่ย้ายที่อยู่บ่อยจนตามตัวไม่ได้คนนี้อีกแล้ว วันนี้ก่อนเข้าบ้านหญิงสาวแวะซื้อก๋วยเตี๋ยวเป็ดเจ้าโปรดของยายมาด้วย

แต่จะบ่ายโมงแล้วท่านยังไม่ตื่นเลย จึงเข้าไปปลุกถึงในห้องนอน หากกลับพบว่าท่านหลับสนิท และมือเย็นเฉียบ 

“คุณยายคะ” 

รอยยิ้มบนใบหน้าสวยหุบฉับ เริ่มใจไม่ดีขณะที่ออกแรงเขย่าร่างแน่นิ่งบนเตียงแรงขึ้น 

“คุณยาย” 

แต่ก็ไร้แรงตอบสนอง และไม่ว่าจะเรียกอย่างไรท่านก็ไม่ตื่น ริมฝีปากซีดๆ ของท่านและหน้าอกที่นิ่งสนิทไม่กระเพื่อมจากแรงหายใจทำให้จินตปาตีเจ็บหนึบๆ ที่หัวใจและรู้ตัวแล้วว่าความสูญเสียเดินทางมาเยือนอีกครั้ง

“คุณยายขา...ตื่นมาคุยกับพีชก่อนสิคะ ฮือๆ” ร่างเพียงโอบกอดท่านเอาไว้แล้วร้องไห้ปานจะขาดใจ “พีชรักคุณยายนะคะ พีชกลับมาหาคุณยายแล้วนี่ไง ทำไมคุณยายถึงรีบจากพีชไปล่ะคะ ฮือๆๆ” 

แพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตของจินดาว่าคือการ ‘ไหลตาย’ กอปรกับป่วยหลายโรคแทรกซ้อนทั้งโรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน และโรคหลอดเลือดในสมองตีบ จินตปาตีแทบไม่อยากจะเชื่อว่ายายของเธอที่ยังสาวยังสวยจะมีโรครุมเร้าเยอะขนาดนี้ 

การตายของจินดานำทำให้สภาพจิตใจของจินตปาตีแย่ลงไปอีก แต่เธอเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ดูแลและตอบแทนพระคุณของยายจนถึงวาระสุดท้ายมากกว่า ในชีวิตของเธอยายเป็นทุกอย่าง อยู่กับเธอทั้งในยามสุขและเศร้า เข้าใจและเห็นอกเห็นใจเธอทุกอย่าง 

มันช่างน่าสมเพชจริงๆ ที่ต้องมานั่งหน้าโลงศพอย่างรู้สึกผิดและอยากจะย้อนเวลากลับไป อดคิดไม่ได้ว่าถ้าตัดสินใจไม่ไปเรียนต่างประเทศแล้วอยู่ดูแลท่านที่นี่ ทุกอย่างมันคงจะไม่เป็นแบบนี้ 

“พ่อช่วยอะไรลูกได้บ้างหรือเปล่า” สินธุ์ซึ่งรีบเดินทางมาร่วมงานศพหลังเสร็จงานแต่ก็ล่วงเลยเวลามากว่าสามวันสามคืนแล้วเอ่ยถาม 

จินตปาตีมองทอดตรงไปยังโลกศพกลางศาลาด้วยดวงตาเลื่อนลอยเศร้าหมองเหนื่อยล้า น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วรินไหล ชุดดำที่ออกแบบอย่างสุภาพที่เธอสวมใส่อยู่ยังเป็นชุดเดิมกับที่สวมใส่ในวันแรก เช่นเดียวกับที่เธอยังไม่นอนมาตั้งแต่นั้น

“หนูพีช” เสียงของทิพย์ทิวาเรียกชื่อเธออีก 

“...” 

“พี่พีชครับ” ปกป้องเข้าไปเขย่าแขนพี่สาวที่นั่งพับเพียบกับพรมบริเวณที่ใช้กราบศพ ใบหน้าซีดเซียวไร้เครื่องสำอางหันมานิดหนึ่งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรแล้วหันกลับไปมองโลงศพของยายเหมือนเดิม

โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างตัวสั่น คนเป็นพ่อถือวิสาสะหยิบขึ้นมาดูเพราะไม่เห็นบุตรสาวจะสนใจอะไรเลย จนได้พบข้อความจากแพทย์ประจำตัวของเธอที่บอกให้เธอหลับ และเธอก็ตอบกลับไปด้วยข้อความที่ตัดรอนน้ำใจว่า ‘คุณควรไปตายเสียแล้วค่อยมาคุยกับฉัน’ 

“ลูกพีช ลูกพูดอะไรหน่อยเถอะ” 

สินธุ์สะกิดลูกด้วยความร้อนรนจริงจังเพราะบทสนทนาระหว่างเธอกับหมอประจำตัวไม่ค่อยชอบมาพากล มีการพูดถึงอาการทางจิตที่เธออาจจะเป็นและข้อแนะนำหลายๆ อย่างที่ทำให้คนเป็นพ่อกลัวใจลูกสาวคนนี้เหลือเกิน 

“หนูพีชคะ พวกเราใจไม่ดีนะคะ” ทิพย์ทิวากุมมือของจินตปาตีที่กำหมัดแน่นเอาไว้ มองหน้าซีดเซียวที่หยดน้ำตาพรั่งพรูด้วยความหวาดหวั่น ชั่วขณะหนึ่งจินตปาตีสะอื้นเฮือกแล้วบีบมือทิพย์ทิวาแน่น 

“เผายายแล้ว ลูกจะไปอยู่กับคุณพ่อที่เชียงรายค่ะ” อยากจะรู้เหมือนกันว่าโลกเฮงซวยใบนี้มันจะทำอะไรกับชีวิตเหลวแหลกไม่เหลือชิ้นดีของเธออีก

‘หนูรักอาเปลว’

‘หนูรักอาเปลวที่สุด’

เสียงที่คอยหลอกหลอนอยู่ในหัวมานานหลายปีทำให้ร่างกายที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแน่นน่าขบเด้งตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ผ้าใบด้วยอาการตระหนกและหวาดผวา ไหนจะสัมผัสนุ่มนวลที่แก้มซ้ายขวาของเขาอีกที่ทำให้ปวดใจและอยากจะไขว่คว้า เขาเอี้ยวตัวไปคว้าเสื้อยืดสีขาวที่อบอวลด้วยกลิ่นจารบีเพราะเพิ่งช่วยคนงานซ่อมรถอีแต๋นเสร็จก่อนจะงีบไปขึ้นมาซับเหงื่อ

“คุณพ่อคร้าบ...ปุณณ์เอาข้าวกลางวันมาส่ง” 

เสียงใส่เจื้อยแจ้วของเด็กชายปุณณ์ เพลิงพยัคฆ์บุตรชายเพียงคนเดียวของเขาดังอยู่ใกล้ๆ ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาเพราะมีทั้งเชื้อสายแขกจากฝั่งบิดาและเชื้อสายจีนกับตะวันตกจากฝั่งมารดาจึงเงยขึ้นแล้วฉีกยิ้มอ่อนโยนให้ลูก 

“ไหนดูซิวันนี้มีอะไรกินบ้าง” มือใหญ่จับเอวน้อยๆ แล้วยกขึ้นมานั่งที่ขาข้างหนึ่ง ปุณณ์วางปิ่นโตในมือลงที่โต๊ะเตี้ยตรงหน้า เปิดออกจากเถาทีละชั้น เปลวชมว่าอาหารน่ากิน ก่อนจะลงมือทาน แต่รสชาติอาหารกลับไม่ใช่ที่เขาคุ้นเคย 

“ใครเป็นคนทำกับข้าวมื้อนี้ครับ” 

“ครูไหมครับ” ปุณณ์ตอบเสียงใส ดวงตาเป็นประกายใสซื่อ 

“แล้วคุณแม่ล่ะครับ” คนเป็นพ่อถามด้วยความแปลกใจ ปกติหน้าที่นี้จะเป็นของรัศมิมาลย์ภรรยาของเขา ส่วนรัศมีจันทร์ที่มีศักดิ์เป็นน้องสาวหล่อนและเป็นครูของปุณณ์จะรับผิดชอบแค่ภาระงานสอนกับงานพี่เลี้ยงเด็กเท่านั้น

“ปออยู่นี่ค่ะ” เสียงของรัศมิมาลย์ดังขึ้น เปลวเห็นเธอเดินขึ้นเนินเตี้ยๆ แล้วตรงมาทางนี้ก่อนจะนั่งลงบนตั่ง “ปอลงไปซื้อของสดมาทำกับข้าวให้คุณเปลวไปทำบุญครบรอบวันตายของหมอทิพย์ แต่ปอรีบเลยไม่ได้บอกคุณเปลว” 

เพราะฝนที่ตั้งเค้าแต่เช้าทำให้รัศมิมาลย์รีบไปหน่อย ด้วยระยะทางจากไร่ไปยังตัวเมืองค่อนข้างไกลและยากลำบากเธอเลยกลัวว่าถ้าฝนตกหนักเส้นทางจะถูกตัดและกลับเข้าไร่ไม่ได้ 

หลังจากวันที่ทุกคนในไร่ปานตะวันรู้ถึงสาเหตุการเสียชีวิตของหทัยทิพย์คนรักเก่าของเขา เปลวก็ปลีกตัวออกจากญาติพี่น้องของตัวเอง เขาร่วมหุ้นกับนักธุรกิจชาวจีนทำธุรกิจค้าไม้ถูกกฎหมายและทำลำไยอบแห้งส่งขายต่างประเทศจนสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ จึงไปซื้อที่ดินผืนเล็กๆ ปลูกบ้านเรือนไทยอยู่ แต่ก็มีปัญหากับลูกสาวเพื่อนบ้านทำให้ต้องตัดตัวเองจากโลกภายนอกด้วยการกว้านซื้อที่ดินจากชาวเขาในพื้นที่อำเภอแม่สะลองหลายร้อยไร่เพื่อทำไร่นาสวนผสม เลี้ยงสัตว์หรืออะไรก็ตามที่เขาอยากทำซึ่งตอนนี้มีทั้งแปลงลำไย แปลงชา แปลงองุ่น นาขั้นบันไดและฟาร์มโคนม 

“พูดถึงเรื่องนี้” เปลวนึกอะไรขึ้นได้ “ผมอยากให้ปอกับปุณณ์อยู่ที่ไร่รอ ไม่ต้องลงไปในเมืองด้วยกัน”

“ทำไมคะ / ทำไมครับคุณพ่อ” ทั้งแม่และลูกถามพร้อมกัน สีหน้าผิดหวังของปุณณ์ทำให้เปลวกลืนน้ำลาย แต่เขาจะไม่เปลี่ยนใจเด็ดขาด 

“น้องปุณณ์ไปเล่นกับครูไหมก่อนนะครับ พ่อขอคุณกับคุณแม่ก่อน” 

ปุณณ์ทำปากยื่นแต่ก็เชื่อฟังคำของพ่อ เมื่อร่างเล็กเดินลงเนินเพื่อลัดแปลงต้นลำไยที่กำลังออกผลดกหนาไปจนลับตาแล้วเขาจึงเริ่มประเด็น

“จำได้ไหมเมื่อปีที่แล้วตอนที่ผมพาน้องปุณณ์ไปที่วัดแล้วคุณไม่สบาย ผมรู้สึกว่ามีคนแอบมองอยู่ ปีนี้เลยไม่อยากพาลูกไปด้วย กลัวจะเกิดอะไรขึ้นกับแก” 

รัศมิมาลย์หน้าถอดสีไปนิดหนึ่ง แต่ก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติได้ตอนที่พูด “คุณเปลวคิดมากไปหรือเปล่าคะ ปอว่าไม่น่าจะมีอะไร อีกอย่างน้องปุณณ์ก็รอที่จะให้ถึงวันพรุ่งนี้มานานแล้วนะคะ ปอสงสารลูก” 

เปลวรักและหวงลูกชายมากถึงขนาดที่ไม่ยอมให้เข้าโรงเรียนแต่จ้างรัศมีจันทร์น้องสาวของภรรยาซึ่งจบสายครูโดยตรงมาสอนที่บ้าน และไม่ยอมให้ไปเที่ยวเล่นที่ไหนนอกจากในไร่เท่านั้น 

“ลูกไม่มีเพื่อนเลยนะคะ ปออยากให้ลูกได้เจอเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันบ้าง อีกอย่างลูกก็บ่นคิดถึงปกป้องด้วย” 

ปกป้องคือลูกชายของทิพย์ทิวาลูกพี่ลูกน้องของเปลวและเป็นน้องสาวของแพทย์หญิงหทัยทิพย์คนรักเก่าของเขากับสินธุ์ ซึ่งมีโอกาสได้เจอกันเมื่อปีที่แล้วและติดต่อกันทางวีดีโอคอลมาตลอดระยะเวลาหนึ่งปี

“แล้วถ้ามันเกิดอะไรขึ้นล่ะ” 

“ไม่หรอกค่ะ” รัศมิมาลย์กุมมือคนเป็นสามีเอาไว้ แล้วขอให้เขาเชื่อมั่นด้วยคำสัญญาของเธอ “ปอสัญญาว่าจะดูแลลูกของเราให้ดีที่สุด” 

“ถ้าอย่างนั้นก็ได้” เปลวยอมตามใจภรรยาในที่สุด จากนั้นก็ขอตัวไปดูแลวัวท้องแก่ที่ฟาร์ม 

รัศมิมาลย์จึงรีบหาที่ลับตาคนแล้วหยิบมือถือขึ้นมาต่อสายไปหาใครบางคนด้วยท่าทางร้อนรน 

“ฮัลโหล ‘คุณคะ’ วันพรุ่งนี้ปอคงปลีกตัวไปเจอคุณไม่ได้แล้วนะคะ...คือว่าคุณเปลวเขาระแวงกลัวใครจะมาทำร้ายลูก ปอจำเป็นจะต้องอยู่กับลูกตลอดเวลา” 

‘เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือปอ’

“คุณเปลวบอกว่าเมื่อปีที่แล้วมีคนแอบมองที่วัดค่ะ” 

ปลายสายถอนหายใจก่อนจะพูด ‘ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้เดือดร้อน’

“หมายความว่าคุณคือคนที่แอบดูคุณเปลวกับปุณณ์ที่วัดอย่างนั้นหรือคะ” 

‘ใช่’ เสียงที่ตอบมาเบาเหลือเกิน ‘ปอไม่ได้บอกว่าไม่สบายลงมาไม่ได้ ก็เลยตามไปดูที่วัด แต่ก็ไม่เจอปอ’

“ปอขอโทษนะคะ ทั้งเรื่องในวันนั้น” ที่คนปลายสายไม่เคยบอกให้เธอรู้ “และเรื่องที่วันพรุ่งนี้ปอไปเจอคุณตามสัญญาไม่ได้”

‘ไม่เป็นไร ยังไงเสียปอก็ได้ลงมาข้างล่างบ่อยกว่าน้องปุณณ์อยู่แล้ว’ 

พอวางสายรัศมิมาลย์ก็หันหลังกลับ แต่ก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อปะทะกับน้องสาวของตัวเองเข้า “ไหม พี่ตกใจหมดเลย”  

“พี่ปอคุยโทรศัพท์กับใครอยู่คะ” รัศมีจันทร์หรี่ตามองพี่สาว 

“คุยกับเพื่อนน่ะ” รัศมิมาลย์ยิ้มให้น้องสาวก่อนจะรีบเดินจากไป โดยไม่รู้เลยว่ารัศมีจันทร์จับพิรุธของเธอได้ 

เมื่อพิธีศพของจินดาเสร็จเรียบร้อย จินตปาตีเดินทางกลับมาเชียงรายโดยเที่ยวบินเดียวกับครอบครัว หญิงสาวสวมแว่นดำปิดบังรอยเศร้ารอบดวงตาและไม่พูดไม่จากับใคร แต่ขณะรถตู้ขับผ่านเรือนไทยของเพื่อนบ้าน ความรู้สึกร้อนรุ่มในใจเหมือนถูกไฟเผาพาให้ดวงหน้าสวยได้รูปหันมองอย่างสนอกสนใจ

“เปลวเขายังอยู่ที่นี่อยู่หรือเปล่าคะ” เป็นประโยคแรกที่หลุดออกมาจากปากเธอ 

“ไม่หรอก” สินธุ์ตอบ ก่อนจะหันไปหาคนเป็นภรรยา “ผมจำไม่ได้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน” 

“เห็นว่าไปซื้อที่ดินทำไร่นาสวนผสมอยู่แม่สลองน่ะค่ะ” ทิพย์ทิวาตอบ “แต่วันพรุ่งนี้เขาจะพาครอบครัวลงมาพักที่นี่” 

ทิพย์ทิวาทำให้ดวงตาของคนฟังเป็นประกายวาววับอย่างมีความหวังอยู่หลังแว่นดำ

“เขามีลูกชายใช่ไหมคะ”

“หนูพีชรู้ได้ยังไงคะเนี่ย” ทิพย์ทิวาค่อนข้างประหลาดใจ

“แค่เดาน่ะค่ะ” 

“เดาเก่งนะคะ เขามีลูกชายค่ะ อายุพอๆ กับเจ้าป้อง หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกินค่ะ” 

“อยากเห็นหน้าแม่เด็กแล้วสิคะ” จินตปาตีแน่ใจแล้วว่าเสียงที่พูดออกไม่ได้สั่นจนคนข้างๆ จับได้ว่าเธอกำลังจะร้องไห้ 

“วันพรุ่งก็รอเจอพวกเขาที่บ้านหรือไม่ก็ไปทำบุญด้วยกันซิคะ พรุ่งนี้เป็นวันครบรอบวันตายของพี่ทิพย์พี่สาวฉันพอดีน่ะค่ะ” ทิพย์ทิวาชี้ชวน

จินตปาตีพยักหน้ารับรู้ ชื่อของหทัยทิพย์ติดอยู่ในหัวเธอมานานปี เจ้าหล่อนเป็นคนตายที่ดูจะมีอิทธิพลต่อชีวิตคนเป็นมากเหลือเกิน จนบางที่เธอก็คิดว่าตัวเองนั่นแหละที่ตายไปแล้วและไม่มีตัวตน นาทีนั้นหัวใจของจินตปาตีสั่นแปลกๆ จึงพยายามเบนความสนใจตัวเองด้วยการแหงนหน้ามองยอดต้นมะม่วงสามปีที่สูงใหญ่โดดเด่นกว่าต้นไม้ต้นอื่นๆ 

ผลดกของมันกำลังสุกน่ากิน แต่สมองก็นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อตอนที่เธอยังเป็น ‘นังเด็กง่อย’ มีหนังสติ๊กคู่ใจ และแอบเข้าไปในพื้นที่บ้านหลังนั้นเพื่อยิงพวงมะม่วงแต่พลาดไปยิงโดนศีรษะของเจ้าของบ้านแทน 

จำได้ว่าตนตกใจและกลัวมากขนาดไหน แต่ก็อยากจะเตะปากเน่าๆ ของนายเปลวผู้เป็นเจ้าของบ้านมากกว่า กระนั้นอีกไม่กี่วันเขากลับให้คนเอามะม่วงใส่ชะลอมมาฝากและคืนหนังสติ๊กให้ เป็นเหตุให้เธอถูกยายดุอยู่หลายวัน

แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง  

และแล้วรถก็จอดที่หน้าเรือนกว้างใหญ่แสนสบายของสินธุ์ ที่ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีความทรงจำแห่งความรัก ความเกลียดและความหลงผิดของผู้หญิงที่ชื่อจินตปาตีลอยล่องอยู่เต็มไปหมด มันไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไหร่ เพราะสินธุ์บอกว่าเพิ่งให้ช่างมาทาสีไปเมื่อสองเดือนที่แล้วเพราะสีไม้เก่ามันซีด 

“ทำไมไม่ขึ้นบ้านล่ะลูกพีช” คนเป็นพ่ออุ้มปกป้องซึ่งหลับไปตั้งแต่ลงเครื่องเดินขึ้นบันไดไปครึ่งทางได้หันกลับมาถามบุตรสาว

จินตปาตียืนนิ่งอยู่ตรงเชิงบันไดส่ายศีรษะให้เบาๆ 

“ขึ้นมาอาบน้ำอาบท่าก่อนไม่ดีกว่าหรือคะ” ทิพย์ทิวาที่ถือกระเป๋าเบนเท็นของปกป้องเดินตามหลังสามีขึ้นไปก็หันมาออกความเห็น แต่ลูกสาวบุญธรรมก็ส่ายหน้าอีกตามเคย 

“พีชจะไปบ้านเปลวเสียหน่อย อยากกินม่วงสามปีค่ะ” ตอบพลางส่งกระเป๋าสะพายให้การ์ดซึ่งมายืนรับใช้ เธอไม่แปลกใจที่การ์ดของพ่อดูเป็นมิตรกับความรู้สึกมากขึ้น เพราะคิดว่าปกป้องและต้องแต้มน้องๆ ของเธอคงไม่ปลื้มเท่าไหร่ที่เอาแต่มายืนทำหน้ายักษ์เหมือนผู้คุมในคุกทหาร 

“พ่อให้เด็กไปซื้อที่ตลาดมาเตรียมไว้ให้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วลูก” สินธุ์บอก 

“ลูกอยากกินสดๆ จากต้นมากกว่าค่ะ” 

จินตาปาตีถอดแจกเก็ตหนังสีดำแล้วส่งให้การ์ดคนเดิม ทำให้ทุกคนเห็นว่านอกจากเธอจะสวมกางเกงขายาวสีเทาที่แหวกทั้งสองด้านตั้งแต่ขอบเอวจนถึงปลายชายขอเท้าแล้วร้อยด้วยโซ่สีทองเส้นเล็กๆ เป็นขั้นๆ แล้ว ท่อนบนยังเป็นสอปร์ตบราสายเดี่ยวโชว์ร่องอกและเปิดหลังสุดเซ็กซี่สีเดียวกันที่ทำเอาการ์ดแอบมองกันเป็นแถว 

“ปิดเปลือกตาของนายซะ ก่อนจะไม่มีโอกาส” 

เธอพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินสะบัดบั้นท้ายงามงอนตรงไปยังรั้วบ้าน ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างของบ้านเรือนไทยหลังงามนี้เพื่อเปิดประตูเล็กๆ อันเชื่อมระหว่างบ้านสองหลังซึ่งแสดงให้เห็นว่าเจ้าของบ้านต่างก็เป็นมิตรที่ดีต่อกันแล้ว 

ความจริงจินตปาตีเลิกชอบมะม่วงสามปีไปตั้งนานแล้ว เธอแค่อยากจะมาเดินสำรวจบ้านของเปลวเพื่อดูว่ามันเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ร่างเพรียวระหงเจ้าของบั้นท้ายดินระเบิดเดินลัดแนวไม้เข้าไปใกล้ตัวบ้านที่สะอาดสะอ้านราวกับมีคนอยู่ตลอดเวลา แน่สิ...เขามีคนดูแล แต่ไม่รู้ว่าจะใช่ลุงท้องก้อนคนเดิมหรือเปล่า 

ลุงท้องก้อนอาจจะตายไปแล้ว 

หญิงสาวหยุดยืนอยู่ใต้ถุนของบ้านเรือนไทยที่ราวกับเป็นโมเดลย่อส่วนของบ้านพ่อเธอเพราะภาพบางอย่างวิ่งเข้ามาในความทรงจำ 

ภาพเหตุการณ์เมื่อหกปีก่อนที่เธอบังคับวีลแชร์ตามหลังนายเปลวผู้ซึ่งไม่รู้ว่าทำอะไรกับทิพย์ทิวาแม่เลี้ยงเธอจนเป็นลมหมดสติไป เพียงเพราะคิดว่า ‘คนอย่างเปลวปล่อยเอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว’ และได้สั่งให้พี่อุ่น คนดูแลเธอในตอนนั้นกลับบ้านไป 

‘ฉันกับแกควรจะต้องพูดกันแบบคนมีการศึกษาเสียหน่อยแล้ว’ จินตปีในวัยสิบแปดปีพูดกับเปลวซึ่งมีอายุแก่กว่าตนถึงสิบห้าปี ทำให้ชายหนุ่มหันกลับ ซึ่งไม่ใช่เพราะเขาสนใจจะพูดคุยกับเธอเป็นแน่ 

‘นั่นปากหรือโถส้วม พ่อไม่ไม่สั่งสอนหรือไง’ 

‘สอน แต่ไม่ฟัง’ เธอตอบเชิดๆ แววตามุ่งมั่นแน่วแน่ไม่มีความยี่หระยำเกรงเลยแม้แต่นิด 

‘นั่นไม่ใช่วิสัยของคนมีการศึกษา’ เปลวพูดตัดบทแล้วทำท่าจะเดินขึ้นเรือน 

‘งั้นก็พูดกันแบบคนป่าคนเถื่อนไร้อารยะธรรมนี่แหละ’ เธอแผดเสียงดังลั่นทำให้คนตัวโตชะงัก 

‘เธอต้องการอะไรห้ะ ยัยเด็กง่อย!’

‘ง่อยบ้านป้าแกสิ!’  จินตปาตีในตอนนั้นกำลังจะหาย กำลังจะกลับมาเดินได้เหมือนเดิม 

‘บังเอิญพ่อแม่เป็นลูกคนเดียว เลยไม่มีลุงป้าน้าอา’

‘เลิกกวนประสาทแล้วฟังฉัน’ เธอออกคำสั่งที่สำหรับคนของเธอแล้วมันน่าเกรงกลัวโดยไม่ต้องอะไรมา แต่สำหรับคนบ้าอย่างนายเปลว เขากลับขำ และราวกับว่ายอมรับฟังอย่างไม่จริงใจอย่างไรอย่างนั้น 

‘เอ้า! พูดมา’

‘ฉันรู้ว่าแกกับนังงูพิษร่วมมือกัน’

‘อู้ว! ฉลาดใช้เล่น’ เปลวทำหน้าทะเล้น ยั่วให้จินตปาตีอยากจะกระโดดกินหัวเขาเสียเดี๋ยวนั้นแต่เธอก็ข่มอารมณ์เอาไว้อย่างสุดความสามารถ 

‘แต่ฉันก็เข้าใจนะว่าแกมีเหตุผล และคิดว่าเหตุผลของแกก็อาจจะเพียงพอที่จะทำให้แกกลายเป็นคนดีขึ้นมานิดหนึ่งในสายตาของฉัน’

‘บังเอิญว่าฉันไม่แคร์’ เปลวยักไหล่ จินตปาตีอยากจะกรี๊ดแต่ก็นับหนึ่งถึงร้อยในใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป