บทที่ 3 A mad man
‘ฉันต้องการให้แกบอกความจริงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น อยากให้คุณพ่อรู้ว่านังงูพิษมันร้ายกาจอย่างไรบ้าง...จุดประสงค์หลักของฉันก็คือ อยากจะให้แกช่วยยืนยันว่าสิ่งที่ฉันจะพูดมันเป็นความจริง’ สีหน้าของเธอดูสลดลงเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต
แต่นายเปลวคนบ้ากลับหัวเราะอยู่นั่นแหละ
‘เมากาวหรือไงห้ะ ปัญญาอ่อน’ จินตปาตีด่าโดยไม่ออมเสียง
‘แม่ง! ปากแบบนี้มันน่าตบสั่งสอนนัก’ เปลวทำท่าฮึดฮัดจะเอาเรื่องแต่กลับไม่เห็นคนที่นั่งบนวีลแชร์จะสะทกสะเทิ้นอะไรสักนิดเพราะคงรู้ว่าเขาจะไม่ทำแบบนั้นจริงๆ
‘เรามันคนบาป เปลว ...และเราควรได้ไถ่บาปของตัวเองก่อนที่เราจะไม่มีโอกาส สิ่งที่ฉันจะขอให้แกทำมันจะช่วยพลิกชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งเลยก็ว่าได้’
ลึกๆ แล้วเธอมองออกว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ดูจากวันที่เธอประสบอุบัติเหตุตกบันได แทนที่เขาจะปล่อยให้เธอนอนรอความตายอยู่ตรงนั้น กลับกลายเป็นว่าสองแขนล่ำนั่นโอบอุ้มร่างโชกเลือดของเธอขึ้นมาและจะพาไปโรงพยาบาล
‘ชีวิตใครชีวิตมัน ฉันไม่อยากจะยุ่ง’ น้ำเสียงของเขาอ่อนลง มาดกวนหายไป แต่กลับรักษาจริตไว้ได้ด้วยการเชิดหน้าคอตั้ง
‘แต่แกยุ่งไปแล้ว และยุ่งมานานแล้วด้วย’
‘จินตปาตี เธอไม่รู้หรอกว่าในขณะที่เธอกำลังเป็นตัวอ่อนอยู่ในมดลูกของแม่เธอ ฉันเจออะไรมาบ้าง และในขณะที่เธอเอาเหวี่ยงวีนกรี๊ดกร๊าดมีชีวิตแบบเด็กเอาแต่ใจอยู่กับยายเธอที่กรุงเทพฉันต้องทนทุกข์ทรมานจากการกระทำของผู้หญิงที่เธอจะปกป้องมากสักแค่ไหน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ฉันทำลงไปทั้งหมดถือว่าเป็นอะไรที่สมเหตุสมผลแล้ว ส่วนพ่อของเธอจะเข้าใจอย่างไรนั้นก็สุดแล้วแต่เวรแต่กรรมที่พวกเขาทำร่วมกันมา’
‘นี่แกฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องใช่ไหม ไอ้หมาบูลด็อก’!!! จินตปาตีตะโกนเสียงเกรี้ยว รู้สึกเหมือนกำลังสีซอให้ตัวอะไรฟังอยู่ก็ไม่ปาน
‘หุบปากแล้วไสหัวไปจากบ้านฉันได้แล้วยัยเด็กผี’ เขาชี้นิ้วไล่โต้งๆ
‘ทำไม’ ใบหน้าสวยเชิดขึ้นอย่างดื้อรั้นและท้าทาย มุมปากสีชมพูอ่อนยกยิ้มเย้ยหยัน ‘กลัวว่าถ้าฉันอยู่นานๆ แล้วฉันจะรู้ว่าแกมันเป็นพวกขาดความรัก และชอบเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีการต่ำตมโสมมแบบนี้น่ะหรือ ให้ตายเถอะ! แกนี่มันพวกมีปมด้อย พวกขาดความรักความอบอุ่นจนต้องทำทุกอย่างเพื่อลบปมด้อยของตัวเอง’ เธอเหน็บแนมกระทบกระเทียบคนตัวโตเต็มที่
และโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเปลวก็ปราดเข้ามากระชากคอเสื้อจนก้นของเธอยกขึ้นจากเบาะวีลแชร์
‘พูดอีกทีซิ!!!’
เปลวตะคอกเสียงดังลั่น เสียงของเขาเหมือนพายุร้ายที่กำลังก่อตัวอยู่กลางทะเลมหาสมุทร แววตาดุดันที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนนั่นทำให้เธอกลัวเหลือเกินว่าเขาอาจจะฆ่าเธอให้ตายได้โดยไม่ลังเล
'พูดสิโว้ย!!!'
‘ฉะ...ฉัน’
จินตปาตีเสียงสั่น ยอมรับกับตัวเองว่าเธอกลัวเขามากเหลือเกิน เสียงลมหายใจรุนแรงของเขาบ่งบอกว่าอารมณ์เดือดจัดจนอาจจะเหนือการควบคุม วินาทีเดียวกันนั้นมือหนาที่เปรียบเสมือนเหล็กร้อนก็บีบกระพุ้งแก้มของเธออย่างแรงจนจะทะลุเข้ามาเสียให้ได้
เปลวบังคับให้เธอจ้องตาเขา เพลิงโทสะวูบไหวอยู่ในแววตาดุกร้าวแทบจะแผดเผาร่างของเธอให้แหลกเป็นจุณ
‘มองหน้าฉันให้ดีๆ มองให้ชัดๆ เต็มสองตา แล้วบอกซิว่าหน้าฉันเหมือนพ่อเธอหรือเปล่า’
จินตปาตีเงียบ อยากจะร้องไห้ออกมาเสียเดี๋ยวนั้นเพราะเปลวกำลังจะบอกกับเธอว่าเขาไม่ใช่พ่อแม่พี่น้องที่จะได้มอบความเมตตาให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเธอ
‘ฉันรู้ว่าแกไม่ได้เลวร้ายอะไร’
เธอพูดผ่านความกลัว เพราะเชื่อแบบนั้นจริงๆ จนกระทั่งมีบางสิ่งผ่านเข้ามาในแววตาของเปลว ก่อนที่ท่าทีกระด้างจัดของเขาจะอ่อนลงนิดหนึ่ง จึงรู้ว่าลึกๆ แล้วผู้ชายคนนี้โหยหาการยอมรับจากคนรอบข้างมากเพียงไร ถึงได้กล้าพูดต่อ
‘ฉันยังยืนยันคำเดิมอยู่นะเปลว’
เปลวเบ้ปากล้อเลียน เธอต้านไว้ด้วยความมุ่งมั่นที่ฉายชัดในแววตา
‘รู้อะไรไหมจินตปาตี ฉันน่ะมันเป็นคนมีปมด้อยมาตั้งแต่เด็ก...แล้วทิพย์ทิวาก็คือสิ่งเดียวที่จะทำให้ฉันผ่อนคลายจากความเคียดแค้น เป็นตุ๊กตากระเบื้องตัวโปรดที่ไม่ว่าจะถูกปาให้แตกอีกกี่ครั้งฉันก็จะเก็บขึ้นมาต่อใหม่เพราะจะได้ปาครั้งต่อไป เธอมาขอให้ฉันเลิกทำอะไรที่ชอบแบบนี้...มันง่ายไปหน่อยไหม’
เสียงเบาแต่แข็งกร้าวและดุดันที่พ่นใส่ใบหน้าของเธอพาให้จินตปาตีรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ
‘เธอจะเอาอะไรมาแลก’ เขาเค้นเสียงลอดไนฟันถามมาอีก
จินตปาตีกลืนน้ำลายลงคอ แต่เธอจะไม่มีวันยอมให้เปลวได้เห็นความอ่อนแอของเธอเป็นอันขาด
‘ฉันจะทำทุกอย่างที่แกต้องการ’
‘ทุกอย่างจริงๆ หรือ’ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาไหวระริกของคนตรงหน้า ความกลัวเกือบทำให้ถอดใจ แต่ไม่รู้ตอนนี้เอาความกล้าที่คิดถึงคราใดก็อยากจะยกย่องตัวเองเป็นไอดอลขึ้นมาครานั้นมาจากไหน
‘ใช่’ เธอตอบด้วยความมั่นใจ
เปลวระเบิดเสียงหัวเราะดังๆ ใส่หน้าเธออย่างไม่จำเป็น แต่นั่นทำให้เธอรู้ว่าตัวเองประเมินผู้ชายคนนี้ผิดไป เพราะเขาน่ากลัวมากกว่าที่เธอคิด
‘อันดับแรกเลยนะสาวน้อย’ เขาพูดหลังจากที่หัวเราะจนเหนื่อย ‘เรียกฉันว่าอาเปลว’
จินตปาตีเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยอารมณ์คั่งแค้นที่คุกรุ่น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะความผาสุกของทิพย์ทิวาผู้ซึ่งยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อเธอมามากพอแล้วมันกลับสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
‘อาเปลว!’
เปลวรู้ว่านั่นไม่ใช่ความจริงใจของเด็กสาวสักนิด แต่เขากลับมีความสุขที่ตอนนี้ตัวเองมีอำนาจเหนือกว่ายัยเด็กปากสวะคนนี้...แล้วจินตปาตีจะได้รู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่เธอจะมาลบหลู่ได้ง่ายๆ
‘ดีมากคนเก่งของอา แบบนี้ต้องให้รางวัล’
โดยไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งตัว ริมฝีปากร้อนระอุก็ฉกวูบลงมาบดเคล้าเรียวปากบางๆ ของเธออย่างรุนแรง สัมผัสหยาบกระด้างกักขฬะปราศจากความวาบหวามรัญจวนไม่ต่างจากจูบแรกที่เขามอบให้เธอตอนอายุสิบห้า ซ้ำร้ายยังความร้อนแรงของจุมพิตร้ายยังสร้างความเจ็บปวดอย่างไม่ผ่อนปรนจนเธอแทบจะทนความเจ็บปวดร้าวระบมไม่ไหว และในที่สุดปลายลิ้นของเธอจึงได้สัมผัสถึงรสเค็มเฝื่อนของเลือดสดๆ
นั่นแหละเขาถึงจะพอใจแล้วผละออก
สายตาสาแก่ใจจดจ้องใบหน้าหวานที่บิดเบ้ด้วยความเจ็บปวดและจะร้องไห้แหล่ไม่แหล่ แต่จินตปาตีก็เก่งนักที่ไม่ร้องสักแอะ ดวงตาที่ฉายแววชิงชังอย่างชัดเจนจ้องมองคนตรงหน้าซึ่งใช้นิ้วโป้งป้ายเลือดออกจากริมฝีปากและจ้องมันราวกับเป็นของรางวัลชิ้นใหญ่จากการกระทำโสมมของตัวเองก่อนจะสั่ง
‘ฉันรับข้อเสนอของเธอ...และทันทีที่เธอกลับมาเดินได้ เธอจะต้องมาทำหน้าที่เป็นตุ๊กตากระเบื้องเวอร์ชันพิเศษให้ฉัน ขอบอกเลยว่าเธอได้รับเกียรติอย่างยิ่ง เพราะไม่เคยมีใครได้ทำหน้าที่นี้มาก่อน เด็กน้อย’
วันนั้นเธอกับเปลวตามไปหาสินธุ์ที่โรงพยาบาล และเปลวก็ทำตามที่เขาบอกเอาไว้ทุกอย่างไม่ผิดเพี้ยน จินตปาตีน้ำตาไหลพรากยามนึกถึงความใจเด็ดของตัวเองในครานั้น แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงของใครบางคนดังอยู่ข้างหลังไม่ห่างออกไปเท่าไหร่
“มาหาใครหรือครับคุณ”
เสียงนั้นทำให้เธอสะดุ้งและรีบเช็ดน้ำตาก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยของลุงทองก้อนทำให้เธอรู้ว่าอะไรๆ ที่นี่ยังคงเหมือนเดิม
“คุณหนูพีช” ทองก้อนตกใจเมื่อได้เห็นหน้าเธอชัดๆ จินตปาตีหน้านิ่วด้วยรู้สึกขัดใจกับปฏิกิริยานั้นขึ้นมาทันใด
“ขอตัวกลับก่อนนะคะ” พูดจบหญิงสาวก็ทำท่าจะเดินกลับไปทางเดิน
“เดี่ยวครับคุณหนู” ทองก้อนเดินตามไปติดๆ จินตปาตีจึงหยุดเดินเพราะไม่อยากทรมานคนแก่ “คุณเปลวรู้หรือยังครับว่าคุณหนูกลับมาแล้ว”
“อย่าบอกเขานะคะ” เธอสั่งเสียงเรียบ ไม่มีอาการร้อนรนให้เห็น หากก็คิดว่าตัวเองไม่น่าเข้ามาในบ้านของเขาเลย ทุกอย่างมันอาจจะยากขึ้น
“แต่...”
“พีชจะเป็นคนบอกเขาเอง” พูดตัดบทแล้วก็เดินจากไป ท้องก้อนมองตามเรือนร่างยั่วยวนที่ไม่สามารถทำอะไรคนที่จำศีลตั้งแต่ภรรยาเสียชีวิตอย่างเขาได้ด้วยคามเป็นกังวล
เมื่อหลายปีก่อนเปลวแทบเป็นบ้าเป็นหลังเพราะการจากไปของจินตปาตี ทองก้อนรู้ว่ายากเพียงไรกว่าเขาจะผ่านช่วงเวลานั้นมาได้และตอนนี้เธอกลับมาในวันที่เปลวกำลังมีครอบครัวที่น่ารัก ดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเจ้านายเขาเสียเท่าไหร่ และไม่ว่าจินตปาตีจะมาดีหรือร้าย ทองก้อนก็จะต้องบอกให้เปลวรู้
แต่ชายชรากลับติดต่อเปลวไม่ได้ เขากระวนกระวายอยู่พักใหญ่จนจนหนทาง จึงได้แต่คิดว่านี่อาจจะเป็นสิ่งที่ฟ้าลิขิตเอาไว้แล้ว
บอกตัวเองว่าไม่ให้ร้องไห้ แต่ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่ร่างบางซึ่งนั่งนิ่งอยู่บนเตียงภายในห้องได้ปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมา กระนั้นทั้งห้องก็เงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้นของลมหายใจ ราวคุ้นชินกับการควบคุมความน่าสมเพชนั่นไว้มาเป็นเวลาเนิ่นนาน
ดวงตาโศกเศร้าปนคลั่งแค้นอันขัดกับอิริยาบถนิ่งสงบมองทอดตรงไปยังหน้าต่างเรือนไทยห้อยอุบะมะลิกลิ่นหอมฟุ้งที่ไม่ได้ช่วยผ่อนคลายโทสะในใจของเธอได้เลย
เพราะไม่ว่าจะมองไปซอกมุมไหนของห้องนี้ จินตปาตีก็จะเห็นแต่ภาพของเปลว สมองก็คิดถึงแต่เรื่องอดีตที่ไม่คิดว่าควรจะต้องเสียน้ำตาให้กับมันอีก
หลังจากที่ทั้งสองตกลงกันเรียบร้อย ต่างฝ่ายต่างก็ต้องทำตามสัจจะของตัวเอง จินตปาตียอมเรียกเปลวว่าอา และหาคำตอบว่า ‘ตุ๊กตากระเบื้องเวอร์ชันพิเศษ’ ที่เขาหมายถึงมันคืออะไร กระทั่งในคืนหนึ่งขณะฝึกเดินโดยใช้อุปกรณ์ช่วยอันได้แก่ราวจับ เธอก็ได้ยินเสียงกุกกักที่หน้าต่างห้องนอน
ด้วยความเคยชินเพราะมีการ์ดรักษาความปลอดภัยรอบบ้านเธอจึงเปิดหน้าต่างแบบไม่ได้คิดถึงอันตรายที่ตามมา แล้วก็ต้องตกใจเมื่อนายเปลวคนบ้าโผล่หน้ามาให้เห็น ซึ่งไม่ทันที่เธอจะได้ตัวก็ถูกมือหน้าปิดปากเสียสนิท ก่อนที่ร่างใหญ่จะกระโดดข้ามหน้าต่างเข้ามาในห้องของเธอได้
‘โอ๊ย!’ เปลวคำรามร้องในลำคอด้วยความเจ็บปวดเมื่อพลาดท่าถูกจินตปาตีกัดมือ ทำให้เจ้าของร่างอิ่มหลุดจากวงแขนกว้าง
‘ช่ว-’
‘ถ้าเธอร้องฉันจะฆ่าเธอ’
เปลวโผเข้าไปปิดปากเธอก่อนจะทันได้ร้องเสียงดังและพาลจะทำให้เขาถูกการ์ดของสินธุ์รุมกระทืบ คนถูกขู่พยักหน้าเชื่อฟังเปลวจึงยอมปล่อยมือจากหลังชั่งใจอยู่เสี้ยวนาที
แต่มีหรือที่จินตปาตีจะยอมเชื่อฟัง นายเปลวคนบ้าเข้ามาในห้องของเธอยามวิกาลแบบนี้จะต้องประสงค์ร้ายเป็นแน่ เธอยังไม่อยากจะกลายเป็นศพหรอกน่า
และในนาทีที่เธอกำลังจะอ้าปากกรีดร้อง เปลวก็ทำสิ่งไม่คาดคิด เขาใช้สองมือจับใบหน้าเธอแล้วดึงเข้าไปพร้อมกับฉกจูบลงมา ริมฝีปากบอบบางถูกครอบครองและลิ้นร้อนจาบจ้วงล้วงลึกเข้ามาควานในช่องปาก กระแสวาบหวามลามโลมเรือนกายขาวผ่องจนเกิดความรู้สึกปวดมวนในท้องแบบแปลกๆ และพอเขาคลายจูบก็ยังต้องเกิดความรู้สึกมึนเมาจนทำอะไรไม่ถูก
‘ถ้าซื้อหวยคงถูก เธอมันยัยเด็กร้ายกาจ ไว้ใจไม่ได้’ เปลวเยาะ ดูสาแก่ใจเหลือเกินที่ได้ฉวยโอกาสกับคนอย่างเธอ
จินตปาตีผลักร่างเจ้าของลมหายใจร้อนระอุที่เจอกลิ่นแอลกอฮอล์นั้นออกดวงหน้าใสกระจ่างงอง้ำขณะมองจ้องด้วยสายตาที่แทบจะฉีกร่างใหญ่ออกเป็นชิ้นๆ
‘แกจะฆ่าฉันงั้นหรือ’ ถามเสียงเข้ม
เปลวยกยิ้มน้อยๆ รู้สึกทึ่งในตัวของคนตรงหน้าที่ซ่อนความหวาดกลัวเอาไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็นแข็งกร้าวได้อย่างมิดชิด
‘ไม่หรอกน่าคนดีของอา’ เดินเข้าไปใกล้เธออีกนิด จินตปาตีรีบถอยหนี แต่กลับถูกคว้าเอวคอดเอาไว้เพราะคนที่เพิ่งจะหัดเดินอย่างเธอนั้นสู้ความปราดเปรียวเขาของเขาไม่ได้
‘เปลว...’ จินตปาตีเบี่ยงหลบใบหน้าที่ซุกไซ้ซอกคอของเธอจากทางด้านหลัง กลิ่นแอลกอฮอล์รุนแรงขึ้นจนต้องกลั้นหายใจ แน่แล้วว่าเขาจะต้องเมา...และอาจจะเมามากด้วย
‘ฉันคิดดูแล้วนะ บางทีเธออาจจะไม่เข้าใจคำว่าตุ๊กตากระเบื้องเวอร์ชันพิเศษ ไม่อย่างนั้นทุกวันนี้เธอคงไม่ออกไปเที่ยวเล่นสนิทสนมกับหลานชายนายก อบต.หรอกจริงไหม’ เขาหมายถึงชนาธิปเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอนั่นเอง
‘เรื่องเพื่อนของฉันมันเกี่ยวอะไรกับแก’ จินตปาตีถามพลางสะบัดดิ้น
‘เกี่ยวแน่เพราะมันเป็นผู้ชาย’
‘เฮอะ’ คนตัวเล็กพ่นลมหายใจออกมาพร้อมรอยยิ้มเยาะหยันที่ไม่แน่ใจว่าเขาจะสังเกตเห็นหรือไม่ ‘อย่าบอกนะว่าหึง ประสาท!’
‘มีใครบ้างจะอยู่เฉยเมื่อเห็นว่าที่เมียไปก้อร่อก้อติกกับผู้ชายคนอื่น’
‘อะไรนะ?!’ จินตปาตีคิดว่าตัวเองต้องหูฝาดไปแน่ๆ หรือไม่อย่างนั้นเขาก็คงเพี้ยนไป ‘ไอ้บ้า พูดอะไรออกมารู้ตัวบ้างไหมห้ะ’
‘ฉันรู้ตัวและต้องการแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้วสาวน้อย แต่เธอเองต่างหากที่ไม่เข้าใจ ถึงได้ชอบออกไปไหนมาไหนกับเด็กบอมนั่น บอกไว้ก่อนเลยนะว่าอะไรที่เป็นของฉันคนอื่นก็อย่าหวังจะได้แตะต้อง’
‘ที่บอกจะยอมแกทุกอย่างน่ะใช่ แต่ไม่ใช่แบบนี้ ฉันจะไม่ยอมมีความสัมพันธ์กับคนบ้าอย่างแกแน่ๆ’ แม้จะกลัวเท่าไหร่แต่เธอก็ยืนยันเจตนาของตัวเองอย่างชัดเจนอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเขาเหวี่ยงลงเตียงอย่างแรงเธอจึงหวีดร้องด้วยความตกใจ แต่คนตัวใหญ่ก็ตามลงมาปิดปากเธอเสียแน่นสนิท
‘อื้อ อืออื้อ’ เสียงร้องอู้อี้ฟังไม่เป็นภาษาทำให้เปลวหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ และที่เขาชอบมากกว่านั้นก็คือการได้ใช้ร่างกายกอดรัดแนบเนื้อกับร่างเล็กที่ถูกเหวี่ยงลงบนที่นอน
‘เนื้อก็นุ่ม นมก็ใหญ่ แบบนี้ถึงจะอยากได้เมียไม่อยากได้ลูกแต่ฉันก็คงอดใจไม่ไหวหรอกสาวน้อย’
สิ้นคำพูดของเขาเธอก็ดั้นรนเต็มที่ แต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งถูกรัดและยิ่งแนบสนิทไปกับแผ่นอกกำยำของเปลวมากขึ้น แต่นาทีนั้นเองที่คุณยายของเธอเข้ามาเคาะประตูห้อง
‘พีชหนูกรี๊ดอะไร เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า หรือว่าขโมย’
จินตปาตีรู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เธออยากจะตะโกนบอกยายว่ามีไอ้บ้าข้างบ้านมันบุกขึ้นมาจะทำมิดีมิร้าย แต่ก็ติดที่ว่ามือของมันยังปิดปากเธออยู่แบบนี้ ไม่พอเท่านั้นยังข่มขู่เธออีกต่างหาก
‘ถ้าฉันถูกจับได้ ข้อตกลงของเราก็เป็นอันโมฆะ อย่างมากฉันก็เข้าไปนอนคุกไม่กี่คืน ส่วนเรื่องคดีความ ทนายของฉันก็คงช่วยเหลือได้ไม่ยาก และหลังจากนั้นฉันก็จะกลับไปหาทิพย์ทิวา...คงไม่ต้องบอกนะว่าจะเกิดอะไรขึ้น เห็นแล้วใช่ไหมว่าที่ผ่านมาฉันทำอะไรผู้หญิงคนนั้นได้บ้าง’ เขาหัวเราะเสียงต่ำอย่างพึงพอใจ
จินตปาตีจ้องใบหน้าหล่อเหลาที่น่าเกลียดที่สุดในความคิดของเธอราวกับจะฆ่าฟันให้ตายด้วยสายตา หากกลับไม่ได้ทำให้คนตรงหน้าสะทกสะเทิ้นแม้สักนิด
เสียงฝีเท้าของคุณยายเดินกลับไป ท่านก็เหมือนเธอที่เคยชินกับความปลอดภัยจนไม่เอะใจถึงอันตรายที่อยู่ใกล้ตัว และท่านก็ไม่เคยรบกวนเธอตอนกลางคืนเลยสักครั้งเว้นเสียแต่เธอจะขอความช่วยเหลือท่านไป ครั้งนี้ท่านก็คงคิดว่าเธอละเมออีกตามเคย และอาจเป็นเพราะประตูถูกล็อกด้วยกลอนไม่ใช่ลูกบิดเปลวเลยไม่แสดงอาการลนลานเลยแม้แต่น้อย
‘อยากให้ฉันปล่อยใช่ไหม’
จินตปาตีพยักหน้าอย่างช้าๆ เปลวเลยยอมปล่อยมือออกจากปากเธอ แต่แทนที่เธอจะได้ตะโกนตอบคุณยายเขากลับฉกวูบลงมาบดเคล้าริมฝีปากอย่างดูดดื่ม เขาทั้งตัวใหญ่ กำยำและดุดันจนร่างกายน้อยๆ นี้แทบจะจมลงไปกับฟูกเตียง
แรกทีเดียวจินตปาตีดิ้นรน แต่ในที่สุดคนที่ไม่ประสีประสาเรื่องอย่างว่าก็ต้องพ่ายแพ้ต่อฤทธิ์เสน่หาของผู้ชายอย่างเปลว สมองอันตื้อตันของเธอบอกว่าเรื่องนี้มันไม่ถูกต้อง แต่ร่างกายใยตอบสนองเขาอย่างน่าอับอาย
เปลวมอมเมาเธอด้วยรสจูบร้อนแรงและฝ่ามือที่โลมไล้ไปทั่วกาย ก่อนมอบสัมผัสลึกล้ำซ่านเสียวที่พุ่มไหมด้วยปลายนิ้วเรียว ความรู้สึกที่เธอไม่เคยรู้จักแผ่ซ่านไปทั่วกายสาวซึ่งสั่นสะท้านและเครียดเกร็งจนแทบจะระเบิด แต่ก่อนจะถึงจุดนั้นเขากลับชะงักเสียดื้อๆ
‘เปลว...’ ลมหายใจของจินตปาตีสะดุด แววตาเว้าวอน ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะเป็นคนแบบนี้
‘ถ้าจะหยุดก็ได้นะ’ เขาพูดเสียงกระเส่า ดวงตาอาลัยอาวรณ์ความสวยงามของเรือนกายบนเตียง
จินตปาตีส่ายหน้า มิอาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป แม้ภายนอกจินตปาตีจะดูแรงและร้ายกาจแค่ไหน แต่เธอก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบแปดที่ไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้กับผู้ชายคนไหนมาก่อน ส่วนเปลวเขาโชกโชน ไม่ยากเลยที่จะทำให้ร่างเล็กโอนอ่อนผ่อนตามและสามารถรุกล้ำปราการด่านสุดท้ายได้อย่างง่ายดาย
‘โอ้ย!!!’
ความเจ็บปวดที่แล่นปราดจากกลางลำตัวทำให้เจ้าของร่างขาวโพลนหลุดจาดอารมณ์วาบหวามและรับรู้ว่าเปลวฉวยโอกาสชำแรกแทรกผ่านพรหมจรรย์ของเธอเข้ามาได้เสียแล้ว
‘เปลว! ไอ้คนบ้า ฮือๆๆๆ’
กำปั้นเล็กๆ ทุบแผ่นหลังของคนชั่วช้าแรงๆ แต่ดูเขาจะไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิดเดียว เธออยากจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่สภาพตัวเองตอนนี้มันดูไม่ได้เลยจริงๆ เพราะกระโปรงชุดนอนของเธอถูกเลิกขึ้นและกำลังถูกเปลวเข้ามาจับจองในพื้นที่ลับโดยที่ยังไม่พร้อมเลยสักนิดทำให้ขยับแม้เพียงนิดเดียวก็ได้รู้สึกถึงความร้าวรานเจียนจะขาดใจเสียให้ได้
‘ยะ...อย่าเพิ่งขยับ ฮือๆๆ’
ร้องไห้เสียงสะอื้นและไม่กล้าดิ้นเพราะยิ่งดิ้นเท่าไหร่เขาก็ยิ่งตอบโต้กลับมาด้วยความรุนแรงมากเท่านั้นอีกอย่างเธอก็เหนื่อย และคิดว่าคงจะไม่มีอะไรหยุดเขาได้อีกแล้วถึงได้ปล่อยให้เลยตามเลย ซึ่งมันทำให้เขาพอใจ
‘ฉันรู้ว่าต้องทำยังไงเด็กดีของฉัน’ กระซิบด้วยสุ้มเสียงนุ่มลึก เขาไม่ได้กำลังอวดเก่งแต่เขาพยายามทำให้เธอเชื่อใจ หากร่างเล็กก็บิดไปมาอยู่ใต้ร่างหนาเพราะต้านทานไม่ไหวและรู้สึกเจียนจะขาดใจ
‘ฉันจะเล่นกลให้หนูดู’ น้ำเสียงของเปลวไม่มีความทุกข์ร้อน
ผิดกับดวงตาหวานที่ไหวระริกด้วยความหวาดกลัว แต่สัมผัสอ่อนโยนจากฝ่ามือหนาที่เลื่อนขึ้นมาเกลี่ยไล้เส้นผมบวกกับรอยยิ้มหวานละมุนที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมันทำให้จินตปาตีราวกับถูกมนตร์สะกด
‘ยะ...ยังไง’ เธอเป็นเด็กช่างสงสัยและอยากรู้จนบางทีก็ลืมความจริงที่ว่าไม่เธอไม่ควรให้ยินยอมให้เปลวเป็นมากกว่าเจ้าของจูบแรกของเธอ
‘อย่าเกร็ง’
‘แต่เจ็บ’ เธอพูดเสียงอ่อน ก่อนจะได้เห็นรอยยิ้มเอ็นดู
‘แน่นอนหนูพีช อาเป็นคนแรกของหนู’ พูดเบาๆ ด้วยความภูมิใจ
‘อย่าเรียกแบบนี้ได้ไหมมันขัดหู’ เสียงที่ตอบไปก็เบาไม่แพ้กัน เปลวจึงส่ายหน้ายิ้มๆ
‘เรียกเมียดีไหมล่ะ’
พูดพร้อมกับเริ่มขยับตัวอย่างช้าๆ ก่อนจะคว้ามือนุ่มมาทาบไว้ที่หน้าอก สายตาที่เขามองมาแทบจะหลอมละลายเธอเสียให้ได้
‘ฮือ...’ จินตปาตีส่ายหน้าร้องไห้ เธอไม่เคยคิดเลยว่านาทีนี้ตัวเองจะต้องตกเป็นเมียของคนที่เกลียดนักหนา จนได้เห็นแววตาอ้อนวอนอย่างจริงจังของเขา
‘เป็นเมียอานะ’
‘แต่--’ พูดยังไม่ทันจบ ถ้อยคำทั้งหมดก็ถูกกลืนเข้าไปในลำคอพร้อมๆ กับที่เรียวปากบวมเจ่อถูกครอบครองอีกครั้ง ความหวามหวานแผ่ซ่านซาบซ่านและซึมแทรกเข้าไปในหัวใจสาวน้อย ความรู้สึกหลากหลายตีรันฟันแทงกันอย่างหนักหน่วงอยู่ในความรู้สึกของจินตปาตี
เธอเกลียดเปลว...แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสุขเพียงไหนกับสัมผัสลึกล้ำที่เขามอบให้ และทั้งที่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกข่มขืน ทว่ากลับตอบสนองทุกจังหวะรักและเรียกร้องหาราวกับผู้หญิงไร้ยางอาย
‘ไม่!’ จินตปาตีสะบัดหน้าหนีจูบร้ายกาจแล้วพูดออกเสียงแข็ง ‘ฉันเกลียดแก! ฉันไม่ได้รักแก’
‘จินตปาตี’ เปลวพูดชื่อเธอ
ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเธอเห็นอะไรในแววตาคู่นั้น มันวูบเข้ามาแวบหนึ่ง คล้ายจะเป็นความผิดหวังหรือเสียใจ หากเสี้ยวนาทีต่อจากนั้นเปลวคนเดิมก็กลับคืนมา
‘คำว่าเกลียดไม่ใช่คำที่สร้างสรรค์เท่าไหร่นักเด็กน้อย!’ อย่างน้อยก็สำหรับเขา
ร่างใหญ่โถมเข้ามาชนิดไม่ออมแรง แววตาอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นกราดเกรี้ยว จินตปาตีเจ็บปวดแทบขาดใจแต่ก็ไม่ต้องการให้ใครเข้ามาเห็นตัวเองในสภาพนี้ และไม่อยากให้ใครรู้ด้วยว่ามันเกิดอะไรขึ้นจึงกัดริมฝีปากเก็บเสียงกรีดร้องเอาไว้
จินตปาตีสะบัดไปมาอย่างทุรนทุราย น้ำตาเปรอะเปื้อนไปหมดแต่คนตัวใหญ่ก็หาได้หยุดยั้ง เขาโถมกายเข้ามาชนิดไม่ออมแรงครั้งแล้วครั้งเล่า
เด็กสาวภาวนาให้ค่ำคืนโหดร้ายนี้ผ่านไปเสียเธอเพราะเธอไม่รู้เลยว่าจะทนรองรับอารมณ์ดิบเถื่อนและความหยาบกระด้างของเปลวไปได้อีกนานสักแค่ไหน บางทีอาจจะต้องแหลกสลายอย่างใต้ร่างผู้ชายคนนี้ก็เป็นได้ เธอจึงได้แต่สะอื้นไห้และอยู่นิ่งๆ อย่างยอมรับชะตากรรมและปล่อยให้อสูรร้ายทำอะไรกับร่างกายของเธอก็ได้ตามอำเภอใจจนกระทั่งเขาเดินทางสู่จุดหมายและปลดปล่อยร่างบอบช้ำให้เป็นอิสระ
การเดินทางของเปลวเปรียบเสมือนคลื่นยักษ์ที่ถาโถมทำลายทุกอย่างบนผืนแผ่นดินจนราบเป็นหน้ากลอง เหลือไว้แต่เพียงความเจ็บปวด รอยช้ำและคราบน้ำตาให้เธอดูต่างหน้า ทั้งห้องจึงมีแต่เพียงเสียงสะอื้นจากร่างเล็กที่เสื้อผ้าอาภรณ์หมิ่นเหม่
‘อาขอโทษ’
คำนี้หลุดออกมาจากปากของเปลว แน่นอนว่าเธอแปลกใจเพราะไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
‘อาจะรับผิดชอบทุกอย่าง’
‘ฉันไม่ได้ต้องการความรับผิดชอบ’ จินตปาตีไม่คิดจะหันไปมองหน้าคนที่แต่งกายเรียบร้อยแล้วเตรียมจะกลับบ้านอย่างเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
‘ได้ยังเล่าเด็กน้อย’
ที่นอนข้างตัวหญิงสาวยวบลงอีกครั้งเพราะร่างใหญ่ขยับเข้ามาโอบกอดปลอบโยน ความอบอุ่นจากอ้อมแขนแกร่งพาให้หัวใจบอบช้ำรู้สึกดีขึ้น
‘หนูเสียหายนะ’
‘สิ่งที่เสียไปแล้วมันเรียกกลับคืนมาไม่ได้หรอก’ เธอตอบออกไปทั้งน้ำตา และไม่คิดมาก่อนว่าจะควบคุมตัวเองได้ดีขนาดนี้ทั้งที่อยากจะฆ่าเปลวเหลือเกิน
‘แต่เราทำให้มันดีขึ้นกว่าเดิมได้นี่นา’
ก็ไม่รู้ว่าทำไมเปลวถึงได้พูดแบบนั้น เขาทำเหมือนกับว่าที่ผ่านมาไม่เคยเกลียดกันเลยอย่างนั้นแหละ แต่สำหรับเธอมันคงยากที่จะทำให้ได้แบบเขา
‘มันจะดีกว่าเดิมมากถ้าฉันรีบออกไปซื้อยาคุมมากิน’ แค่ปล่อยให้ศัตรูคู่แค้นมาทำแบบนี้กับตัวเองได้ก็ว่าแย่มากพอแล้วหากเกิดท้องขึ้นมาอีกเรื่องมันคงยุ่งกันไปใหญ่ โดยเฉพาะบิดาของเธอที่จะรับเรื่องนี้ไม่ได้
หากอีกใจหนึ่งจินตปาตีก็ยังถามตัวเองว่ารู้สึกกับเปลวแค่ศัตรูจริงหรือไม่...เหตุใดถึงได้ยอมให้เขาทำกับตัวเองได้ถึงขนาดนี้ หรือมันจะมีซอกหลืบไหนของหัวใจที่เจ้าของจูบแรกของเธอคนนี้ได้เข้าไปจับจอง
‘ไม่อยากท้องกับอาจริงๆ หรือ’
‘อย่ามาถามคำถามปัญญาอ่อนแบบนี้กับฉันอีก’
จินตปาตีเค้นเสียงลอดไรฟันพร้อมขยับตัวออกจากอ้อมกอด แล้วหันไปผลักร่างใหญ่เกือบจะตกเตียง ‘ฉันจะไม่มีทางให้มันเกิดมา หรือถ้ามันเกิดมาจริงๆ ฉันก็จะฆ่ามันซะ’
แทนที่จะโกรธเขากลับเบ้หน้าล้อเลียน ยิ่งทำให้เธออยากจะข่วนหน้าเขาเสียเดี๋ยวนั้น
‘เอาเป็นว่าอาจะไปซื้อยาคุมมาให้หนูกิน เห็นทีวันนี้จะต้องพึ่งแบบฉุกเฉินซะแล้ว’
‘ไม่ต้องลำบาก ฉันทำเองได้’
‘มันไม่ได้ลำบากเลยคนดี’ พูดจบเขาก็ปราดเข้ามากระชากร่างของเธอเข้าไปกอด คราวนี้รัดแน่นและสร้างความรู้สึกซาบซ่านมากกว่าเดิม
‘เมื่อคืนอาอาจจะทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ ไว้อาจะมาแก้ตัววันหลังนะสาวน้อย’
‘ยังจะกล้าทำกับคนพิการอีกอย่างนั้นหรือ’ ถามไปน้ำตาไหลไป
‘เห็นๆ อยู่ว่าหนูเดินได้แล้ว’
เขาทำหน้าทะเล้น ก่อนจะแนบริมฝีปากกับพวงแกมใสจนมันแดงเรื่อ มือของเขาประคองพวงแก้มนุ่มอย่างทะนุถนอม คนตัวเล็กชาไปทั้งร่างถึงกับพูดไม่ออก เวลานี้เขาอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นคนละคน แสดงออกด้านที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
‘หนูเป็นเมียอาแล้วนะ หวังว่าช่วงเวลาต่อจากนี้มันจะดีกว่าที่เคยเป็น’
‘แต่เปลว-’
พูดยังไม่ทันจบก็ถูกจูบอย่างดูดดื่ม เธอดื่มด่ำความหวานจากเรียวปากร้อนผ่าวอย่างไม่รู้สึกอิ่มหนำ ลมหายใจของเธอสะดุดลงทันทีเมื่อเขาคลายจูบทั้งยังเอนตามเขาราวกับเป็นยอดพืชที่เอนเขาหาแสงแดด
‘พักผ่อนเยอะๆ นะคะ เตรียมพร้อมให้อาแก้ตัว’
เปลวรีบกลับออกไปทางเดิมที่เข้ามา ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกซาบซ่านที่แผ่อยู่เต็มหัวใจดวงน้อยทั้งที่เธอควรจะสาปแช่งคนที่ข่มเหงร่างกายและจิตใจของตัวเอง
