บทที่ 4 ผู้ชายอย่างเขากับผู้หญิงอย่างเธอ

หลังจากเหตุการณ์นั้นเปลวก็เปลี่ยนเป็นคนละคน อสูรร้ายกลายร่างเป็นเทพบุตร แม้ในช่วงแรกๆ เธอจะยังต่อต้าน แต่ทุกการกระทำของเขาทำให้หัวใจที่เคยแข็งแรงของจินตปาตีเริ่มหลอมละลายทีละนิด ความรู้สึกดีเข้ามาแทนความเกลียดชังแล้วกลายเป็นความสัมพันธ์ลับๆ สรรพนามที่เรียกเขาเปลี่ยนไป คำว่า ‘อาเปลว’ ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจมิใช่ถูกบังคับ และเธอเกือบจะเรียกความรู้สึกนั้นความรักหากไม่เกิดเหตุการณ์แผดเผาหัวใจขึ้นเสียก่อน 

ก๊อกๆๆ 

เสียงเคาะประตูทำให้จินตปาตีส่ายศีรษะเร็วๆ เพื่อให้สลัดความคิดเพ้อเจ้อถึงเรื่องอดีตนั้นหลุดออกไปจากสมองพร้อมๆ กับได้รับรู้ว่าตัวเองนั่งเหม่อมาทั้งคืนจนตอนนี้ได้เห็นแสงแรกของวันแล้วจึงได้รีบเดินไปเปิดประตู 

“คุณทับทิม” เธอยิ้มให้คนที่มีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงหลังเปิดประตูแล้ว แต่กลับได้เห็นคิ้วสวยของอีกฝ่ายขมวดเข้าหากัน 

“หนูพีชทำไมตาบวมแบบนี้คะ เมื่อคืนร้องไห้ทั้งคืนใช่ไหม” 

“ฉันเพิ่งเสียยายไป ให้เวลาฉันหน่อยนะคะ” เธอหลบสายตา จะบอกทิพย์ทิวาได้อย่างไรเล่าว่าเมื่อคืนเธอคิดถึงเรื่องเปลวจนเกือบเช้าและพอจะข่มตาให้หลับก็ฝันร้ายจนไม่กล้าหลับตา 

“แล้วนี่ได้นอนบ้างหรือเปล่าคะ” ทิพย์ทิวาถามอีก คนถูกถามเลยส่ายหน้าพาให้อีกฝ่ายมีสีหน้าเป็นกังวล

“ไม่ต้องห่วงฉันหรอกค่ะ” รีบออกตัว อยากเปลี่ยนเรื่องคุยเต็มแก่

“ดิฉันว่าจะมาชวนคุณหนูพีชไปทำบุญครบรอบวันตายของพี่ทิพย์ด้วยกัน เห็นหนูพีชถามถึงพี่เปลวเลยจะพาไปเจอเขาด้วยกันเลย แต่พอเห็นสภาพหนูแล้ว ให้หนูนอนพักดีกว่าค่ะ” 

“ไว้รอเจอเขาที่บ้านดีกว่าค่ะ” จินตปาตียิ้มเจื่อนๆ

ทิพย์ทิวาขมวดคิ้วมุ่นอย่างสงสัย “นี่ยังแปลกใจไม่หายเลยนะคะ ไม่คิดว่าทั้งสองจะสนิทสนมกัน” 

“ยังมีอีกหลายเรื่องที่คุณทับทิมไม่รู้ค่ะ” จินตปาตีพูดด้วยรอยยิ้มซึ่งขัดกับแววตาที่แข็งกร้าวขึ้นอย่างไม่รู้ตัว “อย่าบอกเขานะคะว่าฉันรอเจอ...ฉันอยากทำให้เขาแปลกใจ” 

“อ๋อ ค่ะ” ทิพย์ทิวายิ้มแห้งๆ ก่อนจะเดินจากไป โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองได้ทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ เพราะว่าพี่ทิพย์ หรือแพทย์หญิงหทัยทิพย์พี่สาวของหล่อนนั้นทำให้น้ำตาของจินตปาตีไหลนองอีกครั้ง 

วันครบรอบวันตายของหทัยทิพย์เปรียบเสมือนวันพบญาติเนื่องจากทุกคนได้มาเจอกันพร้อมหน้าพร้อมตา โดยเฉพาะปีนี้ที่แม่เลี้ยงเมลาดาพาครอบครัวมาร่วมในโอกาสนี้ด้วยเนื่องจากสมัยก่อนแพทย์ผู้ล่วงลับเคยรักษาเพื่อนสนิทผู้ที่กลายเป็นลูกเขยของเธอไปแล้ว 

หลังจากทุกคนแยกย้ายกันแล้ว เปลวก็เลยไปยังถนนเลี่ยงเมืองเส้นหนึ่งซึ่งเป็นที่ที่อดีตคนรักของเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เขาไม่มีทางลืมคืนนั้นไปได้ รถของหทัยทิพย์ขับหนีรถของเขาซึ่งตอนนั้นตัวต้นเหตุอย่างทิพย์ทิวาก็นั่งอยู่ในรถด้วย ก่อนที่เขาจะเห็นรถเก๋งของเธอพุ่งชนต้นไม้ต้นนี้ต่อหน้าต่อตา เขาช็อกกับภาพที่เห็นและไม่คิดว่าเหตุการณ์แบบนี้มันจะเกิดขึ้นกับตัวเองอีก

ครั้งแรกคือมารดาเขาที่สละชีวิตตัวเองปกป้องเขาจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตอนนั้นเขาอายุสามขวบเห็นจะได้

ครั้งที่สองคือผู้หญิงที่เขารักตั้งใจขับรถชนต้นไม้เพื่อฆ่าตัวตาย แต่เขาไม่ได้สูญเสียเธอไปแค่คนเดียว 

ความจริงแล้วหทัยทิพย์เป็นคู่หมั้นของเปลวพี่ชายของเขาเอง แต่เขารักทิพย์มานานมากแล้วทว่าขัดเปลวไม่ได้เนื่องจากฝ่ายนั้นเป็นหลานรักของคุณย่าที่เกลียดเขาเพราะคิดว่าเขาเป็นคนที่ทำให้พ่อกับแม่ต้องตายเขาเลยต้องยอมเสียหทัยทิพย์ให้กับพี่ชายของตัวเอง กระนั้นก็แอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมาเนิ่นนานจนกระทั่งวันหนึ่งเธอบอกเขาว่าเธอท้อง

แน่นอนว่าเขาไม่มั่นใจว่าเด็กเป็นลูกใคร ทั้งที่ลึกๆ แล้วก็คิดว่าอาจจะเป็นลูกของพี่ชาย

เขาถามเธอว่าเป็นลูกเขาหรือลูกปราณ...แต่เธอก็เอาแต่ร้องไห้ ตัดพ้อว่าเขาไม่เชื่อใจ ป้ายสีว่าเขาไม่รัก ทำให้เขาฟิวส์ขาด ทั้งคู่มีปากเสียงกันอย่างรุนแรงและเปลวบันดาลโทสะทำร้ายร่างกายของหทัยทิพย์ทั้งที่สัญญากับเธอแล้วว่าเวลามีเรื่องอะไรจะพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง 

หทัยทิพย์เอ่ยปากตัดเยื่อขาดใยกับเขาและบอกว่าจะแต่งงานกับปราณให้เร็วที่สุด เขารักเธอมากและก็เกลียดเธอมากเช่นกันที่ทำร้ายหัวใจของผู้ชายอย่างเขาได้ลงคอ เปลวจึงไม่คิดจะตามไปงอนง้อ ปล่อยให้ทุกอย่างมันเลยตามเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เขาและเธอวางแผนที่จะหนีไปด้วยกันแม้ว่าจะมีงานแต่งงานของปราณพี่ชายของเขากับเธอเกิดขึ้นในอีกไม่นาน

ทิพย์ทิวาน้องสาวของหทัยทิพย์ก็รู้เรื่องความสัมพันธ์นี้รวมไปถึงเรื่องที่เขามีปัญหาทางจิต แต่เจ้าหล่อนคิดว่าเขาไม่มีทางรักษาหายกอปรกับเห็นพี่สาวมีรอยกลับบ้านบ่อยๆ และหล่อนก็เกลียดเขาอยู่แล้วเลยจัดฉากให้หทัยทิพย์ไปพบหล่อนกับเขาในร้านอาหารก่อนจะป่าวประกาศว่าเขากับหล่อนมีอะไรกันแล้ว และหล่อนรักเขามากจนหทัยทิพย์หัวใจสลายวิ่งออกจากร้านไป ก่อนจะตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองลงด้วยวิธีนี้ 

เขาเสียใจจนแทบบ้าแต่ก็ต้องเก็บความรู้สึกและความจริงทั้งหมดเอาไว้เพราะตอนนั้นหทัยทิพย์อยู่ในสถานะว่าที่พี่สะใภ้ เขาไม่ต้องการให้ทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขา หทัยทิพย์และทิพย์ทิวาเพราะมันจะทำให้ทุกคนที่เขารักเกลียดเขามากไปอีก เช่นเดียวกับทิพย์ทิวาที่ไม่กล้าพูดความจริงด้วยเหตุผลเดียวกัน

กระทั่งเรื่องราวเดินทางมาถึงจุดแตกหักเพราะทิพย์ทิวาเปิดโปงเขาต่อหน้าทุกคนในบ้านว่าเขาและหล่อนคือผู้อยู่เบื้องหลังการตายของหทัยทิพย์ ซึ่งทีแรกเขาจะพยายามปลงไม่โทษว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของใคร แต่พอเจ้าหล่อนทำแบบนั้นมันเหมือนจงใจทำให้ทุกคนที่เขารักเกลียดเขา

ความแค้นกลับมาสุมอยู่ในอกของเขาอีกครั้งและมันร้อนแรงยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า มันแผดเผาทิพย์ทิวาจนชีวิตของฝ่ายนั้นไม่สงบสุขมาโดยตลอด กระทั่งถึงจุดๆ หนึ่งที่เขาคิดได้ว่าไม่ควรจะมีใครเจ็บปวดเพราะเรื่องนี้อีกแล้ว เขาคิดจะหยุดแล้ว แต่เด็กผู้หญิงที่ชื่อจินตปาตีกลับโวยวายใส่เขาเสียใหญ่โต ด้วยความอยากจะเอาชนะเขาเลยเสนอให้จินตปาตีมาเป็นที่ระบายความแค้นแทนทิพย์ทิวา และเด็กคนนี้ก็บ่าจี้ยอมรับสถานะนั้นเสียด้วย 

แต่พริกขี้หนูยิ่งขยี้ก็ยิ่งเผ็ด ยิ่งเผ็ดยิ่งหยุดกินไม่ได้ และไม่น่าเชื่อว่าเด็กปากจัดโมโหร้ายคนนั้นทำให้ชีวิตอันจืดชืดของเขากลับมามีสีสันอีกครั้ง เธอมีมุมน่ารักน่าเอ็นดูที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่แน่นอนว่าผู้ชายคนอื่นๆ ก็ต้องอยากได้เธอเหมือนกัน โดยเฉพาะเด็กผู้ชายที่ชื่อชนาธิปเพื่อนของเธอที่เป็นต้นเหตุให้ต่อมหวงของเล่นของเขาทำงาน จากทีแรกที่แค่อยากแกล้ง กลายเป็นหึงหวง และก่อเกิดความผูกขึ้นมาอย่างช้าๆ จนเขาคิดจะสร้างครอบครัวกับเธอ 

จินตปาตีเข้ามาเปลี่ยนความคิดและเป้าหมายทั้งหมดในชีวิตเขา และในขณะเดียวกันเธอก็ทำลายความฝันและหัวใจของเขาเช่นกัน

“ฝนใกล้ตกแล้วกลับเถอะค่ะ” 

เสียงของรัศมิมาลย์ทำให้เปลวสะดุ้ง แหงนหน้ามองท้องฟ้าที่มืดครึ้มก่อนจะก้าวเข้าไปวางพวงมาลัยที่โคนต้นไม้ กระนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่ามีคนแอบมองอยู่ไม่ไกล เป็นแบบนี้อีกแล้ว 

“อะไรคะ” 

“ผมรู้สึกเหมือนมีคนกำลังมองเราอยู่” 

“ไม่มีหรอกค่ะ” รัศมิมาลย์รีบแย้งพลางมองไปรอบๆ ซึ่งเธอก็ไม่เห็นใครและมั่นใจว่าคนของเธอจะไม่ทำแบบนั้นอีก จะมีก็แต่รถที่สัญจรไปมา แต่ท่าทางของคนเป็นสามีเปลี่ยนเป็นร้อนรน 

“คุณลงมาข้างล่างแล้วน้องปุณณ์อยู่กับใคร” 

“ไหมอยู่ในรถตู้กับปุณณ์ไงคะ” เธอพยักพเยิดไปที่รถตู้ซึ่งจอดอยู่ไม่ไกล บางครั้งเปลวก็ห่วงลูกเกินไปจนกลายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ 

เปลวเดินกลับไปขึ้นรถพร้อมภรรยา เขาอาจคิดไปเอง แต่ก็เพราะเขาห่วงลูกจริงๆ รถแล่นออกมาจากตรงนั้นได้สักพักฝนก็เทลงมาอย่างหนักทำให้ชายหนุ่มถอนหายใจแรงๆ เพราะรู้ดีว่าไม่สามารถกลับขึ้นไร่ได้ ดีไม่ดีถ้ามีน้ำป่าถนนก็จะถูกตัด หลายวันกว่าที่ทางการจะเคลียร์ได้ ก็ได้แต่ภาวนาอย่าให้เป็นอย่างนั้น เขาไม่อยากอยู่ในเมืองนานๆ 

เปลวบรรเทาความหนาวจากสายฝนที่ตกๆ หยุดๆ มาร่วมชั่วโมงด้วยนมอุ่นๆ ขณะยืนอยู่ชานเรือนแล้วมองลอดผ่านแนวไม้ไปยังเรือนไทยหลังใหญ่กว่าของสินธุ์ ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ช่วงนี้เขานึกถึงแต่จินตปาตี 

“คุณเปลวคิดถึงคุณหนูพีชหรือครับ” นายทองก้อนที่เดินเข้ามาข้างหลัง เปลวหน้าแดงขึ้นมาทันทีก่อนตัดสายตาจากเรือนหลังนั้นแล้วเดินกลับเข้าไปนั่งที่เก้าอี้โยก 

“จะคิดถึงคนพรรค์นั้นทำไม” รีบปฏิเสธก่อนวางแก้วนมลงที่โต๊ะใกล้ๆ แล้วยกเท้าขึ้นไขว่ห้างแล้วก็นึกอะไรขึ้นได้ “เออ เห็นแมสเสจเข้าว่าลุงโทร.หาผม พอดีผมเพิ่งมาเปิดเมื่อกี้ มีอะไรหรือเปล่า”

“คือผมจะบอกว่าคุณ-”

“คุณเปลวคะจะอาบน้ำเลยไหมคะ ปอจะได้เตรียมน้ำอุ่น” การสนทนาของทั้งคู่ชะงักเมื่อรัศมิมาลย์โผล่ออกมาจากห้องนอน เธอหน้าเหมอเมื่อรู้ตัวว่ามาไม่ถูกจังหวะ “เดี๋ยวปอไปเตรียมน้ำอุ่นรอแล้วกันนะคะ” 

“ไม่เป็นไรปอ เดี๋ยวผมทำเอง อยากอาบน้ำพอดี” พูดจบเปลวก็ลุกออกจากที่นั่งแล้วเดินเข้าไปในห้องนอน ลุงทองก้อนมีสีหน้ากังวลใจจนรัศมิมาลย์ต้องถาม 

“ลุงมีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะ”

“ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรครับคุณปอ” ตอบเท่านั้นก็ขอตัวกลับไป 

รัศมิมาลย์เลยกะจะเข้าไปในห้องเพราะลืมว่ายังไม่ได้เปิดเครื่องฟอกอากาศให้บุตรชายที่วันนี้นอนแต่หัววันเพราะเหนื่อยจากการเดินทางไกล แม้ตอนแรกจะรบเร้าไปเล่นบ้านปกป้อง ไปๆ มาๆ ก็หลับปุ๋ยซะอย่างนั้น ทว่ารัศมีจันทร์ก็ปราดเข้ามาขวางทางเธอไว้ได้เสียก่อน 

“ไหมมาขวางพี่ทำไม” นิ่วหน้าสงสัยแต่ความจริงก็รู้ว่าน้องสาวต้องการอะไร มีไม่กี่เรื่องหรอกที่สำคัญกับชีวิตหล่อน หนึ่งในนั้นคือเรื่องของสามีเธอ 

“หมดหน้าที่ของพี่แล้ว กลับไปห้องพี่ซะเถอะค่ะ นอกนั้นไหมจัดจะเป็นคนจัดการเอง” 

รัศมิมาลย์ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย “รอก่อนเถอะไหม น้องปุณณ์เพิ่งหลับ” 

“อย่ามาถ่วงเวลาไหมเสียให้ยากเลยพี่ปอ ไหมรู้ว่าพี่ปอคิดอะไรอยู่ พี่ปอเป็นพี่สาวนะ พี่จะผิดคำพูดกับไหมอย่างนั้นหรือ อย่าลืมสิว่าตามข้อตกลงแล้วพี่ไม่มีสิทธิ์ในตัวคุณเปลว” รัศมีจันทร์ชักสีหน้าไม่พอใจ คนเป็นพี่สาวกลับไม่แสดงอารมณ์ใดๆ นอกจากเบื่อ 

“พี่จะเข้าไปอุ้มลูกออกมานอนกับพี่ ต่อจากนั้นไหมจะทำอะไรก็เชิญตามสบายเลย” 

รัศมีจันทร์ยิ้มอย่างลิงโลดและหลีกทางให้พี่สาวเดินเข้าไปอุ้มหลายชายออกมาจากห้อง เมื่อปลอดคนแล้วก็เข้าไปในห้องพร้อมลงกลอน ได้ยินเสียงน้ำซู่ซ่าดังมาจากห้องน้ำก็รู้สึกกระหยิ่มใจ ปกติแล้วเปลวไม่ชอบปิดประตูตอนอาบน้ำเลยผลักเข้าไปแล้วสวมกอดเขา ร่างบางแนบชิดแผ่นหลังเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยสบู่ เปลวสะดุ้งโหยงแล้วหมุนตัวเพื่อมองคนถือวิสาสะอย่างชัดๆ 

“ไหม! เข้ามาในนี้ทำไม” 

“ไหมคิดถึงคุณเปลว” 

“กลับไปที่ห้องก่อนเถอะ” เขาเอื้อมมือปิดฝักบัวแล้วคว้าผ้าเช็ดตัวมาพันท่อนล่าง นึกตำหนิรัศมีจันทร์ที่เป็นสาวเป็นนางแต่กลับไม่อนาทรกับภาพที่เห็นตรงหน้าเลย หนำซ้ำยังโผเข้ากอดเขาอีก 

“คุณเปลวมีคนอื่นหรือคะ หรือเป็นเพราะพี่ปอ คุณกับพี่ปอ...” เธอหยุดคำเพราะเสียงสั่นจนไม่สามารถพูดต่อไปได้ เปลวส่ายศีรษะเอือมระอา เขาไม่ค่อยชอบผู้หญิงขี้หึงและชอบน้อยใจเรื่องไร้สาระเท่าไหร่นักเลยแกะมือรัศมีจันทร์ออก 

“ไร้สาระน่ะไหม น้องปุณณ์เพิ่งหลับ ผมไม่อยากทำให้ลูกตื่น” 

คำว่าไร้สาระของเขาเป็นคำตอบที่เธอต้องการ 

“พี่ปอพาน้องปุณณ์ไปนอนห้องพี่ปอแล้วค่ะ แต่ถ้าคุณเปลวไม่อยากไปที่เตียง เราเอาตรงนี้ก็ได้นี่คะ” เธอทู่ซี้อย่างหน้าไม่อาย ก่อนจะลงมือลูบไล้แผ่นอกที่รกครึ้มไปด้วยไรขนของเขา แต่เปลวรำคาญเธอจริงๆ ผู้หญิงอะไรพูดไม่รู้เรื่อง 

“โอ๊ย!” รัศมีจันทร์ร้องเสียงหลงเพราะถูกชายหนุ่มง้างมืออกอย่างแรง

“ผมไม่ชอบผู้หญิงที่เข้าใจอะไรยากคุณก็รู้ใช่ไหม” แววตาดุดันทำให้น้ำตาของรัศมีจันทร์ที่เจ็บข้อแขนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วน้ำตาไหลแล้วรีบพยักหน้ารับคำ 

“ค่ะ ไหมขอโทษ คุณเปลวปล่อยไหมนะคะ ไหมเจ็บ” 

เพราะคำว่าเจ็บทำให้เปลวรู้ว่าตัวเองเขาจึงยอมปล่อยมือ ก่อนจะไล่ให้เธอกลับไปที่ห้องของตัวเอง ส่วนเขาก็อาบน้ำต่อจนเสร็จแล้วทิ้งตัวนอนที่เตียง 

ทำไมหนอเขาถึงคิดถึงแต่เรื่องของจินตปาตีทั้งที่ควรจะลืมเธอไปได้ตั้งนานแล้ว

“วันพรุ่งนี้อาธิปจะมาที่บ้าน พ่ออยากให้ลูกรู้ว่าควรจะทำตัวยังไง ไม่ใช่ว่าแต่งตัวแบบที่ลูกเคยแต่งอยู่เมืองนอกแบบนี้มันไม่ได้ ที่นี่เมืองไทยนะลูกไม่ใช่อัมสเตอร์ดัมหรือเวสต์ฮอลลีวูดที่ลูกจะได้แต่งตัวประชันกับเซเลบเพื่อนๆ ของลูก”

จินตปาตีกลอกตาเอือมๆ เพราะอาธิปที่ว่าก็คือ อธิป ประชารักษ์ เพื่อนของพ่อเธอ เป็นผู้ชายที่น่ารำคาญ แถมยังเจ้าชู้ชีกอขั้นร้ายแรง 

ยิ่งตอนนี้เพิ่งเลิกรากับภรรยาและจะหอบลูกมาพักกายพักใจที่บ้านพ่อเธอ (อีกแล้ว) ผู้หญิงสวยๆ อย่างเธอก็ยิ่งไม่ควรเข้าใกล้ในระยะสองเมตร อีกทั้งฟังพ่อบ่นมาทั้งเย็นแล้วเธอก็ไม่อยากฟังอีกเลยตัดสินใจกลับเข้าไปในห้องนอน อาบน้ำแต่งตัวแล้วใส่เสื้อเปิดบ่าสีขาวพร้อมกับกระโปรงแม็กซี่แดงพาสเทลที่ดูเรียบร้อยกว่าตอนโนบราหลายเท่า  

“คุณพ่อต้องเข้าใจนะคะว่าลูกเพิ่งกลับมาเมืองไทย ลูกต้องใช้เวลาในการปรับตัว”

เธอตอบขณะที่เดินเข้าไปหอมแก้มต้องแต้มน้องสาววัยไม่ถึงขวบที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขนของทิพย์ทิวา ก่อนหน้านี้ต้องแต้มไปอยู่กับคุณยายในระหว่างที่สินธุ์และภรรยาบินไปกรุงเทพฯ ทั้งคู่เพิ่งจะไปรับน้องสาวเธอกลับมาเมื่อบ่ายนี้เอง

“อย่าปรับตัวนานนักแล้วกัน ข่าวฆ่าข่มขืนลงหน้าหนังสือพิมพ์โครมๆ พ่อไม่อยากเห็นหน้าลูกในกรอบเล็ก”

จินตปาตีสะอึกเล็กน้อยเพราะเพิ่งตระหนักถึงข้อที่บิดาว่า ที่นี่ไม่เหมือนที่ที่เธอเคยอยู่ โดยเฉพาะย่านที่มีเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังอยู่อาศัยซึ่งเธอจะได้แนวคิดการแต่งตัวแบบใหม่ๆ มาเสมอเมื่อไปทำหน้าที่เป็นเมคอัพอาร์ติสให้พวกหล่อนเวลาจะเดินพรมแดง

“ขอบคุณมากนะคะที่เป็นห่วงลูก ความจริงลูกก็ตั้งใจเอาไว้แล้วละค่ะว่าวันนี้และวันต่อๆ ไปลูกจะต้องแต่งตัวให้เรียบร้อย” 

เธอพูดแล้วอ้าแขนให้ปกป้อง ฝ่ายนั้นเดินเข้ามาหาพี่สาวช้าๆ แม้จะกล้าๆ กลัวๆ เพราะมารดาจ้องตาเขม็ง จะอะไรเสียอีกล่ะ ปกป้องจอมซกมกยังไม่ได้อาบน้ำ

แม้เจ้าดื้อของเธอจะดูเหมือนกลัวแม่นักหนา แต่ก็รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง ความเจ้าเล่ห์เป็นที่หนึ่ง นี่ยื่นข้อเสนอให้แม่ว่าถ้าเธอพาไปเล่นกับปุณณ์สักชั่วโมงนึงก่อนก็จะยอมอาบน้ำ 

“ชั่วโมงเดียวนะเจ้าป้อง” ทิพย์ทิวาคาดโทษ 

ที่ยอมตามใจครั้งนี้เพราะวันนี้ผันไม่อยู่ เดี๋ยวสินธุ์ก็ต้องออกไปงานเลี้ยงข้างนอก ตนจะต้องจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูกสาวคนเล็กเสียก่อน ปกป้องไปกับพี่สาวจะได้แบ่งเบาภาระ 

“ครับผมคุณแม่คนสวย” ปกป้องยิ้มตาหยี 

“จะไปไหนกันหือ?” สินธุ์ไม่รู้เรื่องอะไรเลย 

จินตปาตีกระเตงน้องชายเสร็จแล้วก็เงยหน้าขึ้น ยิ้มให้พ่อก่อนจะบอก 

“จะพาปกป้องไปเล่นกับลูกชายเปลวค่ะ”

“ป้องจะไปเล่นกันปุณณ์” เด็กชายเสริมอย่างภูมิใจนำเสนอ วันนี้ทั้งวันก็พูดกรอกหูพ่อแม่และพี่อยู่นั่นแหละว่าอยากจะไปเล่นกับปุณณ์ แต่ทิพย์ทิวากลับรู้สึกว่าจินตปาตีมีเจตนาแอบแฝง

“จะไปทำไมห้ะลูก ฝนก็ตก รอพรุ่งนี้ก่อนไม่ได้หรือไง” สินธุ์แนะ

“ลูกจะไปวันนี้” จินตปาตีตอบโดยไม่ลังเลใจเลยสักนิด 

ก็แน่ละ...วันนี้เป็นวันที่เธอรอคอย

ฝนตกอย่างหนักทันทีที่จินตปาตีอุ้มปกป้องวิ่งเข้ามาหลบที่ใต้ถุนบ้านของเปลวได้ทัน สภาพอากาศเดี๋ยวนี้เดายาก เมื่อกลางวันร้อนหัวแทบขาด พอใกล้ค่ำฝนกลับลงเม็ดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“แหม ดูทำหน้าเข้า อย่างกะว้อโดนน้ำ” คนเป็นพี่อดแซวน้องชายที่ทำหน้าแหยงๆ เพราะตัวเปียกไม่ได้

“พี่พีชครับ ตอนนี้ป้องตัวเปียกแล้วก็ถือว่าป้องอาบน้ำแล้วนะครับ”

“ได้ไงเจ้าดื้อ” จินตปาตีเลิกคิ้ว 

ปกป้องไม่ตอบแต่ดิ้นลงจากอ้อมแขนแล้ววิ่งขึ้นบันไดบ้าน หญิงสาวมองตามน้องชาย รอยยิ้มของเธอค่อยๆ จางหายไป หัวใจเต้นแรงเพราะทั้งตื่นเต้นและหวาดวิตก เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองพร้อมแค่ไหนกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ร่างบางก้าวขึ้นบันได เป็นอีกครั้งที่เธอนึกถึงภาพเก่าๆ ราวบันไดบ้านเปลวคือหนึ่งในสถานที่ที่เธอใช้ฝึกเดิน ช่วงนั้นครอบครัวของเธอกำลังมีปัญหา สินธุ์ไม่กลับบ้านเป็นเดือนๆ ส่วนคุณยายก็มีธุระบ้าง ต้องกลับไปสมาคมกับเพื่อนๆ ที่กรุงเทพบ้าง เปลวจึงเป็นเหมือนผู้ปกครองอีกคนหนึ่งของเธอ 

อันที่จริงตอนนั้นจินตปาตีเดินได้แล้วแต่ยังไม่คล่องแคล่วจนน่าพอใจ ก็ได้เปลวคอยขู่เข็ญและให้กำลังใจไปในที และไม่มีเลยสักครั้งที่เขาจะปล่อยให้เธอพลัดตกลงไป

ระเบียงบ้านของเขาคือที่ที่เธอใช้นั่งพักผ่อนหย่อนใจและเขาก็คอยดูแลเอาใจใส่ ทำให้เธอรู้สึกว่า ‘ตุ๊กตากระเบื้องเวอร์ชันพิเศษ’ ก็คือคนพิเศษที่ได้รับการปฏิบัติอย่างดี

ทุกอย่างในตอนนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น เปลวดูเปลี่ยนเป็นคนละคน แสนดีในแบบที่เธอไม่คาดคิด อ่อนโยนในแบบที่เธอไม่เคยหวัง อบอุ่นจนละลายหัวใจเด็กสาวปากร้ายจอมพยศอย่างเธอได้อย่างง่ายดาย

หญิงสาวหยุดที่ซุ้มประตู เพื่อมองไปยังชานบ้านที่เธอเคยนั่งเล่น จำได้ว่าเขาเคยเซอร์ไพรส์เธอตรงนี้

‘อยากรู้ไหมว่าวันนี้อามีอะไรมาฝาก’ เสียงนุ่มของคนที่เข้ามาปิดตาเธอจากด้านหลังเอ่ยอยู่ข้างหู เธอตื่นเต้นมากๆ

‘หวังว่าคงไม่ใช่อาร์พีจีหรือระเบิดหรอกนะ’

‘อาวุธหนักพวกนั้นมีแต่ของกองทัพเท่านั้นแหละ ใครจะกล้าไปขโมยมา’ เขาบอกกลั้วเสียงหัวเราะ 

นี่ถ้าเป็นคนอื่นคงจะตบปากเธอไปแล้ว...อ้อไม่สิ ถ้าเป็นเปลวคนเก่า แต่นายเปลวคนนี้ที่ได้ชื่อว่าพรากความสาวไปจากเธอเขากลับไม่ว่าอะไร แถมยังคล้ายจะชินกับความปากร้าย (บางทีก็ปากปีจอ) ของเธอไปแล้วด้วย

‘ไม่ได้คิดว่าแกไปขโมย แต่ปากแบบนี้แค่เดินออกไปหน้าปากซอยแล้วมีชีวิตรอดกลับมาก็ถือว่าเก่ง’ เธอย้อน มือเขายังปิดตาเธออยู่

‘ปากแบบนี้นี่มันปากแบบไหน หือม์’

พูดไม่ทันจบจมูกโด่งๆ ของเขาก็กดลงกับกรามเสลา ใบหน้าของเธอแดงแจ๊ดแจ๋ชนิดที่ว่าถ้าใครมาเห็นคงคิดว่าเป็นลูกสตรอว์เบอร์รี่ ก่อนเขาจะเปิดตาแล้วชูหนังสือขึ้นมาตรงหน้าเธอ

หนังสือเล่มนี้คือเล่มที่เธออยากอ่านและตามหามานานมาก

‘อยากได้อยู่พอดีไม่ใช่หรือ’

จินตปาตียิ้มกว้างน้ำตาคลอ นอกจากจะดีใจที่ได้ของที่ต้องการแล้วก็ยังดีใจที่เปลวใส่ใจเธอมากขนาดนี้ แขนเรียวจึงสวมกอดคนที่ขยับมานั่งคุกเข่าตรงหน้าเธออย่างไม่รอช้า

‘หนูรักอาเปลว...หนูรักอาเปลวที่สุด’

‘แล้วอาจะได้อะไรเป็นของรางวัลล่ะคะ’ 

เขายิ้มเยือกเย็นพร้อมส่งสายตากรุ้มกริ่ม ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาต้องการอะไร จินตปาตีถูกอุ้มขึ้นจากรถเข็นแล้วพาไปยังห้องนอนของเขา

ผู้ชายอย่างเปลวบทจะดีเขาก็ดีจนน่าใจหาย แต่บทจะร้าย...เขาก็พร้อมที่จะทำลายทุกสิ่ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป