บทที่ 5 Out Of Reach
บ้านเงียบเชียบราวกับไม่มีคนอยู่ ไหนทิพย์ทิวาบอกว่าพวกเขาคงมาถึงกันแล้วและรถก็จอดอยู่หน้าบ้าน แต่ทำไมไม่เห็นมีใครเลย ลุงทองก้อนก็ไปไหนไม่รู้ ปกป้องก็หายเข้ามาและไม่รู้ไปไหน
หรือว่าเปลวจะหนีไปแล้ว
ไม่จริงน่า ถ้าเป็นอย่างนั้นเธอก็ต้องรู้ต้องเห็นสิ เขาน่าจะยังไม่รู้ว่าเธออยู่ที่นี่ ไม่อย่างนั้นคงไม่ลงมาข้างล่างนี่หรอก หญิงสาวคิดในแง่ดีขณะที่เช็ดน้ำตาแล้วเดินเข้าไปในบ้านที่คล้ายกับถอดแบบบ้านของพ่อเธอมาไม่ผิดเพี้ยน แต่ภายในกลับตกแต่งแบบร่วมสมัยและเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก แต่ห้องนอนของเปลวน่าจะยังเป็นห้องเดิม คิดถึงตรงนี้จินตปาตีก็รู้สึกไม่มีแรงขึ้นมา
และเสียงหัวเราะจากห้องทางซ้ายมือก็ทำให้เธอเลิกคิดเรื่องนี้ เสียงหัวเราะของปกป้อง...กับเด็กอีกคน ไวเท่าความคิดหญิงสาวก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปกระชากประตูห้องนั้น
ภาพที่เห็นตรงหน้าคือน้องชายตัวแสบกำลังชนหมัดไฮไฟว์กับเด็กชายน่าตาน่ารัก ดวงตาใสแป๋วของทั้งคู่หันมาจ้อง หัวใจของจินตปาตีแทบจะหยุดเต้นไปพร้อมๆ กับลมหายใจที่ขาดห้วงและความรู้สึกเต็มตื้นในอก ดีใจจนไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูด
“น้องภีมลูกแม่” ดึงร่างนุ่มนิ่มเข้ามากอดแนบอกขณะที่น้ำตาแห่งความปีติรินไหล
จินตปาตีรู้สึกราวกับว่าชีวิตอันมืดมนของเธอกลับมาพบแสงสว่างอีกครั้งหลังจากจมอยู่กับฝันร้ายที่หลอกหลอนให้ตายทั้งเป็นมาถึงสองปี
วันนี้เธอได้รู้แล้วว่าโลกใบนี้ไม่ได้ทิ้งเธอไว้ลำพังกับความโดเดี่ยว เธอดีใจที่ตัวเองยังมีความหวังในวันที่ลำบากที่สุด ดีใจที่ยังรักษาชีวิตมาได้จนถึงวันนี้ เพราะลูกของเธอยังมีชีวิตอยู่...
เมื่อสองปีก่อนชนาธิปหรือที่ใช้ชื่อว่าชนายุสในปัจจุบันอาสาพาน้องภีมหรือจิณห์วราลูกชายวัยสี่ขวบของเธอไปตรวจสุขภาพประจำปีเพราะวันนั้นเธอไม่สบาย เขาใช้เรือส่วนตัวของเธอซึ่งก็เป็นเรื่องปกติเพราะเธอไว้ใจเขามากกว่าเพื่อนคนไหน แต่แล้วก็ต้องถูกปลุกให้ตื่นเพราะโทรศัพท์จากตำรวจน้ำที่โทร.เข้ามาแจ้งว่าเรือประสบอุบัติเหตุเครื่องยนต์ขัดข้องและระเบิดกลางแม่น้ำ
ตำรวจไม่พบศพของชนาธิปและจิณห์วราแต่จากซากเรือที่แหลกละเอียดก็สันนิษฐานว่าทั้งสองเสียชีวิตแล้ว กระนั้นก็ไม่พบศพแม้จะใช้เวลาตามหาเป็นเดือน ส่วนสภาพจิตใจของจินตปาตีก็ย่ำแย่ลง สามเดือนที่กินไม่ได้นอนไม่หลับ หนึ่งปีที่ต้องนั่งร้องไห้ทุกวัน และสองปีที่เธอต้องเข้ารับการบำบัดทางจิตใจ
ไม่มีใครจะเข้าใจหัวอกของเธอเว้นเสียแต่แม่ผู้สูญเสียแก้วตาดวงใจ ทุกคืนเธอยังคงฝันว่าได้กล่อมลูกน้อย ได้โอบกอดร่างนุ่มๆ ได้จูบเรือนผมสลวยราวเส้นไหม และได้ยินเสียงหัวเราะสดใสของลูกน้อยอยู่ตลอดเวลา
จนกระทั่งเพื่อนที่เป็นนางแบบของเธอมาพักร้อนที่เมืองไทยแล้วได้เห็นชนาธิปใช้ชีวิตอย่างโก้หรูฟู่ฟ่าอยู่ที่กรุงเทพฯ ทีแรกก็ไม่มั่นใจว่าใช่ จึงได้ส่งนักสืบคอยสังเกตพฤติกรรมและสืบประวัติของเขาจนมั่นใจว่าเพื่อนเธอจำไม่ผิดแน่ และในเมื่อชนาธิปยังไม่ตาย ลูกของเธอก็จะต้องไม่เป็นอะไร!
แต่ก็ได้เกิดคำถามขึ้นในหัวของจินตปาตีมากมาย เธออยากรู้ว่าชนาธิปทำไปเพื่ออะไร แล้วลูกชายของเธออยู่ที่ไหน จึงตัดสินใจกลับเมืองไทยและได้คำตอบว่าเปลวอยู่เบื้องหลังแผนแหกตาทั้งหมด
“หม่ามี้คิดถึงน้องภีมใจจะขาด” จินตปาตีคลายกอดแล้วสำรวจร่างกายของบุตรชายเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ฝันไป
“พี่พีชครับ นี่ปุณณ์เพื่อนป้องเองนะ” ปกป้องสะกิดแขนพี่สาวซึ่งไม่สนใจอะไรน้องจากเพื่อนของตัวเอง
“น้องภีมกลับบ้านกับหม่ามี้นะลูก” จินตปาตีพยายามจะอุ้มร่างเล็กตรงหน้า แต่เด็กชายขืนตัวเอาไว้ ดวงตาใสแจ๋วมองหญิงสาวด้วยความแปลกใจและราวกับว่าไม่รู้จักแม่ของตัวเอง
“ผมชื่อปุณณ์ครับคุณน้า” ปุณณ์ตอบฉะฉาน หัวใจที่บอบช้ำอยู่ก่อนแล้วถูกสายตาว่างเปล่าของคนที่ตัวเองคิดว่าเป็นลูกกรีดแทงสร้างบาดแผลซ้ำเติมให้อีก
“ปุณณ์เปินอะไรกันจ๊ะ หนูชื่อภีมเป็นลูกของหม่ามี้ไง” เสียงสั่นแต่หัวใจกำลังจะขาดรอนๆ ยิ่งเมื่อยื่นมืออกไปจะสัมผัสตัวแล้วลูกถอยหนีเธอก็ยิ่งเจ็บ
“ผมชื่อปุณณ์เป็นลูกพ่อเปลวกับแม่ปอครับ” ปุณณ์ย้ำอีกครั้ง ด้วยความที่กับคนง่ายแม้จะไม่ได้เจอผู้คนมากมายก็ตามทำให้เด็กชายไม่ได้หวาดกลัวอีกฝ่ายมากเท่าไหร่
“หนูจำหม่ามี้ไม่ได้จริงๆ หรือจ๊ะ” มือบางยกขึ้นมาทาบตรงอกซ้าย ก้อนเนื้อข้างในนั้นบีบคั้นหนักหน่วง ก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่กลางอกจนลืมจะหวะหายใจ รู้สึกเหมือนตัวเองตายไปแล้วเมื่อเห็นร่างเล็กตรงหน้าส่ายศีรษะจนเส้นผมกระจาย
“อย่าล้อหม่ามี้เล่นสิภีม หม่ามี้ไม่สนุกด้วยนะ”
เธอกำลังหลอกตัวเอง ทั้งที่การแสดงออกของน้องปุณณ์คนนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว แต่หัวใจของเธอจะรับได้อย่างไรกันที่จู่ๆ ความหวังทั้งหมดก็พังทลายพร้อมๆ กับที่รู้ว่าลูกไม่รู้จักตัวเอง แต่เธอไม่มีวันจำผิดแน่นอน แม่ทุกคนจำทุกอย่างลูกของตัวเองได้แม้กระทั่งกลิ่นตัว
“หม่ามี้ไม่เล่นแล้วนะครับภีม หม่ามี้ไม่เล่นแล้ว”
ร้องไห้สะอึกสะอื้น แข้งขาไร้เรี่ยวแรงจนแทบทรงตัวไม่ไหว สองมือไขว่คว้าร่างนุ่มนิ่มเพื่อจะโอบกอดแต่ปุณณ์ก็ถอยหนี แววตาว่างเปล่าเริ่มวูบไหวเพราะหวาดกลัวมากขึ้น ปุณณ์มองปกป้องเข้าสวมกอดพี่สาวตัวเองด้วยความลังเล ก่อนจะตัดสินใจวิ่งฝ่าคนแปลกหน้าออกไป แต่ก็ถูกคว้าเอาไว้ได้
“ปล่อยปุณณ์นะ คุณแม่ช่วยปุณณ์ด้วย แม่ปอจ๋าช่วยด้วย”
ปุณณ์ตื่นตระหนก สะบัดดิ้นและร้องขอความช่วยเหลือแต่จินตปาตีกลับไม่ยอมปล่อยง่ายๆ เพราะมีความรู้สึกว่าถ้าปล่อยแล้วเธอจะไม่ได้เจอลูกอีก
“น้องภีม หม่ามี้รักน้องภีมนะ ฮือๆๆ กลับไปอยู่กับหม่ามี้”
เธอทำใจไม่ได้ที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ ทำไมโชคชะตาช่างโหดร้ายกับชีวิตเธอถึงเพียงนี้ เปลวได้ตัวลูกของเธอมาแล้วไม่พอ ตอนนี้เขายังทำให้หัวใจของลูกไม่มีคำว่าแม่หลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย
“น้องปุณณ์!!!”
เสียงของผู้หญิงดังขึ้น ก่อนที่ร่างของเด็กชายจะถูกกระชากออกไปจากอ้อมอก จินตปาตีร้องไห้ฟูมฟายพยายามไขว่คว้าเอาไว้ แต่ก็เหมือนยิ่งไกลห่าง ลูกของเธอผวากอดผู้หญิงคนนั้น ร้องไห้เพราะตกใจและเรียกหล่อนว่าแม่
“เสียงเอะอะโวยวายอะไรกัน!”
เปลวเป็นคนตะโกนถามก่อนที่จะเข้ามาในห้อง แต่แล้วก็ตกใจจนพูดไม่ออกเมื่อเห็นจินตปาตีนั่งแปะร้องไห้อยู่กับพื้นโดยมีน้องชายของหล่อนโอบกอดเอาไว้อยู่ หญิงสาวจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาอาฆาตแค้น ทำให้รู้สึกคล้ายโลกทั้งใบของเขากำลังถูกกระชากออกจากฝ่าเท้า เขาชาไปทั้งตัว หายใจรึก็ไม่ทั่วท้อง
“พาเด็กๆ ออกไปก่อน” เปลวสั่งเสียงสั่น แม้ไม่ได้มองรอบตัวแต่ก็รับรู้ได้ว่าลุงทองก้อนและรัศมีจันทร์ตามมาติดๆ แต่รัศมิมาลย์ยังไม่กล้าออกไปเพราะกลัวจะมีเรื่อง “ออกไป!”
รัศมิมาลย์ที่อุ้มลูกอยู่ยื่นมือแตะไหล่เพื่อปรามคนเป็นสามีที่เวลานี้ขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูน ไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้หรอก แต่ก็กลัวจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นในบ้าน แต่รัศมีจันทร์ก็ดึงตัวพี่สาวออกไปเสียก่อน ส่วนลุงท้องก้อนเข้าไปอุ้มปกป้องออกมาจากพี่สาว
“จะเอาน้องชายฉันไปไหนอีก!!!” จินตปาตีกรีดร้องเสียงหลง ปกป้องสะดุ้งสุดตัวเพราะไม่เคยเห็นพี่สาวเป็นแบบนี้มาก่อนแต่ก็ไม่ยอมทิ้งพี่สาว ลุงทองก้อนตัดสินใจอุ้มเด็กชายออกไปข้างนอกก่อนเพราะดูทรงเจ้านายไม่น่าจะทนกับความเรื่องมากได้นานเท่าไหร่
ในที่สุดทั้งห้องก็เหลือแค่เขากับเธอสองคน เปลวไม่รู้ว่าควรทำหรือพูดอะไร เขาไม่ได้เจอเธอนานมากแล้ว และไม่คิดว่าชาตินี้จะได้เจออีก แต่ครั้งนี้เธอก็กลับมาโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว
ยอมรับเลยว่านี่คือสิ่งที่เขากลัวมากที่สุด
“กลับมาทำไม”
เป็นสิ่งเดียวที่เปลวพูดออกมาได้ หัวใจของเขาร้อนรุ่มและเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกโพรงอก ความกลัวผุดพลุ่งอยู่ในอกจนยากจะบรรเทา
“ฉันมาพาลูกกลับบ้าน”
เสียงสะอื้นเอ่ยตอบ แววตาร้าวรานจดจ้องผู้ชายที่พรากหัวใจมากจากเธอ หากทำได้ก็อยากจะเอามีดกรีดดูหัวใจเขาว่ามันทำด้วยอะไร ยังมีเลือดเนื้ออยู่หรือเปล่า
“ที่นี่ไม่มีลูกของเธอ” เปลวตอบเสียงเรียบพลางชี้นิ้วไล่โต้งๆ “มาทางไหนกลับไปทางนั้น”
“คืนลูกมาสิ” ยันกายลุกขึ้นจากพื้น น้ำตาเปื้อนเต็มพวงแก้มใส ลมหายใจยังคงสะอื้น
“ไปไข่ทิ้งไว้ที่ไหนล่ะถึงได้เที่ยวพูดว่าลูกคนอื่นเป็นลูกตัวเอง”
จินตปาตีหน้าร้อนฉ่า กำหมัดแน่น
“ฉันรู้เรื่องทั้งหมดจากชนาธิปแล้ว คุณจัดฉากทำให้ฉันเข้าใจว่าลูกฉันตายไปแล้วเอาลูกกลับเมืองไทยมาสวมรอยเป็นลูกของคุณกับนังผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้”
ดวงตามคมปลาบจดจ้องจินตปาตีอย่างไม่ยอมกัน ก่อนจะเค้นเสียงลอดไรฟันพูดออกมา
“ลูกชายของฉันชื่อปุณณ์ เพลิงพยัคฆ์ แม่ของเขาชื่อรัศมิมาลย์ เกิดเมื่อวันที่...” เปลวสาธยายตั้งแต่วันเกิด สถานที่เกิด และแม้กระทั่งกรุ๊ปเลือดของบุตรชายให้กับผู้หญิงที่เขายกให้เป็นคนแปลกหน้า “ลูกเธอตายไปแล้ว และตอนนี้เธอกำลังบ้า กลับไปรักษาอาการโรคจิตของตัวเองซะก่อนที่มันจะสายเกินไป”
จินตปาตีส่ายศีรษะไม่ยอมรับ เธอจำลูกของตัวเองได้ และไม่ได้บ้าด้วย คนที่บ้าก็คือเขาต่างหาก
“ฉันขอร้อง...คืนลูกมาให้ฉันเถอะ ฉันจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของคุณอีกเลยฉันสัญญา”
ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยคุกเข่าอ้อนวอนใครเป็นครั้งแรก แต่ต่อให้ต้องทำมากกว่านี้หญิงสาวก็จะทำเพื่อสิ่งที่รักเสมือนดวงใจ ทว่าเขาก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันออกมาให้ได้เจ็บแค้นเคืองใจ
“เออหนอ...ดูตัวเองตอนนี้สิจินตปาตี น่าสมเพชสิ้นดี จำไม่ได้แม้กระทั่งว่าใครเป็นพ่อเด็กยังไม่พอ ตัวเองไข่ทิ้งไปตั้งนานแล้วตอนนี้ยังมีหน้ามานั่งคุกเข่าขอให้คนอื่นยกลูกให้ตัวเองอีก ตั้งสติเสียหน่อยเถอะยัยเด็กใจแตก”
“คุณจะว่าอะไรฉันก็ได้ถ้ามันทำให้คุณพอใจแล้วคืนลูกมาให้ฉัน” เธอยอมแลกได้ทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั่งชีวิตของเธอเอง แต่เธออาจจะลืมไปว่าผู้ชายอย่างเปลวไม่ใช่คนที่จะใจอ่อนให้ใครง่ายๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เธอควรจะทำความเข้าใจมาตั้งแต่ก่อนเจอเขาแล้วด้วยซ้ำ แต่เพราะเธอไม่คิดมาก่อนว่าลูกจะจำหน้าเธอไม่ได้ ถ้าไม่ติดข้อนี้อะไรๆ มันก็จะง่ายขึ้น ลูกคงยอมกลับไปกับเธอตั้งแต่แรกแล้ว
แต่นี่เธอไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าเปลวล้างสมองลูกเธอหรือเปล่า
“ถ้าฉันจะฆ่าเธอ!?”
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดดังอยู่ข้างหน้า หญิงสาวเงยหน้าขึ้นก็พบกับใบหน้าดุดันที่โน้มลงมาจ้องตากับเธอ โดยไม่ทันตั้งตัวก็ถูกกระชากสาบเสื้ออย่างแรงจนตัวลอย กระนั้นก็ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาให้เขาได้เห็น ดวงตาหมองเศร้าจ้องเขากลับอย่างไม่ยี่หระ
“ฉันไม่เคยกลัวตาย!”
ตอบออกไปด้วยความมาดมั่น แววตากระด้างจัดขึ้นมาทันใด มือบางที่รั้งข้อมือใหญ่เอาไว้ออกกระชากแล้วดึงมือเขามาบีบที่คอ
“เอาสิ!”
ท้าทายด้วยลูกบ้าที่เปลวเองก็ยังแอบทึ่ง และได้รู้ว่าเอาเข้าจริงแล้วเปลวก็ไม่กล้าทำอย่างปากพูด ริมฝีปากงามจึงเหยียดยิ้มเย้ยหยันออกมาแม้แววตาจะซุกซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ก็ตาม
“ผู้ชายอย่างคุณมันก็เก่งแต่ปาก สิ่งที่ถนัดที่สุดก็คงจะเป็นการลอบกัด พอฉันมาให้กัดซึ่งๆ หน้าแล้วก็กลัวหงอ ทำไมล่ะ?! สู้กันซึ่งๆ หน้ามันไม่น่าภูมิใจงั้นหรือ” ในเมื่อใช้ไม้อ่อนไม่สำเร็จก็ต้องให้ไม้แข็ง แม้จะต้องตายกันไปข้างเธอก็ยอม
เปลวตัวสั่นเพราะขึ้งเครียดอย่างถึงที่สุด ไฟโทสะลามเลียทั่วหัวใจของเขาส่งผลให้ออกแรงบีบลำคอของคนท้าทาย ร่างบางสะท้านเฮือกเนื่องจากเริ่มขาดอากาศหายใจ แต่ก็ไม่มีเลยสักนิดที่เธอจะร้องขอความเมตตา ให้มันรู้กันไปเลยว่าบ้านนี้เมืองนี้ฆาตกรฆ่าคนตายจะได้อยู่อบย่างสงบสุขหลังการตายของเธอ
แต่บังเอิญว่าเปลวยังไม่อยากจะฆ่าใคร เขาเปลี่ยนใจกระชากร่างแบบบางออกไปจากห้องนอนห้องนั้นราวกับว่าเธอคือผ้าผืนบางที่ปลิวติดมือเขาไปก่อนจะผลักจนล้มลงกับพื้นไม้ตรงระเบียง จินตปาตีเสียหลักล้ม ดีที่ยังใช้มือดันไว้ไม่เช่นนั้นคงหน้าทิ่มพื้น
“ฉันไม่ได้ทำอะไรเธอ และไม่ได้พาลูกเธอมาด้วย จินตปาตี น้องปุณณ์เป็นสิทธิ์ที่ควรจะเป็นของฉันชั่วนิรันดร์ ต่อให้ฉันจะต้องฟาดฟันกับเธอจนตาย ฉันก็จะไม่มีวันยอมเสียลูกของฉันให้เธอ” เปลวตะโกนแข่งเสียงลมฟ้าท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ
ใบหน้าสวยเงยขึ้นจดจ้องคนตัวใหญ่ด้วยความมากร้าย ไฟแค้นร้อนแรงลุกลามไปทั่วโดยไม่แคร์หยาดฝนเย็นเยือก แต่ไม่รู้เธอเป็นอะไร จู่ก็หน้ามืดขึ้นมา พอตั้งหลักจะลุกเท่านั้นร่างกายก็โอนเอนเสียศูนย์
เปลวตกใจมาก เกือบจะขยับเข้าไปรองรับร่างนั้นไว้ แต่ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว เพราะเขาไม่ควรแตะต้องตัวผู้หญิงคนนี้อีกเป็นอันขาด ที่เป็นลมล้มไปแบบนี้ก็คงเพราะมารยาหญิงที่เธอบรรจงประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจ คงหวังว่าเขาจะใจอ่อนอย่างนั้นสิท่า
หึ! ไม่มีวันเสียหรอก!
ถนนเข้าไร่ถูกตัดขาดเพราะฝนตกหนักเลยทำให้เปลวไม่สามารถกลับไปที่ไร่ได้เพราะต้องรอให้ทางการเข้ามาจัดการอีกประมาณสองสามวัน แต่เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เขาแทบบ้า เขาเก็บตัวอยู่ในห้องตั้งแต่หัวค่ำ รัศมิมาลย์เห็นท่าไม่ดีเลยรีบโทร.ตามคนที่จะช่วยทำให้เปลวดีขึ้นมาที่นี่
“คุณเปลวเก็บตัวอยู่ในห้องตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืดแล้วค่ะ” รัศมิมาลย์รับพริ้งขึ้นเรือนพร้อมบอกด้วยความร้อนรน หญิงสูงวัยรีบหุบร่ม แต่ก่อนจะเข้าไปในห้องก็ไม่ลืมถามเรื่องหลานชาย
“น้องปุณณ์ล่ะ”
“ปุณณ์ไม่เป็นอะไรมากค่ะ ตอนนี้เพลียเลยหลับไปแล้ว” ตอนแรกก็หลับแล้ว แต่คาดว่าปกป้องกับพี่สาวน่าจะขึ้นมาปลุกเลยตื่นขึ้นมาอีก
พริ้งเปิดประตูห้องเปลวซึ่งไม่ได้ล็อกแต่เพราะบ้านนี้ไม่มีใครกล้าเข้าหน้าเขาเวลาเกิดเรื่องเพราะต่างคนต่างกลัว พริ้งเองบางทีก็ยังไม่กล้าทำอะไรมากนอกจากรอให้เขาหายดี
พริ้งเป็นแม่นมของปราณกับเปลว เคยได้รับตำแหน่งเป็นย่าเล็กของทั้งสองแต่ตอนนี้เปลี่ยนสถานะมาเป็นแม่ยายของปราณเป็นที่เรียบร้อย เปลวรักและเทิดทูนพริ้งมากเพราะเป็นคนเดียวที่เข้าใจและอยู่เคียงข้างเขามาโดยตลอด
“คุณเปลว...” พริ้งใจหายเมื่อเห็นคุณหนูคนเล็กนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ตรงมุมห้อง เปลวเงยหน้าขึ้นจากเข่า มองพริ้ง ไม่ต้องพูดอะไรมากนางก็โผเข้ากอดร่างใหญ่ ภาพเด็กชายเปลววัยเจ็ดขวบที่น้อยใจย่าจนแอบหลบไปร้องไห้อยู่ในห้องไหลกลับมาในสมอง
“ป้าพริ้ง” เปลวกอดพริ้งเอาไว้แน่น ความเจ็บปวดที่ศีรษะยังไม่เท่ากับที่ก้อนเนื้อในอกซ้าย การกลับมาของจินตปาตีทำให้เขาเจ็บปวดและสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง
“อย่าให้เธอทำอะไรคุณได้นะคะ คุณเปลวต้องเข้มแข็งเพื่อน้องปุณณ์”
“ผม...” ชายหนุ่มหอบหายใจสะอื้น เขาไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่ใครคิด เขาอยากบอกว่าเขาเจ็บ...เจ็บที่อกข้างซ้ายซ้ำยังกลัวจนไม่อยากจะคิดว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
ชีวิตต้องพบกับความสูญเสียมาเกินพอแล้ว เขารับความเจ็บปวดมากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วจริงๆ
“กินยาหรือยังคะ” พริ้งถาม เปลวส่ายหน้าซบอกอุ่น เขาคิดว่าตัวเองหายแล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งมันอีก “คุณเปลวจะเป็นแบบนี้ให้ลูกเห็นไม่ได้นะคะ ไม่อย่างนั้นน้องปุณณ์จะกลัว”
ชายหนุ่มยอมทานยาเพราะเห็นแก่ลูก รัศมิมาลย์เห็นพริ้งกลับออกมาถามหายาก็โล่งใจ ในโลกใบนี้ไม่มีใครที่เขาจะยอมเชื่อฟังนอกจากพริ้งคนนี้ แม้กระทั่งพี่ชายและพี่สะใภ้อย่างปราณกับพิมฐาที่เขาเกรงใจมากหลังจากเรื่องราวในอดีตถูกเปิดเผยยังมีอิทธิพลกับเขาได้ไม่เท่าแม่นมพริ้ง
เวลาผ่านไปสักพัก เปลวสงบสติอารมณ์ได้แล้วบวกกับฝนที่หยุดตกเขาเลยขอคุยกับรัศมิมาลย์และพริ้งเป็นการส่วนตัว
“ไหมอยู่ฟังด้วยไม่ได้หรือคะ”
“ไม่ใช่เรื่องของตัว จะอยากรู้ทำไมเล่า” พริ้งตอบแทนเปลว
“บางทีอาจจะมีเรื่องที่ไหมพอจะช่วยได้นะคะ” เธอเลียบเคียงบอก ทั้งที่อยากจะเสนอหน้าอยู่ตรงนี้โดยไม่สนว่าพริ้งจะหัวโด่อยู่หรือเปล่าเพราะพวกเขาจะต้องคุยกันเรื่องผู้หญิงที่จะเข้ามาทำร้ายน้องปุณณ์แน่ๆ
“กลับเข้าไปในห้อง ไปเตรียมเนื้อหาที่จะสอนน้องปุณณ์จะดีกว่านะหนูไหม อย่าลำบากทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่เกิดประโยชน์เลย” พริ้งหันไปพูดยิ้มๆ แต่ทุกคำพูดล้วนเป็นการเหน็บแนมคนที่มีความทะเยอทะยานสูงอย่างรัศมีจันทร์
“ไปเถอะไหม ถ้ามีเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับไหมพี่จะบอกไหมเอง” คนเป็นพี่เริ่มได้กลิ่นไม่ดีเลยเขย่าแขนน้องสาว
รัศมีจันทร์หน้าเจื่อน มองเปลวอย่างขอความช่วยเหลือ แต่มีหรือที่เขาจะกล้าขัดแม่นมพริ้ง แล้วดูท่าทางที่พริ้งแสดงออก คงไม่ต้องเดาว่าไม่ชอบหน้าเธอมากแค่ไหน จึงยอมกลับไปที่ห้องของตัวเองอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
“ถ้าฉันได้เป็นเมียคุณเปลวเมื่อไหร่ ฉันจะเล่นงานคนใช้ไม่เจียมกะลาหัวอย่างแกคนแรกเลยนังแม่นมพริ้ง” กำปั้นของรัศมีจันทร์ทุบลงกับขอบหน้าต่างด้วยความแค้นเคือง
เธอเป็นเมียเปลวอย่างถูกต้องทางพฤตินัย ใจคอจะไม่ให้เธอได้มีส่วนร่วมในชีวิตเขาสักเรื่องเลยหรือ นี่พอมีเรื่องอะไรก็นึกถึงแต่พี่สาวของเธอ เปลวต้องเห็นความสำคัญของเธอมากกว่านี้สิ
เฮอะ! คิดแล้วก็ยังเจ็บใจไม่หาย ความจริงเธอเกือบจะได้เป็นเมียที่เปลวเชิดชูออกหน้าออกตาแล้วเชียวถ้าพริ้งไม่เกิดเปลี่ยนใจเลือกพี่สาวของเธอเพราะเหตุผลด้านความเหมาะสมด้านบุคลิกภาพและวุฒิภาวะบ้าบอคอแตกนั่น
การเป็นแม่คนว่ายากแล้ว แต่การเป็นแม่ของปุณณ์ไปพร้อมเป็นภรรยาของเปลวนี่มันเป็นอะไรที่บั่นทอนพลังชีวิตมากเหลือเกิน วันนี้ก็เป็นอีกวันที่รัศมิมาลย์ต้องเหนื่อยและอยากทิ้งตัวลงนอนโดยไม่สนใจอะไร เพราะเปลวให้เธอกับลูกย้ายไปอยู่ที่บ้านของพริ้งทันทีในระหว่างที่รอทางการมาซ่อมถนนทางไปไร่ที่ถูกตัดขาด ถึงตอนนี้ก็รู้ว่าแล้วว่าตัวเองคิดถูกที่ยังไม่เอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋า
“ขอโทษด้วยนะปอ ผมทำให้ปอต้องเหนื่อยอีกแล้ว”
เปลวมีสีหน้าไม่สบายใจขณะที่หญิงสาวอุ้มน้องปุณณ์ซึ่งท่าทางงัวเงียและอิดโรยเพราะถูกปลุกออกมาจากห้องนอนของเธอ
“ปอเข้าใจค่ะ” เธอพยายามเข้าใจต่างหาก แต่ลึกๆ แล้วก็น่าเห็นใจเปลว เพราะถ้าเป็นเธอ เธอก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน ชายหนุ่มหนุ่มยิ้มให้ภรรยาแล้วอาสาอุ้มลูกไปส่งที่รถซึ่งพริ้งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“คุณเปลวไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ป้ากับป้าแม้นจะดูแลน้องปุณณ์กับหนูปอเป็นอย่างดี”
“ครับ ขอบคุณมากครับ” จากนั้นเขาก็ส่งบุตรชายให้ภรรยา สังเกตเห็นความเหนื่อยล้าจากดวงตาหล่อนก็ได้รู้สึกผิดขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ ก็ได้แต่หวังให้เธอเข้าใจ “นั่งรถไม่กี่ชั่วโมงเองนะปอ เดี๋ยวคุณก็ได้นอนพักแล้ว”
รัศมิมาลย์พยักหน้ารับเหนื่อยๆ แต่ไม่ได้บ่นอะไร เปลวเลยทำท่าจะปิดประตูรถตู้ให้ แต่พริ้งกลับนึกอะไรขึ้นมาได้
“เดี๋ยวๆ แล้วหนูไหมล่ะ ทำไมยังไม่รีบลงมาอีก”
เพราะคิดเอาไว้แล้วว่าจะไม่ให้รัศมีจันทร์อยู่บ้านกับเปลวสองต่อสองเป็นอันขาดพริ้งเลยขอให้เจ้าหล่อนไปอยู่ด้วยกันเสียเลย แม้จะรู้ว่าตอนนี้ระหว่างเปลวกับแม่นั่นไปถึงไหนต่อไหนกันแล้วเพราะไม่ได้อยู่ในสายตาของตนตลอดเวลา ส่วนรัศมิมาลย์ก็ไม่ใช่พวกมีปากมีเสียงอะไรก็ตาม ตนก็จะขอขัดขวางสองคนนี้ให้ถึงที่สุด
เปลวให้ลุงทองก้อนขึ้นไปตามคุณครูสาวลงมาจากเรือน เจ้าหล่อนหน้างอยิ่งกว่าทัพพีเพราะไม่อยากไปอยู่บ้านพริ้งเลยพยายามถ่วงเวลาทั้งที่รู้อยู่ว่าสุดท้ายก็ต้องไป
“จะไลน์หานะคะ” คุณครูสาวอาลัยอาวรณ์เปลวอยู่ชั่วครู่ก็เดินขึ้นรถไป แต่เขากลับสนใจแต่พี่สาวเธอเสียนี่
“ถึงแล้วโทร.บอกผมนะครับปอ”
เปลวมองรถตู้ของพริ้งแล่นออกจากบ้านไปและฝนก็ตกมาอีกครั้งเหมือนรู้จังหวะ เขารู้สึกผิดที่ทำให้ภรรยาต้องลำบากทั้งกายและใจ หากก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเขาอยากให้ลูกอยู่ห่างจากจินตปาตี
คิดแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เจอเธออีก ทั้งที่เธอเป็นคนบอกเองว่าเกลียดเขาและชาตินี้จะไม่ขอพบเจอเขาอีกเลย เธอหนีไปต่างประเทศพร้อมกับเพื่อนสนิทอย่างชนาธิปโดยไม่บอกเขาสักคำ แถมเขายังมารู้ทีหลังอีกว่าเธอกำลังตั้งท้องกับเขา...ลูกที่เกิดจากความตั้งใจอันดีของคนเป็นพ่อ เพราะชายหนุ่มอุตส่าห์วางแผนเอายาวิตามินสลับแทนยาคุมให้เธอกินทุกวัน
เขาคิดถึงเธอตลอดเวลา คิดถึงเรื่องราวระหว่างกันและอยากให้มันจบลงอย่างสวยงามแต่พอลืมตาขึ้นมา มันกลับกลายเป็นเพียงฝันไป ชายหนุ่มเสียใจจนเป็นบ้าเป็นหลังไปพักใหญ่ๆ พอตั้งตัวและตั้งสติได้ก็ตามไปงอนง้อถึงซิดนีย์ เพราะรู้แล้วว่าการปล่อยให้เรื่องทุกอย่างเลยตามมันต้องจบลงอย่างไร
แต่แม้จะทำดีเท่าไหร่ ใส่ใจเธอมากแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องเสียเธอไปให้กับไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างชนาธิป ที่เข้ามาแทนที่เขา ได้เป็นพ่อทูนหัวของลูกชายวัยหนึ่งขวบของเขา ส่วนเขาก็แค่หมาขี้เรื้อนในสายตาที่จินตปาตีไม่เคยแม้แต่จะเสียเวลามอง
จากที่เคยเป็นที่หนึ่งกลับรู้สึกเหมือนอยู่ลึกลงไปในชั้นใต้ดิน เคราะห์ซ้ำกรรมซัดมาอีกหน เมื่อหญิงสาวพาสายเลือดของเขาหนีไปอีกครั้ง มีหรือที่ผู้ชายอย่างเปลวจะยอมปล่อยให้คนอื่นมาสวมรอยเป็นเจ้าของเลือดเนื้อของตัวเอง เขาพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว และจะไม่ยอมให้เรื่องมันจบลงด้วยความสูญเสียของตัวเองอีกแน่นอน
เปลวออกตามหาจินตปาตีแทบพลิกแผ่นดินอยู่เป็นเวลาสองปีเต็มจนรู้ว่าเธอย้ายไปอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม ทำงานเป็นเมคอัพอาร์ติสให้กับดารา – เซเลบฝั่งฮอลลีวูด มีชื่อเป็นที่รู้จักกันในแวดวงความงามว่า เจ.พี แต่ไม่ชอบออกสื่ออีกทั้งไม่ได้แต่งงานกับชนาธิปอย่างที่บอกเขาไว้อีกด้วย ตอนนั้นเขาตระหนักแล้วว่าเธอคงไม่คิดจะกลับไปอยู่กับเขาอีกเป็นแน่ เพราะเธอไม่ต้องการเขาเลยสักนิด แล้วอย่างนั้นเขาจะยังต้องการเธออยู่อีกทำไมเล่า ชีวิตของเขาต้องเดินต่อ ต้องสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบตามที่ตัวเองฝันไว้ และโชคดีที่เงินของเขาซื้อตัวชนาธิปได้ถึงได้วางแผนชิงตัวลูกมาอย่างแยบยลไม่เป็นที่สงสัย
เขาตั้งชื่อใหม่ให้ลูกว่าปุณณ์ คล้องกับชื่อเขาที่ขึ้นต้นด้วย ป.ปลา หมดเงินไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่เพื่อแลกกับการที่จะทำให้ปุณณ์ เพลิงพยัคฆ์มีตัวตนจริงๆ บนโลกใบนี้
และอันที่จริงเขาไม่ต้องกลัวเลยว่าจินตปาตีจะแย่งลูกกลับคืนไปได้ ด้วยตามหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับตัวปุณณ์ยืนยันได้ชัดเจนว่าเขาคือพ่อ ส่วนแม่ก็คือรัศมิมาลย์ แม้เขาจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับหล่อนแต่หล่อนก็มีชื่อเป็นแม่และมีสิทธิ์ในตัวปุณณ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ส่วนภีม...เด็กคนนั้นถูกระบุว่าเสียชีวิตในเหตุการณ์เรือระเบิดที่อัมสเตอร์ดัมเมื่อสองปีที่ก่อน นั่นเท่ากับว่าไม่มีลูกชายของจินตปาตีอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว
ต่อให้จินตปาตีจะไปร้องเรียนที่ไหนก็คงจะมีแต่คนหาว่าเธอบ้า นอกเสียจากจะตรวจดีเอ็นเอเท่านั้น แต่เขาคงไม่ยอมให้เจ้าหล่อนได้ทำแบบนั้นแน่ๆ
เธอจะต้องข้ามศพเขาไปก่อน!
