บทที่ 11 บาดแผลใต้ร่มผ้า
แสงไฟวอร์มไลท์ดวงเล็กจากโคมไฟตั้งพื้นหัวเตียงส่องสว่างสลัวๆ ขับเน้นบรรยากาศยามเที่ยงคืนในห้องนอนกว้างของเพนท์เฮาส์หรูให้เต็มไปด้วยเงาสลัวที่เงียบสงบ เสียงสายฝนภายนอกพร่างพรมกระทบกระจกบานใหญ่เบาลงเหลือเพียงเสียงซู่ซ่าจางๆ ประตูห้องนอนถูกเปิดออกเชื่องช้า ไร้เสียงก้องกังวานใดๆ จูเลียน แวนซ์ ก้าวเข้ามาในห้องหลังจากผ่านการประชุมเครียดและอ่านแฟ้มรายงานประวัติลับที่โดมินิกส่งมอบให้จนดึกดื่น
เขาสลัดเสื้อสูทตัวนอกพาดไว้กับเก้าอี้พักผ่อน ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำลงสามเม็ดผ่อนคลายความอึดอัด สายตาสีเทาคมกริบกวาดมองไปที่เตียงคิงไซส์ที่ว่างเปล่า ความเงียบปนกลิ่นหอมหวานจางๆ ของน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์และกลิ่นกายสาวนำทางเขาไปสู่ห้องแต่งตัวและห้องน้ำส่วนตัวที่เปิดประตูค้างไว้เล็กน้อย
แสงไฟสีส้มอบอุ่นส่องลอดออกมาจากช่องประตูที่แย้มออก เซเรนากำลังยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้องแต่งตัว หญิงสาวอยู่ในชุดเสื้อคลุมผ้าไหมซาตินสีขาวนวลตัวยาว สายรัดเอวถูกคลายออกหลวมๆ เธอพยายามเอื้อมมือบอบบางไปด้านหลังเพื่อทายาหลอดเล็กๆ ลงบนแผ่นหลังของตัวเอง ความเจ็บปวดและความยากลำบากในการเอื้อมมือทำให้เธอต้องนิ่วหน้า นกน้อยตัวนี้คิดว่าสามีจอมปลอมของเธอจะยังคงง่วนอยู่กับงานด้านนอก และไม่คิดว่าเขาจะเข้ามาในเวลานี้
จูเลียนหยุดชะงักฝีเท้าอยู่ตรงธรณีประตู ร่างสูงใหญ่กอดอกพิงขอบประตูอย่างเงียบเชียบ เขามองดูแผ่นหลังบอบบางของภรรยาแต่งตัวผ่านเงาสะท้อนในกระจกบานโต ผ้าไหมเนื้อนุ่มลื่นสไลด์หลุดออกจากลาดไหล่ระหงลงไปกองอยู่ที่ข้อศอกตามแรงเคลื่อนไหว เผยให้เห็นเรือนร่างท่อนบนเปลือยเปล่าไร้สิ่งปกปิด
นอกจากรอยจูบและรอยบีบเค้นสีแดงอมม่วงที่จูเลียนเป็นคนสร้างไว้เมื่อค่ำคืนก่อน บนผิวเนียนละเอียดขาวผ่องราวกับหิมะตรงช่วงกลางแผ่นหลังยาวลงมาถึงเอวคอด กลับปรากฏร่องรอยอีกประเภทหนึ่งที่ทำให้หัวใจของซาตานหนุ่มกระตุกวูบอย่างแรง
รอยแผลเป็นสีซีดนูนขรุขระเป็นแนวยาวหลายร้อยรอย ลากผ่านแผ่นหลังเนียนนุ่มราวกับแผนที่แห่งความทรมาน บางรอยเป็นรอยลึกจากสายเข็มขัดหรือแส้หนัง บางรอยเป็นรอยไหม้จางๆ ขนาดเท่าหัวบุหรี่ที่ซ่อนอยู่ใกล้กับกระดูกสะบัก ร่องรอยบาดแผลเก่าแก่ที่ถูกบดบังไว้ใต้เสื้อผ้าปิดชิดมาตลอดชีวิต บัดนี้ปรากฏแก่สายตาของเขาอย่างเปลือยเปล่าและเปราะบาง
แฟ้มเอกสารรายงานทางการแพทย์ที่โดมินิกส่งให้เมื่อครู่ ลอยกลับเข้ามาในหัวของจูเลียนทันที...
'ร่องรอยกระดูกข้อมือซ้ายแตกและรอยบอบช้ำทั่วตัว... โดนทำร้ายร่างกายอย่างทารุณ'
ดวงตาสีเทาคมกริบที่เคยบดบังด้วยความเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมนอันน่ากลัว ไฟโทสะที่ไร้เสียงจุดติดขึ้นในอกอย่างฉับพลัน มันไม่ใช่โทสะที่เกิดจากการถูกทรยศ ทว่ามันคือความแค้นแทนเหยื่อตรงหน้า ความรู้สึกหวงแหนและอยากปกป้องสัญชาตญาณสัตว์ป่าพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับผู้หญิงคนไหน
เซเรนาพยายามใช้ปลายนิ้วแตะตัวยาลงบนรอยแผลลึกตรงกลางหลัง แต่ด้วยระยะที่ยื่นไปไม่ถึง ทำให้เธอหลุดเสียงร้องในลำคอด้วยความเจ็บปวด ยาในมือเกือบจะหลุดร่วง
ทว่าก่อนที่หลอดตัวยาจะตกถึงพื้น พื้นที่ด้านหลังของเธอกลับถูกครอบครองด้วยเงาร่างสูงใหญ่กำยำ ฝ่ามือหนาร้อนผ่าวเอื้อมมาจากด้านหลัง คว้ารับหลอดตัวยาไว้ได้อย่างทันท่วงทีพร้อมกับที่แผ่นอกแกร่งซ้อนทับลงมาชิดติดกับแผ่นหลังสั่นสะท้านของเธอ
"อ๊ะ!"
เซเรนาสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ หญิงสาวรีบดึงผ้าไหมขึ้นหมายจะปกปิดความเปลือยเปล่าและบาดแผลน่าเกลียดน่ากลัวของตัวเองด้วยความอับอาย
"จูเลียน! คุณ... คุณเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่?"
"อย่าขยับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจสั่งการแหบพร่าอยู่ข้างใบหู ฝ่ามือหนาอีกข้างของจูเลียนรั้งข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้แน่น ยึดตรึงไม่ให้เธอหมุนตัวหนีหรือดึงผ้าขึ้นมาบดบัง
"ฉันบอกว่าอย่าขยับ เซเรนา"
"ปล่อยนะ... ได้โปรด อย่ามอง"
ใบหน้าหวานของเซเรนาร้อนผ่าว หยาดน้ำตาแห่งความอับอายเอ่อคลอเบ้าตา นัยน์ตาสีฟ้าหม่นสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อเห็นสายตาของเขามองผ่านกระจกจ้องตรงมาที่แผ่นหลังของเธอ เธอสู้ทนความเจ็บปวดได้ เธอสู้กับความร้ายกาจของเขาได้ แต่เธอไม่พร้อมจะให้ซาตานอย่างเขามองเห็น 'บาดแผลแห่งความพ่ายแพ้' ที่เธอพยายามซ่อนไว้ใต้ร่มผ้ามาทั้งชีวิต
"ทำไมจะมองไม่ได้?"
จูเลียนไม่เพียงไม่ปล่อย แต่เขากลับกดไหล่บอบบางของเธอลงเชื่องช้า บังคับให้เธอยืนนิ่งอยู่หน้ากระจก สองตาของเขายังคงจับจ้องรอยแผลเป็นสีซีดเหล่านั้น
"ในเมื่อร่างกายนี้เป็นของฉัน... สารเลวหน้าไหนมันทำรอยพวกนี้ไว้บนตัวเธอ?"
คำถามนั้นปราศจากความเหน็บแนม มีเพียงความดุดันและเยียบเย็นจนน่าขนลุก เซเรนากัดริมฝีปากล่างแน่นจนแผลเก่าเกือบแตกซ้ำ เธอพยายามเบือนหน้าหนีไม่สบตากับเขาในกระจก
"มัน... มันเป็นเรื่องเก่ามาแล้วค่ะ ไม่เกี่ยวกับคุณ"
เธอเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า พยายามบังคับไม่ให้น้ำตาไหลร่วง
"มันเป็นแค่รอยอุบัติเหตุตอนเด็กๆ..."
