บทที่ 12 เอเลนอร์
"อย่ามาโกหกฉัน!"
จูเลียนตะคอกเสียงต่ำ บรรยากาศรอบตัวกดต่ำลงจนอบอ้าว เขากระชากข้อมือเธอเบาๆ บังคับให้เธอเชิดหน้าขึ้นมองเขาในกระจก
"อุบัติเหตุงั้นหรือ? รอยบุหรี่จี้เนี่ยนะอุบัติเหตุ? รอยสายเข็มขัดลากผ่านกระดูกสันหลังนี่คืออุบัติเหตุงั้นหรือ เซเรนา?!"
ความจริงที่ถูกเปิดเผยทำให้หัวใจของเซเรนากร่นร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอลืมไปว่าผู้ชายคนนี้คือหัวหน้าทีมสืบสวนคดีพิเศษ ผู้ชายที่ไม่เคยมีสิ่งใดลอดพ้นสายตาของเขาไปได้
"เอเลนอร์..."
เซเรนากระซิบตอบเบาหวิวราวกับเสียงนั้นถูกสูบหายไปในอากาศน้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านพวงแก้มเนียน
"เวลาที่คุณพ่อไม่อยู่บ้าน... หรือเวลาที่คามิลลาทำอะไรขัดใจเธอ เอเลนอร์จะดึงฉันลงไปในห้องใต้ดิน... รอยพวกนี้ คือรางวัลสำหรับการเป็นลูกนอกสมรสที่ไร้ทางสู้ในบ้านหลังนั้น"
ความเงียบเชียบอันแสนทรมานโรยตัวลงปกคลุมห้องแต่งตัว จูเลียนจ้องมองใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาผ่านเงากระจก ความรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจของชายหนุ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้หญิงคนนี้สู้ทนความทรมานระดับนี้มาตั้งแต่วัยเด็ก แต่เธอกลับยังคงเชิดหน้าและดวงตาสีฟ้าคู่นั้นยังคงท้าทายโลกใบนี้ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
ฝ่ามือใหญ่ที่เคยดุดันและแข็งกร้าว ค่อยๆ ผ่อนแรงกุมข้อมือของเธอออก จูเลียนเปิดฝาหลอดตัวยาในมือ บีบเนื้อครีมสีขาวลงบนปลายนิ้วเรียวยาวของเขาเอง ก่อนจะเลื่อนมือไปสัมผัสกับแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเธออย่างนุ่มนวล
เซเรนาสะดุ้งเฮือกเมื่อปลายนิ้วหยาบกร้านแต่อุ่นจัดของเขาสัมผัสลงบนรอยแผลเป็นยาวตรงกลางหลัง สัมผัสของเขาไม่ได้หนักหน่วงหรือดิบเถื่อนเหมือนค่ำคืนที่ผ่านมา แต่มันกลับแผ่ซ่านความอบอุ่นและนุ่มนวลอย่างที่เธอไม่เคยได้รับจากมนุษย์คนไหนในชีวิต
"อ๊ะ... จูเลียน"
เธอครางแผ่วเบา ร่างกายสั่นสะท้านไปกับสัมผัสที่คาดไม่ถึง
"อยู่นิ่งๆ"
เขากระซิบสั่ง น้ำเสียงลดความดุดันลงเหลือเพียงความนุ่มลึก จูเลียนใช้นิ้วโป้งค่อยๆ นวดคลึงตัวยาลงบนรอยแผลเป็นนูนทีละรอย สายตาของเขาจดจ้องอยู่กับบาดแผลเหล่านั้นอย่างตั้งใจและประณีต ราวกับกำลังซ่อมแซมงานศิลปะชิ้นสำคัญที่เคยถูกทำลายล้าง
ความบอบช้ำจากอดีตและความอบอุ่นในปัจจุบันปะทะกันในอกของเซเรนา น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาอย่างกั้นไม่อยู่ เธอละทิ้งกำแพงความดื้อดึงทั้งหมด ทิ้งน้ำหนักตัวถอยหลังไปซบกับแผงอกแกร่งของจูเลียน ปล่อยให้ชายหนุ่มใช้อ้อมแขนและร่างกายอันใหญ่โตของเขากดทับและปกป้องเธอไว้จากความทรงจำอันเลวร้าย
จูเลียนรู้สึกถึงแผ่นหลังสั่นสะท้านและหยาดน้ำตาที่ไหลซึมลงบนแผงอกของเขา เขาวางหลอดตัวยาลงบนเคาน์เตอร์ ก่อนจะสอดท่อนแขนแกร่งทั้งสองข้างโอบรัดรอบเอวคอดกิ่วของเธอ ดึงร่างบอบบางเข้ามากระชับแนบแน่น ก้มหน้าลงซุกไซ้ใบหน้าเข้ากับซอกคอหอมกรุ่นของเธอจากด้านหลัง
ริมฝีปากร้อนจัดของเขาไม่ได้ประทับจูบเพื่อเรียกร้องความเสียวซ่าน ทว่าเขากลับประทับจูบหนักๆ ลงบนลาดไหล่ระหง จากนั้นค่อยๆ เลื่อนต่ำลงมาประทับจุมพิตอย่างอ่อนโยนลงบนรอยแผลเป็นทีละรอย... ทีละรอย บนแผ่นหลังของเธอ
สัมผัสจุมพิตที่เย็นชืดแปรเปลี่ยนเป็นความอุ่นร้อน รอยริมฝีปากของซาตานร้ายที่ประทับลงบนบาดแผลเก่า เปรียบเสมือนการล้างบาปและการตีตราจองรอบใหม่... ไม่ใช่การตีตราเพื่อชิงอำนาจ ทว่าเป็นการตีตราว่าบาดแผลเหล่านี้ ต่อไปนี้จะได้รับการปกป้องโดยเขาแต่เพียงผู้เดียว
"จูเลียน..."
เซเรนากระซิบชื่อเขาด้วยความรู้สึกวาบหวามและซาบซึ้งใจ สองมือบางยกขึ้นมากอบกุมท่อนแขนแกร่งที่โอบรัดเอวเธอไว้แน่น "ทำไม..."
"จำเอาไว้ เซเรนา"
จูเลียนเอ่ยเสียงพร่าต่ำอยู่ชิดผิวเนื้อแผ่นหลังของเธอ ลิ้นร้อนตวัดเลียซับหยดน้ำตาที่ไหลลงมาจากคางของเธอผ่านกระจก
"รอยพวกนี้ไม่ใช่ความอับอายของเธอ... แต่มันคือตราประทับที่บอกว่าเธอแข็งแกร่งแค่ไหนที่รอดชีวิตมาจากพวกมันได้"
ดวงตาสีฟ้าหม่นสบตากับดวงตาสีเทาลึกล้ำในเงากระจก หัวใจของเซเรนาเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คำพูดของชายหนุ่มไม่ได้เป็นแค่คำปลอบประโลม แต่มันคือการยกยกย่องและคืนศักดิ์ศรีที่เคยถูกทำลายไปให้แก่เธอ
"และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป..."
จูเลียนหมุนร่างบอบบางในอ้อมแขนให้หันกลับมารับสัมผัสจากเขาตรงๆ มือหนาประคองใบหน้าหวานที่เปรอะคราบน้ำตาขึ้นมา นัยน์ตาสีเทาทอประกายความมืดมนอันน่ากลัว
"ใครก็ตามที่เคยสร้างรอยพวกนี้บนตัวเธอ... ฉันจะคืนรอยแผลพวกนั้นให้พวกมันร้อยเท่าพันเท่า เอเลนอร์ คลาร์ก จะต้องกรีดร้องอ้อนวอนความตายอยู่ใต้เท้าของเธอ"
คำสัญญาอันเหี้ยมโหดกลายเป็นน้ำทิพย์ชโลมหัวใจที่แห้งผากของเซเรนา เธอไม่หวาดกลัวความดิบเถื่อนในดวงตาของเขาอีกต่อไป ทว่ากลับรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน หญิงสาวเขย่งปลายเท้าขึ้น ยื่นหน้าเข้าไปประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากหยักลึกของเขาเป็นฝ่ายเริ่มต้นด้วยตัวเอง
เซเรนาลุกขึ้นแล้วเดินไปยืนอยู่ริมหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ของเพนท์เฮ้าส์ สายตาของเธอมองออกไปด้านนอกนั้นอย่างเหม่อลอย เธอสวมชุดคลุมผ้าไหมสีซาตินเนื้อนุ่มที่พริ้วไหวไปตามการเคลื่อนไหว ทุกย่างก้าวของเธอดึงดูดสายตาของจูเลียนที่เฝ้ามองอยู่จากทางด้านหลังอย่างไม่ลดละ
จูเลียนก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ฝีเท้าของเขาแผ่วเบาแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นคง เขายืนซ้อนข้างหลังเธอจนเซเรนารับรู้ได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมามาจากแผงอกกว้าง กลิ่นน้ำหอมบุรุษผสมกลิ่นไม้จันทน์อ่อนๆ ของเขาทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเธอเริ่มตัดสลับจังหวะ
"คุณดูไม่มีสมาธิเลย เซเรนา"
เสียงทุ้มต่ำของจูเลียนกระซิบที่ข้างใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดผิวเนียนจนเธอต้องย่นหัวไหล่หนีด้วยความสะท้าน
"ฉันแค่คิดถึงงานพรุ่งนี้ค่ะ"
เธอโกหก เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยเมื่อมือหนาของจูเลียนค่อยๆ วางลงบนเอวคอดของเธอ นิ้วมือของเขาบีบกระชับเบาๆ แต่แฝงไปด้วยความปรารถนาที่ปิดไม่มิด
"ลืมเรื่องงานพรุ่งนี้ไปก่อนเถอะ คืนนี้มีแค่ฉันกับเธอ"
จูเลียนพลิกตัวเธอให้หันกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาคมกริบของเขาสบประสานกับดวงตาคู่สวยของเธอ ราวกับกำลังหลอมละลายความลังเลใจทั้งหมดให้หมดสิ้นไป เขาเชยคางเธอขึ้นเบาๆ ก่อนจะก้มลงประทับริมฝีปากลงมา
รสสัมผัสในตอนแรกนั้นนุ่มนวลและหยั่งเชิง แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเร่าร้อนและโหยหาอย่างลึกซึ้ง เซเรนาครางแผ่วในลำคอ มือของเธอเลื่อนขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่ง นิ้วมือสอดแทรกเข้าไปในกลุ่มผมหนาของเขา ดึงรั้งให้เขาเข้ามาแนบชิดยิ่งขึ้น
จูเลียนบดเบียดริมฝีปากลงมาอย่างเอาแต่ใจ ลิ้นร้อนเกี่ยวพันหยอกเย้าจนเธอแทบหมดแรงต้านทาน ทุกสัมผัสของเขาเต็มไปด้วยความทะนุถนอมทว่าทรงพลัง มือหนาเลื่อนจากเอวขึ้นมาลูบไล้แผ่นหลังเนียนภายใต้ผ้าไหมซาตินลื่นมือ ก่อนจะค่อยๆ ปลดปมเชือกผูกเอวออกอย่างชำนาญ
ผ้าไหมสีสวยร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นห้องอย่างไม่ไยดี หลงเหลือเพียงความงดงามที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง จูเลียนผละริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้า สายตาของเขาจดจ้องเรือนร่างของเธอด้วยความเทิดทูนและเปี่ยมไปด้วยความกระหาย เขาก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาวระหง ขบเม้มเบาๆ จนสร้างรอยรักสีกุหลาบจางๆ ขณะที่เซเรนาแอ่นอกเข้าหารับสัมผัสจากมือและริมฝีปากของเขาอย่างลืมตัว
ความปรารถนาที่ถูกเก็บกดไว้พุ่งทะยานจนถึงขีดสุด จูเลียนช้อนอุ้มร่างบางขึ้นในอ้อมแขนอย่างง่ายดายก่อนจะพาเธอไปยังเตียงกว้างหนานุ่ม แสงจันทร์จากภายนอกสาดส่องเข้ามาอาบไล้ร่างของคนทั้งสองที่สอดประสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ขับขานท่วงทำนองแห่งความรักที่เร่าร้อนและยาวนาน ข้ามผ่านค่ำคืนอันเงียบสงบก่อนที่แสงตะวันของวันใหม่และแสงไฟในงานกาล่าจะมาเยือน
