บทที่ 3 ชีวิตที่ถูกซื้อคืน
“ใคร ใคร...จ้างพวกนายมา” หญิงสาวพยายามถดถอยร่างกายไปด้านหลัง แต่มันเป็นต้นไม้ เธอหนีไปไหนไม่ได้อีกแล้ว
“บอกไม่ได้หรอก พวกมึงจับมัน กูจะกรีดเอง”
“อย่าทำฉันได้ไหมคะ ฉันขอร้อง ฉันไหว้ละ”
“ถูกแทงขนาดนี้ ไม่แน่คืนนี้มึงก็ต้องตาย ทนให้กูกรีดหน้าหน่อย อย่างน้อยก็ช่วยให้พวกกูมีเงินใช้”
“งั้นฆ่าฉันก่อนดีไหม อย่าให้ฉันทรมานไปกว่านี้เลย”
“ปิดปากมันสิ ส่วนมึงเตรียมถ่ายภาพ ต้องเอาภาพไปยืนยัน ไม่งั้นไม่ได้เงินนะมึง” ชายคนหนึ่งตรงเข้าไปกอดคอและปิดปากของผ้าแพร อีกสองคนจับยึดแขนขา ทำให้หญิงสาวไร้ซึ่งหนทางหลบหนี
คมมีดกรีดลงที่โหนกแก้มลากมาเกือบถึงมุมปาก ผ้าแพรกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แต่ความเจ็บเหล่านี้ก็ไม่อาจหลุดพ้นได้
“อีกข้างหนึ่ง” ชายคนเดิมสั่งให้เปลี่ยนมือที่ใช้ปิดปากผ้าแพร จัดแจงตั้งท่าแต่ยังไม่ทันได้ลงมีด เสียงร้องดัง ๆ ของใครสักคนก็ดังขึ้น
“ตำรวจ! ตำรวจทางนี้! มาเร็ว ๆ พวกเรามาช่วยกันเร็ว!!!” เสียงนั้นเป็นเสียงสุดท้ายที่ผ้าแพรได้ยิน ตามมาด้วยความเจ็บจุกที่ร่างกายถูกผลักไปกระแทกกับต้นไม้ด้านหลัง จากนั้นทุกอย่างก็ดับมืดไปในราตรีที่แสนทรมาน
“คุณหนู นี่เป็นเงินก้อนเดียวที่เราเหลืออยู่แล้วนะคะ” อาหลิ่นรั้งถุงเงินมาจากมือเจ้านายสาวอย่างถือวิสาสะ เธอรู้ว่าเจ้านายเป็นคนจิตใจดี แต่เวลานี้มันควรจะสนใจตัวเองก่อนมากกว่า
มือเรียวของคนเป็นเจ้านายหมายจะคว้าถุงเงินกลับมาแต่ไม่สำเร็จ
“อาหลิ่น... นี่ชีวิตคนทั้งคนเลยนะ จะให้เราทิ้งเธอให้นอนตายได้เหรอ เราทำไม่ได้หรอก” ในที่สุดภัสรดาก็รั้งถุงเงินกลับมาจนได้ มองค้อนสาวใช้คนสนิทเล็กน้อย เพราะเธอกำลังตั้งครรภ์แต่ต้องมามายื้อยุดถุงเงิน
“แต่คุณหนูเองก็ต้องใช้เงินเพื่อเดินทางนะคะ แล้วก็กำลังท้องอยู่ด้วย”
“เอาน่า... ช่วยเธอก่อนเถอะ เราทำใจเห็นเธอตายไปต่อหน้าไม่ได้จริง ๆ” ภัสรดาตัดสินใจเดินไปยื่นเงินก้อนสุดท้ายจ่ายค่ารักษาให้กับหญิงผู้เคราะห์ร้ายคนนั้น แม้เงินนี้จะจำเป็นกับตนเองมาก แต่ในเวลานี้มันจำเป็นเธอผู้นี้มากกว่า
ตั้งแต่เด็กจนโตหญิงสาวมองเห็นครอบครัวช่วยเหลือคนอื่นผ่านอาชีพหมอมาตลอด ตัวเธอไม่มีความรู้ด้านการแพทย์ ดังนั้นครั้งนี้จึงช่วยคนคนหนึ่งเท่าที่สามารถทำได้แล้ว
“เราแค่พามาหาหมอก็น่าจะมากพอแล้ว ไม่น่าจะต้องจ่ายค่ารักษาให้เลยนะคะ” อาหลิ่นยังไม่วายรู้สึกเสียดายเงิน ทั้งที่เจ้านายหญิงก็จ่ายเงินไปแล้วจนหมด
ร่างอุ้ยอายค่อย ๆ เดินไปทิ้งกายนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกโดยมีคนข้างกายประคองไว้
“เรายังมีของมีค่าอีกชิ้นนะ”
“แต่ของนั่นมันสำคัญมากนะคะ!” อาหลิ่นแย้งทันที
“เอาน่า... เมื่อจำเป็นต้องใช้มันก็ต้องใช้”
ภัสรดาลูบหน้าท้องที่นูนยื่นออกมาอย่างถนอม เธอสัมผัสถึงการดีดดิ้นแรง ๆ ของทารกในท้อง ความจุกเสียที่เกิดขึ้นทำให้ต้องกลั้นหายใจไปชั่วขณะ เมื่อาการดีขึ้นจึงได้ผ่อนลมหายใจออกมา
“เจ็บท้องเหรอคะคุณหนู” เพราะเห็นสีหน้าเจ้านายไม่สู้ดีจึงได้เอ่ยถาม มือก็บีบแขนบีบขาภัสรดาอย่างกังวลไปด้วย
“ลูกดิ้นนะ คงดีใจที่ได้ช่วยคนกับแม่ หลิ่นไม่ดีใจเหรอ” อาหลิ่นยู่หน้าอย่างเคือง ๆ อย่างไรเธอก็ยังเสียดายเงินก้อนนั้น “ผู้หญิงคนนี้โชคร้ายมากเลยนะ เธอทั้งถูกแทงที่หลังลึกมาก เสียเลือดเยอะมาก แถมหน้ายังถูกกรีดหน้า คงจะทรมานน่าดู หวังว่าหมอจะช่วยเธอได้”
ปากพูดดวงตาของภัสรดาก็มองเข้าในห้องรักษาด้วยความเป็นห่วง
“คนดี ๆ ที่ไหนจะมีคนตามฆ่าขนาดนี้ค่ะ ดูอย่างตอนที่เราเพิ่งมาถึงคลินิกนี่สิค่ะ ยังมีคนเอารูปเธอมาตามหา แต่ละคนไม่ใช่คนดีเลย ผู้ชายคนนั้นพกปืนด้วยอาหลิ่นเห็น ดูท่าจะมาเล่นงานเธอเหมือนไอ้พวกก่อนหน้านี้”
“อาหลิ่นอย่าคิดแบบนั้นเลย ก็ใช่ว่าคนดีจะไม่ถูกรังแกซะเมื่อไรละ” ภัสรดาเอ่ยเสียงเศร้า ทำให้สาวใช้ไม่กล้าที่จะพูดอะไรต่อ รู้ดีว่าเจ้านายหญิงหัวใจเจ็บช้ำมาไม่น้อย อดทนก็ไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร
คนทั้งสองเฝ้ารอการรักษาอยู่ที่หน้าห้องนานร่วมสองชั่วโมง สุดท้ายคุณหมอก็ออกมาบอกว่าเธอคนนั้นปลอดภัยแล้ว ทว่าสุดท้ายภัสรดาก็ไม่อาจตัดใจทอดทิ้งไปได้อยู่ดี เธอจึงอุ้มท้องเฝ้าคนบาดเจ็บที่ยังไม่ฟื้นคืนสติจนกระทั่งเช้า
“คุณหนู เธอฟื้นแล้วค่ะ เธอฟื้นแล้ว!” อาหลิ่นส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ เมื่อคืนเธอทำหน้าที่เช็ดตัวให้ผู้หญิงคนนั้นทั้งคืน ที่ทำไม่ใช่เพราะอยากทำเท่าไร แต่เพราะหากไม่ทำเจ้านายของเธอก็จะเป็นฝ่ายมาทำเอง
ร่างอุ้ยอ้ายของภัสรดาค่อย ๆ ลุกจากเตียงไม้ที่เอนนอน จากนั้นก็รีบเข้ามาหญิงสาวบนเตียงคนไข้
ผ้าแพรกระพริบตาหลายครั้งมองไปรอบ ๆ ความเจ็บปวดที่หลังแผ่ซ่านไปหมด เธอแทบไม่มีแรงขยับตัว ที่ทำได้ก็เพียงแค่กรอกตามองไปรอบ ๆ ก่อนเห็นหญิงสองคนที่กำลังยืนมองเธออย่างตั้งใจ
ผู้หญิงสองคนนี้เป็นใคร เธอไม่เคยรู้จัก หรือโลกหลังความตายเป็นเช่นนี้
“ฉันตายแล้วเหรอ?” เธอถามเสียงบางเบา
“ยังหรอก อย่าเพิ่งรีบตายสิ อาหลิ่นรินน้ำให้หน่อย” ภัสรดาเอ่ยยิ้ม ขยับเข้าไปใกล้มากขึ้น “ตอนนี้ปลอดภัยแล้วนะคะ ไม่ต้องกลัวค่ะ”
“คุณ... ช่วยฉันไว้เหรอคะ” ก่อนจะหมดสติเธอได้ยินเสียงผู้หญิง แต่ไม่ได้เสียงหวานแบบนี้ เสียงนั้นแข็งกระด้างและมีความตื่นตระหนกมาก
“ก็ใช่น่ะสิ เจ้านายของฉันเป็นคนช่วยเธอ แล้วก็ใช่เงินที่เอาไว้เดินทางไปรักษาเธอหมดแล้วด้วย” เป็นอาหลิ่นที่ตอบด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยพอใจเท่าไร เสียงนี้แหละ เสียงที่เธอจำได้ก่อนหมดสติไป
“อย่าเสียมารยาทอาหลิ่น"
