บทที่ 8 บ่วงความปรารถนา

“ภัสลูกแม่...”

“ชื่อของเจ้าหนูใช่ไหม ภัสวัตน์ ชื่อเพราะมากรดา”

ภัสรดาค่อย ๆ ขยับตัวเพื่อกอดบุตรชาย แต่มันยากลำบากเกินไป เธอไม่มีแรงมากพอที่จะอุ้มเด็กทารกเลยด้วยซ้ำ ทำได้เพียงใช้ปลายนิ้วแตะมือน้อย ๆ ของเด็กชายภัสวัตน์

“อาหลิ่นไปตามพี่ชายของรดา อีกเดี๋ยวพวกเขาก็จะมารับรดากลับบ้านแล้ว อดทนนะ รดาเก่งมาก” หญิงสาวยิ้มจาง ๆ ให้กับผ้าแพร

“เสียดาย... ที่รดาไม่มีโอกาสได้ให้นมลูก”

“พูดอะไรแบบนั้น เดี๋ยวก็หาย พอร่างกายแข็งแรงก็ให้นมลูกได้แล้ว ตอนนี้รดาสนใจแค่ร่างกายตัวเองก็พอ ส่วนเจ้าหนูภัสพี่จะดูแลให้อย่างดี เขากินนมพี่เหมือนที่รดากินเลย” คนฟังหัวเราะดวงตาแดง ๆ

“พี่แพร... ในกระเป๋าผ้ามีจดหมายฉบับหนึ่ง ฝากพี่แพรเอาไปให้พี่ชายของรดาหน่อยนะคะ ฝากบอกพวกเขาว่า...รดาขอโทษ”

“เดี๋ยวเขาก็มาแล้ว รดาขอโทษเขาเองดีกว่านะ”

“ฝากพี่แพรดูแลลูกของรดาด้วยนะคะ”

“รดา เลิกพูดอะไรเป็นลางได้แล้ว รดาต้องแข็งแรงและรีบมาให้นมลูก พี่แค่ดูแลชั่วคราวเท่านั้น”

วี๊ด~~~

เสียงหวีดวิ๊งบางอย่างแทรกเข้ามาในหูของผ้าแพรอย่างรุนแรง เธอหลับตาแน่นเมื่อรู้สึกแสบหูมากเกินไป นานหลายวินาทีกว่าจะรู้สึกว่าเสียงนั้นเบาบางก่อนจะหายไปดื้อ ๆ ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นกลับพบกับแรงเขย่าจากนางพยาบาลคนหนึ่ง

“คุณแม่จากไปแล้วค่ะ” ประโยคที่นางพยาบาลเอ่ยเมื่อครู่ผ้าแพรรู้สึกฟังไม่ชัดเท่าไร ทว่าสัญชาตญาณก็เหมือนจะเข้าใจความหมายโดยไม่ต้องบอกซ้ำ เธอหันไปหาหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียง มือหนึ่งยังถูกผ้าแพรกุมจับไว้ แต่มันเย็นเฉียบจนรู้สึกหนาวเหน็บในใจไปด้วย

“พี่แพร คุณหนูเป็นยังไงบ้างคะ!” อาหลิ่นวิ่งเร็ว ๆ เข้ามาในห้อง ผ้าแพรหันไปหาต้นเสียงด้วยอาการนิ่งค้าง ไม่ทันจะได้อ้าปากพูดอะไรพยาบาลก็อธิบายทุกอย่างไปแล้ว

“ไม่จริง! คุณหนู! ไม่จริง อาหลิ่นไม่เชื่อ!!! คุณหนูอย่าทิ้งอาหลิ่นไปฮื่อ ๆ อาหลิ่นไม่เชื่อ...” อาหลิ่นโผล่เข้าไปกอดร่างที่เย็นเฉียบของเจ้านายสาว ร้องไห้สะอึกสะอื้นโดยไม่สนใจใครทั้งนั้น เจ้านายที่เธอรักและเทิดทูนมาตลอดชีวิต เจ้านายที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ บัดนี้เธอไม่อาจกลับมาดูใจได้ทัน อีกทั้งยังไม่สามารถไปตามพี่ชายของคุณหนูมารับได้ด้วย 

ความผิดนี้คงติดอยู่ในใจของอาหลิ่นไปชั่วชีวิต

พิธีศพของภัสรดาจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายและธรรมดาอย่างที่สุด ซึ่งเป็นทางออกเดียวเท่าที่จะพอทำได้ ซึ่งก็ดีกว่าศพไร้ญาตินิดหน่อยเท่านั้นเอง

อาหลิ่นและผ้าแพรยังไม่มีหนทางอื่นให้กับชีวิต หลังเผาและจัดเก็บอัฐิอย่างเรียบง่ายดีแล้ว รอวันเวลาที่จะให้ครอบครัวภัสรดามารับกลับไป ทั้งสองก็ยังเคว้งขว้างไร้ซึ่งเข็มทิศชีวิต

“โยม ไม่ไกลจากที่นี่มีบ้านเช่าราคาถูก สภาพไม่ได้ดีเท่าไรก็จริง แต่มันก็พอได้หลับนอนและเลี้ยงดูลูกนะ” พระชรารูปหนึ่งเอ่ยด้วยความเวทนา

“พวกเราไม่มีเงินติดตัวเลยค่ะหลวงตา” ผ้าแพรสารภาพตามความจริง เช่นเดียวกับตอนที่มาขอทำศพที่วัดแห่งนี้ เธอเองก็สารภาพไปตามตรงว่าขอจัดพิธีให้ถูกต้อง เท่าที่ทางวัดจะเมตราให้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

เด็กวัดคนหนึ่งยื่นส่งเงินให้ 

“เงินนี่คงพอเช่าได้สักอาทิตย์ คงพอหางานทำและเช่าต่อไปได้ ดีกว่าร่อนเร่แบบนี้ เด็กเองก็จะยิ่งลำบาก”

คนทั้งสองกราบขอบคุณพระชรา เห็นด้วยกับที่ท่านแนะนำทุกประการ แม้ในตอนนี้จะอับจนหนทางเหลือเกิน อย่างไรก็ต้องดูแลเด็กให้ปลอดภัยที่สุด จะร่อนเร่เดินไปข้างถนนคงไม่ได้แล้ว

เด็กวัดรับอาสาพามาส่ง บ้านที่ได้เช่า...อยู่ลึกแทบจะติดชายป่า ดีหน่อยที่บ้านข้าง ๆ เป็นลุงกับป้าใจดี แบ่งเอาอาหารและน้ำดื่มมาให้จำนวนหนึ่ง

“ตอนนี้เราคงต้องอยู่ที่นี่ไปก่อน เจ้าหนูภัสยังเล็ก เดินทางคงลำบาก อาหลิ่นก็คอยดูแลหนูภัส ส่วนฉันจะออกไปดูว่าพอมีงานหรือทำอะไรพอได้เงินบ้าง” ผ้าแพรจัดแจงหลังจากจับต้นชนปลายชีวิตได้

“ถ้าวันนั้นอาหลิ่นเก็บเงินดี ๆ บางทีคุณหนูก็คงไม่ตายฮื่อ ๆ” พูดเรื่องนี้ทีไรอาหลิ่นเป็นต้องร้องไห้ออกมาทุกครั้ง

อาหลิ่นเล่าว่าตัวเองนั่งรอรถออกอยู่เพียงลำพัง จู่ ๆ ก็มีชายสามคนเข้ามาฉุดกระชากแย่งเงินในมือไป เธอพยายามขัดขืนสุดชีวิต ท้ายที่สุดถูกพวกมันทำร้ายจนสลบ ฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองแขนหัก กว่าจะกลับมาที่โรงพยาบาลก็ช้าไปแล้ว

“มันไม่ใช่ความผิดอาหลิ่นหรอก อาหลิ่นคนเดียวจะสู้พวกมันได้ยังไง อาหลิ่นหยุดร้องไห้ มันไม่ได้ช่วยอะไร เดี๋ยวฉันให้นมเสร็จจะออกไปเดินดูรอบ ๆ เผื่อว่าจะมีงานอะไรให้ทำบ้าง”

“ถ้าอาหลิ่นไม่แขนหัก ไม่ได้เป็นคนพิการแบบนี้ คงไม่ลำบากพี่แพร ฮึก ๆ อาหลิ่นขอโทษฮื่อ ๆ”

“ร้องไห้อีกแล้ว เจ้าหนูภัสยังไม่ร้องเท่าอาหลิ่นเลยนะ เลิกร้องน่า...” ผ้าแพรก็ไม่รู้จะปลอบอย่างไรแล้วเหมือนกัน ดูท่าคงจะมีแค่เวลาเท่านั้นที่คงจะค่อย ๆ ช่วยเยียวยาจิตใจอาหลิ่นได้

หลังให้นมเจ้าหนูภัสและกล่อมนอนจนหลับ ผ้าแพรออกมาเดินหางานเท่าที่พอจะมี แต่งานก็ช่างหายาก งานค้าขายแค่เห็นว่าหน้าเธอมีแผลเป็นก็ปฏิเสธ งานไร่ก็มองว่าเธอร่างบางแรงน้อย ไม่ใช่ง่าย ๆ เลยที่จะหาเงินได้จากแถวนี้

“หนูที่อยู่บ้านข้างเรานี่ จะไปไหนเหรอจ๊ะ” ป้าที่อยู่บ้านข้าง ๆ ถามอย่างห่วงใย ผ้าแพรได้ยินว่าสองสามีภรรยาพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว รอให้ลูกชายที่เอาของไปขายในเมืองขายหมดก่อนแล้วจะกลับมารับ

“หนูออกมาหางานทำค่ะ แต่ไม่มีใครรับ” เธอกระชับผ้าที่ปิดหน้าขึ้นสูง กลัวว่าถ้าหากคู่สนทนาเห็นรอยแผลแล้วจะรู้สึกรังเกลียด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป